LOGINชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแต่นางยังไม่เกิด
เมื่อนางอายุเพียงห้าขวบมารดาก็เสียชีวิต เด็กหญิงไร้ที่พึ่งพิง ถูกญาติพี่น้องสกุลจ้าวซึ่งเป็นญาติฝ่ายแม่ข่มเหงรังแก ดูแลนางเยี่ยงเด็กบ่าวคนหนึ่ง ไม่ให้การศึกษา ไม่แนะนำให้ผู้ใดรู้จักว่านางเป็นทายาทแม่ทัพเฉิน เมื่อญาติผู้ใหญ่เข้ามาดูแลบัญชีภายในจวน เห็นทรัพย์สมบัติและที่ดินพระราชทานจำนวนมากของสกุลเฉินก็ตาโต กลายเป็นฉนวนสำคัญที่ทำให้เฉินเถาฮวาถูกจ้องทำร้าย ดังนั้นเด็กหญิงวัยห้าขวบจึงถูกพี่เลี้ยงตีจนสลบแล้วทิ้งให้ตายกลางป่า
แต่เฉินเถาฮวารอดมาได้
เมื่อโซซัดโซเซกลับเข้าเมือง กลับได้ยินชาวบ้านพูดถึงงานศพของตัวเองและญาติผู้ใหญ่สกุลจ้าวประกาศเข้ามาดูแลจวนสกุลเฉินเรียบร้อยแล้ว สกุลจ้าวจึงผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนนางใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นเอี้ยน
“ท่านพ่อ... ท่านแม่...”
เฉินเถาฮวาเห็นป้ายหลุมศพของตนเองเคียงข้างหลุมศพของบิดามารดา น้ำตากลับไม่มีสักหยด ทายาทเพียงคนเดียวมองซ้ายก็โดดเดี่ยว มองขวาก็ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ เด็กใจเด็ดอย่างนางจึงขอเลือกออกจากบ้านไปโดยไม่หันหลังกลับ กว่าที่เอี้ยนอ๋องจะทราบเรื่องว่าลูกสาวของแม่ทัพเอกตกระกำลำบาก ตอนนั้นเฉินเถาฮวาก็กลายเป็นเด็กข้างถนนไปเต็มตัวแล้ว
ตอนนั้นเอี้ยนอ๋องอยู่ระหว่างวางแผนทำศึก ขณะนั่งรถม้ากลับเข้าเมือง ทรงเห็นว่ามีผู้คนที่เดือดร้อนจากศึกสงคราม อพยพหนีภัยเข้ามาในเมืองหลวงกันมากและอยู่อย่างอดอยากหิวโหย มีคนจนตรอกติดใบหญ้าที่ศีรษะเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องการขายลูกสาวกันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยราย ดังนั้นเอี้ยนอ๋องจึงมีรับสั่งให้แจกจ่ายข้าวต้มเพื่อบรรเทาสถานการณ์ ผู้คนพากันมาต่อแถวรับแจกอาหาร หางแถวยาวคดแล้วคดอีก ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยขอทานเนื้อตัวสกปรก แต่งกายรุ่งริ่งมากันมืดฟ้ามัวดิน
“สงครามที่เริ่มมาต่อเนื่องตลอดหลายปีนี้ทำให้ย่ำแย่กันไปหมด ช่างน่าอดสูใจจริงๆ”
“ชาวแคว้นหลี่เป็นพวกบ้าสงครามโดยเฉพาะหลี่อ๋องกับน้องชาย พวกเขาก็รู้ว่าเราไม่มีองค์หญิง ยังจะใช้เรื่องนี้มาหาเรื่องรุกชายแดนไม่หยุด”
เอี้ยนเซิน พระโอรสองค์โตของเอี้ยนอ๋องวัยยี่สิบต้นๆ กล่าวอย่างไม่พอใจ เขาเป็นชายชาตรีสง่างามหาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง เดิมทีสองแว่นแคว้นมีข้อตกลงเป็นมิตรผ่านการอภิเษก แต่เนื่องจากเอี้ยนอ๋องไร้พระธิดา ต้องแก้ปัญหาด้วยการแต่งตั้งนางกำนัลสักคนขึ้นเป็นองค์หญิงแล้วส่งตัวไป ทางแคว้นหลี่รู้ทันจึงไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงฟางหนิงมาให้ และไม่ยอมรับองค์หญิงที่มาจากการแต่งตั้งด้วย ปัญหาค้างคาผ่านมาเกือบสิบปี ความขัดแย้งนี้จึงกลายเป็นชนวนสงครามยากจะหาทางออก
