LOGINองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาของเอี้ยนอ๋อง ประวัติความเป็นมาขององค์หญิงผู้นี้ไม่แน่ชัด แทบไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนขององค์หญิงผู้นี้เลยด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาอาจจะฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าดูจากกิริยาท่าทาง นางมีสง่าราศีแฝงอยู่ก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเชื้อพระวงศ์หญิงมากโข
บัดนี้องค์หญิงหย่งอานแห่งแคว้นเอี้ยนถูกจับมัดห้อยต่องแต่งกับกิ่งไม้ใหญ่ เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยเศษโคลนเศษใบไม้ หลี่เซวียนหลงจัดการล้างแค้นด้วยการนำรองเท้าของนางผูกห้อยคอเด็กหญิงไว้ หวังจะแกล้งให้ร้องไห้โฮเสียบ้างแต่นางกลับยิ้มขอบคุณ
“ขอบใจ ถ้าข้าทำรองเท้าหายอีก พี่ข้าต้องบ่นสามวันสามคืนแน่”
“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าคือองค์หญิงตัวจริง”
เฉินเถาฮวายักไหล่ “มีตาหามีแววไม่ ข้าก็ได้แต่จนใจ”
ท่าทีสงบนิ่งผิดวิสัยของนางสะกิดความสงสัยของเขาจนยากจะระงับ ชายหนุ่มจึงเดินวนรอบตัวเด็กหญิง ตาตี่ มือไม้ดำปี๋แถมฟันหลอแบบนี้ พลิกดูอย่างไรก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ขนาดเด็กรับใช้ในจวนของเขายังน่ามองกว่าเลย และแล้วก็มีสิ่งที่ตัดสินได้ เมื่อหลี่เซวียนหลงก้มลงดอมดมไปตามซอกคอและหน้าอกของเด็กหญิง ก่อนจะกระชากเสื้ออย่างแรง
“องค์ชาย” จู้จื่อร้องห้าม แต่ก็สังเกตเห็นถุงหอมซึ่งส่งกลิ่นหอมระเรื่อเจือจางก็ร่วงหล่นลงมาจากอกเสื้อเด็ก รูปแบบการปักลวดลายและเครื่องหอมเฉพาะเป็นของที่มีใช้เฉพาะในวัง
“ที่แท้เอี้ยนอ๋องก็แอบซ่อนเจ้าไว้เพราะต้องการก่อสงครามกับแคว้นหลี่ไปเรื่อยๆ นี่เอง” หลี่เซวียนหลงหยิบถุงหอมนั้นขึ้นและควงมีดสั้นของเด็กหญิงไปมา นึกสบถด่าทอถึงบิดามารดาของนาง ในขณะที่เฉินเถาฮวาพยายามเหวี่ยงขาเตะไปมาแต่มันไร้ประโยชน์
“นายกองหลี่ช่างโง่งมสมคำร่ำลือ การศึกที่ผ่านมามีครั้งใดบ้างที่แคว้นเอี้ยนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน”
“อาหมวยน้อย... คนที่อ่อนแอล้วนเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแรงกว่า สัจธรรมง่ายๆ ข้อนี้เจ้าไม่เข้าใจงั้นรึ? การที่เอี้ยนอ๋องไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงมาแลกเปลี่ยนก็แสดงเจตนาไม่บริสุทธิ์ชัดแจ้งอยู่แล้วนี่... ว่าไง เถียงไม่ออกล่ะสิ ลูกหลานผู้สูงศักดิ์ไม่นั่งชิดชายคา[1] อาหมวยน้อย เจ้าจะเข็ดแล้วหรือไม่”
“อย่าเรียกข้าว่าหมวยน้อย ข้าชื่อเฉินเถาฮวา จำไว้เสียบ้างนายกองหลี่”
“ปีนี้ข้าอายุสิบห้า”
“แล้วไง...”
