LOGINท่ามกลางความม
บทที่ 23 พระชายาตัวน้อยท่ามกลางความมืดมิด ระหว่างกลับมาจากหอเหมยเขียว ที่นั่นยังคงมีเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ท้องฟ้าแดงฉานจนชาวเมืองหยางโจวแตกตื่น ขบวนม้าของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งพุ่งผ่าความโกลาหลวุ่นวาย ตรงดิ่งกลับสู่จวนหลงอ๋องโดยมิแยแสหลี่เซวียนหลงอุ้มนางไว้อย่างทะนุถนอม ขี่ม้าโลดลิ่วข้ามผ่านแม่น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง หัวใจของเฉินเถาฮวากลับมาเต้นเป็นปกติเมื่อถูกโอบอุ้มในอ้อมแขนกำยำอีกครั้ง คราวนี้หัวใจพองโตอย่างน่าประหลาดเมื่อเขากดศีรษะนางให้ซบกับอกเขาเบาๆ ทำให้เฉินเถาฮวาถอนสะอื้นและหลับตาลง แขนกำยำอีกข้างที่โอบรัดแผ่นหลังเล็กๆ จึงขยับปลอบทั้งสองแตะปลายลิ้นกันและกัน จูบดูดดื่มอีกครั้งโดยไม่ต้องเอ่ยขอ ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ แค่จ้องตาก็สื่อสารกันเข้าใจ หลี่เซวียนหลงลูบแก้มเนียน ก่อนจะชี้ให้นางมองดูริ้วขบวนเสด็จที่แล่นสวนออกมาจากวังอย่างรวดเร็วปานเกาทัณฑ์พุ่งออกจากแล่ง มีหลี่อ๋องฟาดแส้ม้าวิ่งทะยานนำหน้าโดยไม่สนใจผู้ใด ตรงดิ่งมาตัดหน้าขบวนของหลี่เซวียนหลง ม้าของชายหนุ่มทั้งสองต่างตะกุยขาขึ้นฟ้าและกระทืบล
“เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่าให้ฮวาเอ๋อร์ของข้าดื่มยาอะไรเข้าไปงั้นหรือ”เสียงอันเย็นเยียบดังขึ้นแผ่วเบา ฟังคล้ายเสียงพญามัจจุราชที่โฉบเข้ามาทางหน้าต่าง หลี่เซวียนหลงสวมชุดสีดำสนิทตลอดเรือนกาย ยืนตระหง่านอย่างสง่างามอยู่ตรงหน้า ทรงอุ้มเฉินเถาฮวาด้วยแขนข้างเดียว ดาบเล่มโตที่บั้นเอวกับเกาทัณฑ์บนบ่าของเขาเสริมความดุดันให้คนผู้นี้น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น ภายใต้แสงตะเกียงสว่างจ้า นางโจวเหวินสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบแข็งกระด้าง แม่เล้าตัวอ้วนก็ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว แข้งขาอ่อนยวบลงอย่างสิ้นหวัง“ขะ...ข้า ข้ามิได้ทำอะไรเจ้าค่ะ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้า ข้าเพียงแต่แวะมาดูอาการป่วยไข้ขององค์หญิง”นางโจวเหวินคำนับปะหลกๆ จี๋เการออยู่ด้านนอกทนไม่ไหว เคาะประตูโครมครามแทบจะพังเข้ามาให้ได้ มันร้องโวยวายต้องการปลดปล่อย เฉินเถาฮวาซุกตัวนิ่งในอ้อมแขนแกร่งจึงปรายสายตาไปที่ซูเจี้ยน นางแต่งกายชุดดำพรางกายในความมืดอยู่กับจู้จื่อ คอยอารักขาองค์หญิงอยู่เงียบๆ มาตลอด เรื่องชั่วช้าทั้งหลายย่อมไม่รอดพ้นสายตา“ซูเจี้ยน... ท่านแม่ของข้าเสียงแหบสั่นขนาดนี้ สงส