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่พี่ใหญ่ อยากจะรบก็รบไปสิ เรามีกันตั้งสาม ข้าไม่กลัวพวกมันสองพี่น้องหรอก”
ชายหนุ่มทั้งสามขี่ม้าเคียงข้างรถม้าของพระราชบิดา แต่ละคนล้วนสง่างามองอาจ คนที่ตัวใหญ่ที่สุด ห้าวหาญที่สุดคือองค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉี ส่วนองค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นอ้าปากหาวอย่างเบื่อๆ พระโอรสทั้งสามต่างอยู่ในวัยฉกรรจ์ เลือดร้อนไม่เกรงการศึก ยิ่งได้สู้รบกับหลี่อ๋องและพระอนุชา ประลองพลังสติปัญญาและวัดฝีมือรบ พวกเขาทั้งสามก็ล้วนรู้สึกสนุกเลือดพล่าน แต่เอี้ยนอ๋องทรงไม่เห็นด้วย
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าศึกสงครามทำให้ผู้คนเดือดร้อนแค่ไหน หากเราหาทางสงบศึก คืนแรงงานกลับสู่ท้องนา ฟื้นฟูความเป็นอยู่ของราษฎร เปิดชายแดนค้าขายแลกเปลี่ยนได้โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
“กลับ!” เอี้ยนอ๋องรับสั่งให้สารถีวกรถม้ากลับวัง แต่อาจจะเป็นบุญพาวาสนาส่งของเด็กหญิงตัวน้อยที่จะต้องได้เป็นสตรีสูงศักดิ์ในภายภาคหน้า ชั่วขณะนั้นแสงตะวันทำมุมส่องกระทบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเด็กผู้หญิง ผู้ขวางทางเบื้องหน้ารถม้า
สารถีตกใจวิญญาณแทบหลุด รีบดึงสายบังเหียนสุดแรง ม้ากำลังออกตัววิ่งถูกรั้งกะทันหันจึงยกสองขาหน้าขึ้นอย่างตื่นตกใจก่อนจะกระทืบกีบม้าลงย่ำพื้น เฉียดศีรษะเล็กๆ ไปนิดเดียว แต่สีหน้าเย็นเยือกของเด็กหญิงไม่เปลี่ยนเลยสักนิด เอี้ยนอ๋องเลิกม่านวิสูตรขึ้นดู พระองค์จึงพบเฉินเถาฮวาตัวน้อยยืนนิ่งสงบ
“ไอ้เด็กขอทาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! ขวางทางม้าเช่นนี้ไม่กลัวตายรึ?!” สารถีเงื้อแส้ม้าฟาดใส่
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม
ตอนนี้เป็นยามดึกสงัด ดวงจันทร์เสี้ยวลอยค้างอยู่บนท้องฟ้า เมฆดำลอยผ่านบังจันทร์อย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่าคืนนี้ลมแรงยิ่งนัก ทั่วทั้งเมืองหนาวยะเยือกและเงียบงัน มีเพียงเสียงร้องเตือนของขันทีเวรยามร้องเตือน ‘ระวังฟืนไฟ ระวังฟืนไฟ’ ดังแว่วมาจากอีกด้านหนึ่ง นอกจากไฟตะเกียงที่แขวนอยู่หน้าตำหนักใหญ่แล้ว ที่อื่นๆ ล้วนมืดมิดหลี่เซวียนหลงเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งกายด้วยชุดยาวสีเลือดหมูปักลายมังกร ท่วงท่าภูมิฐาน การลงโทษกุมขังอดน้ำและอาหารมิได้บั่นทอนแรงเดือดในแววตาของเขาเลยสักนิด ร่างกำยำก้าวขึ้นบันไดมังกรอย่างเชื่องช้าผ่านแถวทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงรายนิ่งราวกับไร้ชีวิตจนกระทั่งร่างแข็งแกร่งประจันหน้าหลี่อ๋องซึ่งประทับบนบัลลังก์ ทรงร่ำสุราอย่างหนักจนแววเนตรกร้าวกระด้าง สีหน้าของหลี่เซวียนหลงเองก็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ไม่หลงเหลือรอยยิ้มหรือความอบอุ่นใดๆ ต่างฝ่ายต่างถลึงตาใส่กัน พระราชอำนาจสุดหยั่งมักจะร้ายมากกว่าดี นับแต่โบราณฟ้าไม่มีสองตะวัน แผ่นดินมีเจ้าได้เพียงหนึ่งเดียวไม่อาจมีสองหลี่อ๋องไม่อาจระงับโทสะได้ ตบโต๊ะดังปัง! หลี่เซวียนหลงรู้ว่าพี่ชาย