“แปลว่าข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างไรเล่า... ข้าจะเรียกเจ้าว่าอาหมวยน้อยก็ถูกต้องแล้ว” ทั้งคู่ปะทะสายตากันอย่างคนไม่ถูกชะตา เอาแต่ถกเถียงว่าใครเป็นเด็กกันหน้าดำคร่ำเครียด จู้จื่อกับเหล่าทหารต่างร้องด่าในใจว่าเด็กทั้งคู่นั่นแหละโว้ย เด็กบ้าพอๆ กันอีกด้วย ทหารนับหมื่นนับพันต้องหัวหมุนเพราะเด็กบ้าสองคนนี้ มันน่าจับมัดรวมกันแล้วกระทืบให้จมดิน
เฉินเถาฮวาดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย นางถอนหายใจและเอ่ยอย่างอดทน “พูดกับท่านแล้วเหมือนเทน้ำราดทิ้ง หาประโยชน์อันใดมิได้ เอามีดของข้าคืนมานะ! นั่นเป็นของดูต่างหน้าพ่อของข้า”
“ของดูต่างหน้า? ไหนเอี้ยนซ่านฉีบอกว่าเจ้าคือองค์หญิงหย่งอานไม่ใช่รึข้าไม่ยักรู้ว่าเอี้ยนอ๋องจะด่วนตายเร็วขนาดนี้”
“ปากสุนัข! อยู่ๆ มาแช่งเสด็จพ่อของข้าได้ยังไง?!”
ชายหนุ่มรูปงามนวดขมับของตนเองเบาๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองประสาทกำเริบหรือนางสติไม่ดีกันแน่ ตกลงพ่อของนางตายหรือยังไม่ตาย
ใบหน้าคมเข้มแหงนมองดวงตะวันตั้งฉากบนฟ้า ตอนนี้เวลาล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว ทัพเอี้ยนมีแต่จะยิ่งห้อมล้อมเชิงเขาหนาแน่นขึ้น บุรุษผู้สูงศักดิ์เดาะมีดสั้นของเฉินเถาฮวาอย่างใช้ความคิด มีดเล่มนี้ทื่อแสนทื่อ ตัดเส้นด้ายให้ขาดในฉับเดียวยังไม่ได้เลย แขนขาเล็กๆ นั่นอีกเล่า? แค่วิ่งก็แสนจะเชื่องช้าปวกเปียก มีอย่างที่ไหนบุ่มบ่ามบุกเข้ามาหาศัตรูพร้อมมีดทื่อแค่เล่มเดียว นางใช้สมองส่วนไหนคิดว่าเด็กเจ็ดขวบจะสังหารนายกองสามพันของอีกฝ่ายได้
ร่างสูงสง่ายืนขึ้นเต็มความสูงและมองสังเกตทัพแคว้นเอี้ยน ดูท่าทีเอี้ยนซ่านฉีร้อนรนปานนั้น เขาจะเชื่อก็ได้ว่าอาหมวยสมองลิงคนนี้เป็นองค์หญิงจริงๆ ร่างสูงสง่าเอ่ยยียวนพลางลับมีดเล่มนั้น คืนความแหลมคมกลับมาดังเดิม แม้ว่ามีดสั้นเล่มนี้ดูภายนอกแล้วจะดาษดื่นก็จริง แต่เนื้อโลหะแกร่งฉกรรจ์ สลักตัวอักษรแปลว่าลูกชาย
“มารดาเจ้าคงจะเลี้ยงดูเจ้าเยี่ยงเด็กชายกระมัง ช่างน่าสังเวชเสียจริง ไม่อยากแต่งไปแคว้นหลี่จนถึงขนาดสะกดจิตเด็กว่าเป็นชาย”
“นายกองหลี่ ถ้าหากท่านไม่รู้จักข้าดีพอก็อย่าเดาส่งเดช ยิ่งพูดท่านก็ยิ่งซื่อบื้อในสายตาข้า”
ฟังเด็กด่าแล้วโกรธไม่ลง หลี่เซวียนหลงกอดอกนิ่ง หากเทียบกับองค์หญิงฟางหนิง น้องสาวของเขาแล้วล่ะก็... หลี่เซวียนหลงนึกขอบคุณสวรรค์ทันที ฟางหนิงเป็นเด็กเรียบร้อยอ่อนโยน ส่วนอาหมวยสมองลิงหน้านิ่งผู้นี้ เขาจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ถ้าไม่บ้าก็กล้าหาญมากทีเดียว
“น่าเสียดายที่ไร้สมอง”
“ท่านก็เช่นกันนั่นแหละ” องค์หญิงน้อยเถียงกลับอย่างใจเย็น “มีอย่างที่ไหนนำทัพแค่ห้าพันมาตีเมืองของพี่ชายข้า ตอนนี้ท่านเหลือทหารแค่สามพัน นายกองมือใหม่อย่างท่านอย่าคิดรอดเลย ยอมแพ้เสียดีๆ แล้วข้าจะออกหน้าขอร้องให้พี่ชายไว้ชีวิตพวกท่าน”
“เด็กเอ๋ยเด็ก การทำศึกไม่ได้วัดผลแพ้ชนะกันที่จำนวนทหารเสียหน่อย”
[1] หมายความว่า ผู้สูงศักดิ์ไม่ควรอยู่ในที่ที่อันตราย ควรระวังภัย
บทส่งท้าย พระชายาของหลงอ๋อง วันต่อมา... “ฮวาเอ๋อร์... พี่กับฟางหนิงจะกลับเจียนหยางแล้ว” เอี้ยนซื่อจิ้นเคาะประตูเรือนกลางน้ำ แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ตอบกลับมา อาเป่าเองก็ส่ายหน้าไม่กล้ายุ่มย่าม เขามีหน้าที่ส่งอาหารร้อนๆ และสุราวางไว้ที่หน้าประตู แต่เนื่องจากองค์ชายหลี่เซวียนหลงผู้เป็นเจ้าของจวนหายเงียบไปนานแล้ว เคาะเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ เอี้ยนซื่อจิ้นในฐานะที่เขาเป็นพี่ต้องการจะเจอหน้าน้องก่อนกลับแคว้นเอี้ยนพร้อมกับฟางหนิง ดังนั้นเขาจึงแตะนิ้วบนปลายลิ้นแล้วจิ้มฉากกระดาษที่ประตูจนเป็นรู“ซื่อจิ้น เดี๋ยวเถอะ! ท่านทำแบบนี้จะเสียมารยาทนะเพคะ”“ถ้าไม่ดูให้แน่ใจว่าพวกเขายังสบายดี เราจะจากไปอย่างสบายใจได้อย่างไร พวกเขาเล่นลงกลอนประตูหายเงียบไม่ออกมากินข้าวกินปลา เกิดเจ้าหลงอ๋อง
นางก็ยินดีที่จะถูกเขาล่ามไว้ตลอดกาล... ตลอดไป...เขาจูบเล็มต้นขาด้านในของนางอย่างคลั่งไคล้ สูงขึ้น... สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งละเลียดรสชาติของอิสตรี ทำเอาเฉินเถาฮวาหวีดเสียงอุทาน จังหวะลิ้มรสความหวานมีแต่จะมากขึ้นเป็นเท่าทวีทุกลมหายใจ เฉินเถาฮวาสะท้านเฮือก ต้องยกมือขึ้นอุดปากไว้เพื่อกลั้นเสียงหอบถี่ เกร็งซ่านดังไฟลนหลี่เซวียนหลงหิวกระหายและเรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเมื่อไม่อาจทนไหว สาวบริสุทธิ์ก็จำต้องครวญครางไม่เป็นส่ำ ซึ่งนั่นทำให้บุรุษผู้ตื่นตัวยิ่งฮึกเหิมที่ได้เป็นคนสัมผัส... ได้ฟังเสียงครางหวานๆ... ได้เห็นนางบิดกายเร่าร้อนเกินห้ามใจเขาพานางโบยบินสูงขึ้น... สูงขึ้นเรื่อยๆหากปลายลิ้นขยับอีกแค่ครั้งเดียว นางก็จะถึงขีดสุด ร่างกายบอบบางสั่นระริก แอ่นโค้ง เหยียดเกร็งราวกับคันศรพร้อมให้เขาเหนี่ยวสาย หากแตะอีกเพียงครั้งเดียว ลูกศรก็จะวิ่งพุ่งอย่างรุนแรง เฉินเถาฮวาร้องเรียกชื่อเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ความต้องการปะทุเอ่อล้นขึ้นราวกับน้ำพุชุ่มฉ่ำแสนหวาน วิงวอนขอให้เขาตักตวงดับกระหายโดยเร็วเถิด“ได้โปรด...” ลมหายใจของนางถี่รัว เรือนกายอ