สาวใช้ประคองถาดอาหารมื้อค่ำไปส่งที่ห้องส่วนตัวของเฉินเถาฮวา นางกำลังนั่งเหม่อมองขอบฟ้านอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์สลัวไล้เรือนกายบอบบาง ดูเศร้าสร้อยแต่ในขณะเดียวกันก็งดงามพิสุทธิ์ดั่งปุยหิมะที่โปรยปรายจากฟ้า แม้ว่าเฉินเถาฮวาจะแต่งกายเรียบๆ ไร้เครื่องประดับและไม่แต่งหน้า แต่ก็หวานละมุนชวนมองโดยมิต้องเชิญ“ท่านจี้จิง มื้อค่ำมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่บ่าย ข้าก็เลยขนสำรับมาให้มากหน่อย”“ขอบคุณนะ แต่ข้ายังไม่หิว” เฉินเถาฮวาขยับเพียงริมฝีปาก ไม่ขยับส่วนใดๆ นางไม่อยากอาหาร สาวใช้กลัวนางโจวเหวินตีจึงคะยั้นคะยอ“ทานสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านโจวฝากให้ข้ามาบอกว่าคืนนี้ท่านยังไม่ต้องออกรับแขก ให้นอนพักในห้องไปก่อน อย่าไปไหน”“อย่าออกไปไหน? ไม่ใช่ว่านางขังข้าไว้อยู่หรือ” เฉินเถาฮวายิ้มน้อยๆ พลางเหลือบมองโซ่ที่ล่ามนางไว้กับเตียง“ท่านโจวเป็นห่วงท่านต่างหากเจ้าค่ะ นางบอกว่าให้ท่านนอนพักผ่อนสบายๆ เดี๋ยวท่านก็มีความสุขเอง เอ่อ... ท่านช่างโชคดียิ่งนักที่องค์ชายหลี่เซวียนหลงทรงรักหนักหนา เอ่อ... ท่านโจวเองก็บอ
นังคนสกปรก!หลี่เซวียนหลงผ่อนลมหายใจคำราม ดวงตาคมกริบจ้องหน้านางโจวเหวินอย่างดุดัน เฉินเถาฮวาล้ำค่าสำหรับเขาจนไม่อาจประเมินได้ แต่นางแม่เล้ากำลังยิ้มอย่างละโมบและตีราคาของนางออกมา หยวนหยวนนึกอยากแก้แค้นมาโดยตลอดจึงถลันเข้ามากอด ร่ำไห้ขอร้อง“องค์ชาย ได้โปรดฟังหม่อมฉัน หม่อมฉันเป็นพี่สาวของนางเอง เดิมทีเราเติบโตร่วมกันมา แต่แล้วก็ต้องพลัดพรากและชะตาอาภัพให้ต้องมาเจอกันที่นี่ องค์ชาย... หม่อมฉันเป็นห่วงฮวาเอ๋อร์ยิ่งนัก ขอทรงพระทัยเย็นสักนิด มะรืนนี้จะมีการประมูลสาวงาม เมื่อถึงเวลานั้นขอให้ช่วยฮวาเอ๋อร์ด้วยนะเพคะ”“ชะ...ใช่แล้วเพคะ หม่อมฉันเห็นใจจี้จิงยิ่งนัก ทั้งยังซาบซึ้งไปกับความรักของพวกท่าน แต่กฎก็ต้องเป็นไปตามกฎ ใต้เท้าท่านอื่นๆ ก็มีสิทธิ์สู้ราคาเช่นกัน หม่อมฉันจะตั้งราคาค่าไถ่ตัวจี้จิงไว้เพียงไข่มุกสิบหู หากองค์ชายต้องการจี้จิงกลับไปก็ขอให้กลับมาประมูลสู้ราคากันได้นะเพคะ”นางโจวเหวินยิ้มแย้ม มั่นใจว่าจะต้องได้ทรัพย์สินเงินทองจากจวนหลงอ๋องสูงท่วมเพดาน หากไม่ได้ราคาอย่างที่ตั้งใจไว้ก็อย่าหวังว่าจะได้ตัวเฉินเถาฮวาออกไป พวกนักเที่ย
หยวนหยวนรีบชิงความสนใจบ้าง ก้าวออกมาร่ายรำประกอบเสียงพิณผีผา นางโจวเหวินเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายจึงส่งสายตาให้คณิกาอีกสองนางเป่าขลุ่ยและเคาะกังสดาลเคล้าคลอเสียงพิณเบาๆ ทุกองค์ประกอบขับเน้นให้หยวนหยวนกลายเป็นดาวเด่น ส่วนเฉินเถาฮวาถูกกดให้กลายเป็นหญิงดีดพิณขายเสียงเพลง หยวนหยวนจึงพอใจมาก รีบหมุนกายบนปลายเท้า กรีดปลายนิ้วฟ้อนรำสุดฝีมือ แต่น่าเสียดายที่สายตาขององค์ชายรูปงามหยุดนิ่งที่เจ้าดอกท้อน้อยตั้งแต่ปลายเท้าของนางก้าวพ้นม่านไข่มุกแล้วร่างบอบบางดีดพิณผีผาไปหาวไป ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครมองเพราะตนขายเสียงเพลงมิได้ขายเรือนร่าง ดังนั้นจังหวะเพลงจึงเดี๋ยวก็เอื่อยเชื่อยเศร้าหมองเหมือนคนสะอื้นไห้ เดี๋ยวก็คึกคักเหมือนแทงศิลาผ่าเมฆา รวดเร็วดุจอาชาเหินทะยานแล้วก็วกกลับมาเรียบเรื่อยเหมือนสายน้ำกระจ่างหยวนหยวนพยายามร่ายรำจึงติดๆ ขัดๆ ไม่ไหลลื่นต่อเนื่อง ท่าทางดูเก้งกัง สุดท้ายจึงสะดุดชายกระโปรงของตนเองหกล้ม บรรดาแขกต่างหัวเราะตลกโปกฮา ส่วนสีหน้าของเฉินเถาฮวาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่พอสายตาเลื่อนมาตรงกับหลี่เซวียนหลง ใบหน้าของนางก็แดงวาบด้วยความอับอายระคนสมเพชตัวเอง“ขะ...ขอ
“หยวนหยวน ออกมาต้อนรับองค์ชายเถิด”นางโจวเหวินปรบมือเรียกคณิกาแสนงามอันดับหนึ่งออกมาร่ายรำ บรรดาแขกต่างก็ฮือฮา หันไปจับจ้องสาวงามที่กำลังปรากฎตัวพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ หยวนหยวนเป็นอดีตบุตรสาวขุนนางแต่ตกอับไร้หนทาง จำต้องขายฝีมือในหอเหมยเขียว ดังนั้นความใฝ่ฝันในใจจึงหวังให้มีชายที่คู่ควรไถ่ตัวนางออกไปตบแต่งเป็นภรรยา หยวนหยวนมองไปทางใดก็ยังไม่เห็นมีผู้ใดคู่ควรสำหรับนางสักคนยกเว้นเพียงผู้เดียว นั่นคือองค์ชายหลี่เซวียนหลง ท่านหลงอ๋องแห่งหลี่“หยวนหยวนถวายพระพรองค์ชาย คำนับคุณชายทุกท่าน”นางโจวเหวินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตั้งราคาในใจไว้แล้วว่าจะคิดราคาค่าตัวหยวนหยวนคืนนี้สักสามหมื่นตำลึงก็พอ “รำถวายองค์ชายหลี่เซวียนหลงสักเพลงนะ”“เจ้าค่ะท่านแม่”หยวนหยวนแต่งกายหรูหราวิจิตร สืบเท้าก้าวออกมาโดยใช้พัดจีบปิดโฉมไว้ เร่งเร้าให้เลือดลมของชายทั้งหลายตื่นเต้นแทบสยบใต้ชายกระโปรงของนาง ชายแขนเสื้อของหยวนหยวนยาวพลิ้วไหว ย่างก้าวแผ่วเบา ท่ารำอ่อนช้อยอ้อนแอ้นราวกับไร้กระดูกจังหวะเสียงเพลงและลีลาการใช้พัดจีบ ดึงดูด
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”มือหยาบกระด้างกดศีร
“ใช้เลือดเนื้อฟันผ่า? ท่านนายกองโง่งมพูดเสียสวยหรู เท่าที่ข้าเห็น ท่านเดินหน้าหาความตายไม่พอ ยังพาลูกน้องไปตายอีกต่างหาก วาจาเยี่ยงนี้ยังหลอกเด็กอย่างข้าไม่ได้เลย”เด็กหญิงกล้าต่อกรโดยไม่สะทกสะท้าน“ถ้าข้าจะสู้ ข้าจะสู้ด้วยสติปัญญา คนทำศึกหากไม่รู้ดินฟ้าอากาศ ไม่รู้จักกลยุทธ์ ไม่รู้จักใช้คน ไม่รู้จ
“เด็กเอ๋ยเด็ก การทำศึกไม่ได้วัดผลแพ้ชนะกันที่จำนวนทหารเสียหน่อย”เรียวปากของชายหนุ่มวัยสิบห้าเหยียดยิ้ม ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเด็กรัวๆ คนอย่างเขาชอบการต่อสู้เพราะฉะนั้นจึงไม่เกี่ยงหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็กเจ็ดขวบ“ข้าอาจจะพลาดที่ไม่คิดว่าพี่ชายเจ้าจะซุ่มทัพไว้นอกเหนือจากที่คำนวณไว้ เรื่องจะง่ายขึ้นมา