“ท่านแม่มีกฎเข้มงวด ห้ามคนในหอทะเลาะเบาะแว้ง พี่เหยาฉินกับท่านแม่ตบตีกันเช่นนี้ ข้าจะอบรมสั่งสอนให้แทนนะเจ้าคะ” ร่างบอบบางจับคอเสื้อของสองแม่ลูกคนละข้าง ผลักให้หงายหลังที่ขอบระเบียงชั้นสามจวนเจียนจะตกมิตกแหล่ หากเฉินเถาฮวาปล่อยมือ พวกนางสองแม่ลูกต้องตกลงไปคอหักตายแน่นอน “ต่อไปจะทะเลาะกันอีกหรือไม่เจ้าคะ” นางโจวเหวินพนมมือปะหลกๆ เข้าใจคำเตือนชัดแจ้งแล้ว“อย่าทำข้า อย่าทำข้าเลย อย่าปล่อยมือนะ ข้า ข้าจะไม่ทะเลาะกับเจ้าอีกแล้ว ข้าสัญญาว่าจะไม่บังคับใจเจ้า ปล่อยข้า เอ้ยๆ อย่าปล่อยนะ ข้ากลัวแล้ว จะไม่แกล้งเจ้าแล้ว” “ฆ่ามัน! ฆ่ามันเลย! ไม่เห็นเหรอว่านังเด็กบ้ามันคิดจะฆ่าข้า!” หยวนหยวนตะโกนเรียกพวกคนคุมหอดังลั่น ตั้งใจจะเอาให้ตาย “จับมันไปขัง
“ท่านแม่ นี่น่ะหรือองค์หญิงที่ท่านตื่นเต้นนักหนา เนื้อตัวก็ปอนๆ สกปรก ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลย”“ใจเย็นๆ ก่อนนะลูกรัก ในบรรดาลูกของแม่ หยวนหยวนพิเศษเป็นที่หนึ่งเสมอ”นางโจวเหวินยิ้มแหยๆ รีบเข้าไปลูบเนื้อลูบตัวหยวนหยวนเพื่อเอาใจ ก่อนจะกระซิบบอกฐานะที่แท้จริงของเฉินเถาฮวา หยวนหยวนรู้เข้าก็ไม่พอใจเพราะไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนเจิดจรัสเหนือกว่า พื้นเพองค์หญิงตกยากแสนบอบบาง ชายใดรู้เข้าจะไม่อยากได้ตัวไปดูแลได้อย่างไร ยิ่งมีที่มาภูมิหลังสูงศักดิ์น่าเวทนา พวกกลัดมันขี้คร้านจะแย่งชิงกันวุ่นแน่“หยวนหยวนอย่าเพิ่งหงุดหงิดไป คิดดูสิ หากองค์หญิงผู้นี้เคารพเจ้าในฐานะพี่สาว ยามออกงานเคียงคู่จะยิ่งขับราศีของเจ้าให้ผุดผ่อง ข้าจะให้เจ้าคอยดูแลควบคุมนาง เจ้าจะใช้นางเข้าหาเชื้อพระวงศ์คนไหนก็ไม่ยากแล้ว โดยเฉพาะองค์ชายหลี่เซวียนหลง เจ้าเพียรเฝ้ามองหลงอ๋องผู้นี้มาตั้งหลายปีแล้ว จะคุยท่านอ๋องก็ไม่คุยด้วย นี่แหละโอกาสทองของเจ้านะ”นางโจวเหวินกระซิบ หยวนหยวนกลอกตาไปมา คิดซ้ายตรองขวาอยู่สักครู่ ก่อนจะหันไปยิ้มแย้มจับมือจับไม้เฉินเถาฮวา
“ฮึ! คราวหน้าจะโดนยิ่งกว่านี้ ระวังตัวเอาไว้ให้ดี”นางโจวเหวินยิ้มเยาะ พอใจที่ได้ข่มสตรีชั้นสูงให้อยู่ในโอวาท องค์หญิงหย่งอานผู้นี้ช่างอ่อนแอเสียจริง ตอนนั่งรถม้าก็ไม่พูดอะไรสักแอะ สงบนิ่งราวกับน้ำแข็ง หัวอ่อนและไม่มีปากมีเสียง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ร้องไห้คร่ำครวญให้หนวกหูเสียเวลาปลอบ นับว่าอยู่เป็น“เอ้า! ถึงห้องพักของเจ้าแล้ว ท่านอ๋องส่งคนมาแจ้งข้าฉุกละหุก ไม่มีเวลาเตรียมห้องให้องค์หญิงตกอับอย่างเจ้า เจ้าก็ทนๆ อยู่ไปก่อนก็แล้วกัน”นางโจวเหวินกรีดนิ้วสั่งบ่าวรับใช้เปิดประตูห้องพักทางทิศเหนือของตึก ที่นั่นอับชื้นและไม่มีแสงแดดส่องถึง สภาพจึงเก่าและมีกลิ่น นางโจวเหวินยกชายแขนเสื้อขึ้นป้องจมูกก่อนจะแสร้งทำเป็นตกใจ“แย่จริง นังบ่าวชั้นต่ำมันช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เตรียมห้องสกปรกโทรมๆ เช่นนี้ให้องค์หญิงได้อย่างไร อีพวกโง่ไร้สมอง คิดว่าตัวเองเคยเป็นดอกฟ้าแล้วจะทำอะไรได้ตามใจชอบ”“ข้าอยู่ได้เจ้าค่ะท่านแม่”เฉินเถาฮวารู้ดีว่านางโจวเหวินต้องการกำราบด้วยการด่ากระทบกระเทียบ นางไม่อยากมีปัญหาจึงไม่สนใจ
“นั่นน่ะหรือองค์หญิงแคว้นเอี้ยน ผอมแห้งเหมือนคนขี้โรค ไม่เห็นมีตรงไหนเลิศเลอสักนิด”“ข้าอ่านประกาศในเมือง ตอนแรกฝ่าบาทก็จะรับนางเป็นชายา แต่ยังไม่ทันไต่เต้าขึ้นฟ้า นางกลับไม่รักดี ยั่วยวนหลงอ๋อง ช่างสกปรกเสียจริง”ตลอดทางเดินมีหญิงงามวัยดรุณีไปจนถึงวัยยี่สิบปลายๆ พวกนางแต่งกายงดงามนั่งจับกลุ่มพูดคุยและหัวเราะต่อกระซิกกัน เมื่อเห็นเฉินเถาฮวาต่างก็พากันจ้องมอง บางคนเยาะเย้ย บางคนก็เห็นใจ แต่เฉินเถาฮวาไม่ได้ใส่ใจ“ทางด้านโน้นเป็นหอจัดเลี้ยงชื่อหอประชุมเซียน เราจะจัดงานฉลองทุกๆ ต้นฤดูและปลายฤดู เพราะฉะนั้นจะจัดงานสังสรรค์ปีละแปดครั้ง บรรดาผู้ดีมีเงินมีศักดิ์สูงทั้งหลายจะมารวมตัวกัน เปิดโอกาสให้พวกเจ้าได้แสดงฝีมือ หากท่านชายคนไหนถูกใจจะได้ซื้อตัวออกไป”นางโจวเหวินชี้ไปที่หอจัดเลี้ยงกลางน้ำ ตั้งอยู่อย่างสันโดษท่ามกลางหมู่ต้นเหมยออกดอกแดงสะพรั่ง ตลอดเส้นทางเดินไปตามระเบียงคดเคี้ยวผ่านเรือนหลังเล็กหลังน้อยสำหรับรับรองนักเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ข้าวของเครื่องใช้ภายในหอเหมยเขียวล้วนแล้วแต่ทำจากทองคำ เงินและอัญมณี เสาแต่ละ
“นี่เป็นม้าฝีเท้าดีของข้าเอง มีสัมภาระพร้อม แล้วก็ตราคำสั่งของข้า” จู้จื่อเตรียมม้าให้ซูเจี้ยนอย่างเร่งรีบ ก่อนจะถอดชุดและหมวกเกราะสวมให้นาง “สวมเอาไว้ อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงจะดีที่สุด” “แต่กลิ่นมัน...” “ใส่ซะ”“ทำไมหลี่อ๋องต้องการชีวิตขององค์หญิงด้วย องค์หญิงไปทำอะไรให้ ทำไมองค์หญิงถึงรักกับองค์ชายไม่ได้”“ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือหากเจ้ายังชักช้า องค์หญิงของเจ้าจะยิ่งลำบาก”“ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว” ซูเจี้ยนยังไม่คลายสะอื้น แต่ก็พยายามเช็ดน้ำตาอย่างเข้มแข็ง ชุดเกราะของรองแม่ทัพจู้จื่อแม้ว่าจะทั้งเก่าทั้งสกปรก แต่นางก็กอดมันไว้เงียบๆ เบื้องหลังของจู้จื่อคือกองทหารม้าเกราะดำนับสิบคนพร้อมอาวุธกำลังรอคอยคำสั่ง “รีบไปให้ถึงสถานีเปลี่ยนม้าก่อนตะวันตกดิน ที่นั่นจ
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า &
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”มือหยาบกระด้างกดศีร