“แปลว่า...”“อืม เสด็จพ่อทรงยอมรับท่านแล้ว”เฉินเถาฮวาหัวเราะแก้มแดง แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ตามติด มอบจุมพิตร้อนแรงขึ้นเป็นเท่าตัวจนเฉินเถาฮวาตามไม่ทัน ถูกบังคับให้แลกลิ้นอย่างหนักหน่วง สอดแทรกเข้ามาในอุ้งปากน้อยๆ ไม่หยุดยั้งจนนางร้องอู้อี้ รับรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังหายใจไม่เป็นส่ำ“อา... อีกนิด อีกนิดเถิด แล้วข้าสาบานว่าจะทำให้เจ้าสุขซ่านยิ่งกว่าครั้งใด”หลี่เซวียนหลงทุ่มความโหยหาทั้งหมดให้นางรับรู้ผ่านจุมพิตอันดิบเถื่อน เฉินเถาฮวามองเห็นดวงดาววิบไหวภายใต้ดวงตาปิดสนิท สัมผัสของปลายลิ้นเย้าแหย่กระตุ้นให้นางเผยอปากเพื่อร้องคราง รอรับจุมพิตที่กระหน่ำไม่เป็นจังหวะราวกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้าฝั่ง เขาขบริมฝีปากล่าง ดูดดื่มเอาไว้ในปากแล้วปล่อยออกอย่างเชื่องช้า แต่ดูเหมือนว่าเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ“ข้ากำลังวอนขอคำตอบจากเจ้า ฮวาเอ๋อร์... เจ้ายินดีแต่งกับข้าหรือไม่”“ถ้าข้าตอบตกลง จะเกิดอะไรขึ้น”“เจ้าจะไม่ได้ลุกจากเตียงอีกเลยตลอดสามวันสามคืน” ความตั้งใจ
ท้องฟ้าของเมืองหยางโจวแดงฉานอยู่ถึงสามวันสามคืน เมื่อเปลวเพลิงสงบ พวกคณิกากับคนงานที่ไม่มีที่ไปต่างเข้าไปรื้อหาของมีค่าในกองเถ้าถ่าน เจอศพไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโกหลายสิบร่างนอนหงิกงอกระจายไปทั่ว มีอยู่สองร่างที่นอนประกบเข้าหากันราวกับว่ากำลังเสพสังวาสจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต“มีใครเห็นหยวนหยวนบ้าง”“ท่านโจวเหวิน... ท่านโจวเหวิน...”พวกเขาช่วยกันตามหาคนที่หายไป จนแล้วจนรอดก็ไม่เจอจึงพากันคิดว่าหยวนหยวนฉวยโอกาสหอบเงินหนีไปแล้ว หลายวันหลังจากนั้นพวกเขาถึงได้เจอศพหญิงสาวอยู่ใต้ซากปรักหักพัง สภาพศพเป็นที่น่าสยดสยองเพราะถูกผ่าหน้าท้อง ควักไส้และยัดแม่ไก่ตัวใหญ่เข้าไปทั้งเป็น ส่วนศีรษะถูกตัดออกหายไปอย่างลึกลับจนไม่มีใครบอกได้ว่าศพนี้เป็นผู้ใด“แล้วมีใครเห็นองค์หญิงหย่งอานบ้าง”ผู้คนต่างพากันเล่าขานถึงองค์หญิงหย่งอานผู้อาภัพ บางคนก็ว่านางตายอนาถในกองเพลิง บางคนก็ว่านางหนีรอยมลทินไปบวช บำเพ็ญเพียรอย่างสงบในป่าลึก จนกระทั่งวันเวลาผันผ่าน ชื่อของจี้จิง องค์หญิงผู้อาภัพแห่งหอเหมยเขียวก็ปลิวหายไปกับสายลม กลายเป
“ฮวาเอ๋อร์ เสด็จพ่อกับพวกพี่ๆ ให้ข้ามาตามเจ้ากลับบ้าน”“หนิงเอ๋อร์ เจ้าก็ต้องกลับเช่นกัน”พวกผู้ชายจอมบงการ! สองสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างมีน้ำโห ก่อนจะตะโกนตอบกลับไปว่า “ไม่!!”ทั้งหลี่เซวียนหลงทั้งเอี้ยนซื่อจิ้นจะโมโหน้องสาวของตนก็ทำไม่ได้ถนัด เพราะพวกนางต่างเสียงดังฟังชัดกันขนาดนี้ พวกเขาซึ่งเพียรขอความรักจากพวกนางย่อมยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แต่สีหน้าของเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สบอารมณ์นัก“ฮวาเอ๋อร์ ข้าพาฟางหนิงกลับมาที่หยางโจวที่แสดงความบริสุทธิ์ใจและทูลขอนางจากหลี่อ๋องอย่างเป็นทางการ แต่ฮวาเอ๋อร์... เจ้าจำเป็นต้องกลับ หลี่อ๋องทำลายชื่อเสียงของเจ้าจนพินาศไปแล้วเช่นนี้ เจ้าจะอยู่ที่นี่อย่างไร้ศักดิ์ศรีไม่ได้”“ข้าจะปกป้องนางเอง”หลี่เซวียนหลงไม่มีวันยอมให้ผู้ใดรังแกเฉินเถาฮวาอีก เอี้ยนซื่อจิ้นตวัดตามองอีกฝ่ายอย่างชิงชัง บาดแผลตามข้อมือข้อเท้าของเฉินเถาฮวาเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าไอ้ลูกเต่าดูแลฮวาเอ๋อร์ไม่ได้เรื่อง!“เจ้าจะทำได้หรือ? อย่าคิดว่าทางเราไม่รู้เรื่องที่พวกเจ้าทาร
บทที่ 23 พระชายาตัวน้อยท่ามกลางความมืดมิด ระหว่างกลับมาจากหอเหมยเขียว ที่นั่นยังคงมีเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ท้องฟ้าแดงฉานจนชาวเมืองหยางโจวแตกตื่น ขบวนม้าของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งพุ่งผ่าความโกลาหลวุ่นวาย ตรงดิ่งกลับสู่จวนหลงอ๋องโดยมิแยแสหลี่เซวียนหลงอุ้มนางไว้อย่างทะนุถนอม ขี่ม้าโลดลิ่วข้ามผ่านแม่น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง หัวใจของเฉินเถาฮวากลับมาเต้นเป็นปกติเมื่อถูกโอบอุ้มในอ้อมแขนกำยำอีกครั้ง คราวนี้หัวใจพองโตอย่างน่าประหลาดเมื่อเขากดศีรษะนางให้ซบกับอกเขาเบาๆ ทำให้เฉินเถาฮวาถอนสะอื้นและหลับตาลง แขนกำยำอีกข้างที่โอบรัดแผ่นหลังเล็กๆ จึงขยับปลอบทั้งสองแตะปลายลิ้นกันและกัน จูบดูดดื่มอีกครั้งโดยไม่ต้องเอ่ยขอ ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ แค่จ้องตาก็สื่อสารกันเข้าใจ หลี่เซวียนหลงลูบแก้มเนียน ก่อนจะชี้ให้นางมองดูริ้วขบวนเสด็จที่แล่นสวนออกมาจากวังอย่างรวดเร็วปานเกาทัณฑ์พุ่งออกจากแล่ง มีหลี่อ๋องฟาดแส้ม้าวิ่งทะยานนำหน้าโดยไม่สนใจผู้ใด ตรงดิ่งมาตัดหน้าขบวนของหลี่เซวียนหลง ม้าของชายหนุ่มทั้งสองต่างตะกุยขาขึ้นฟ้าและกระทืบล
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า &
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ







