Se connecter“กระหม่อมมีที่พึ่งอยู่แล้ว” หลี่เซวียนหลงหมายถึงหนังสือบนโต๊ะที่พลิกหน้าสะบัดไปตามแรงลม แต่หน้าล้วนมีภาพวาดสีสันสวยงามและลามกโจ่งครึ่ม หลี่เซวียนเยว่เป็นพี่ชายยังถึงกับถอนหายใจดังเฮ้อแรงๆ
“ตำราเสพสุขที่เจ้าอ่านก็ไม่ต่างอะไรจากเรียนรู้วิชาสังหารมังกร[1] เจ้าควรจะต้องรู้จักรสของอิสตรีได้แล้ว ความหมายของข้าคือเสพจริง ไม่ใช่ภาพวาด การสูญเสียน้ำพิสุทธิ์ไปด้วยวิธีการของเจ้าถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ก็เมื่อใดที่ข้าร่วมเตียงกับใคร นางผู้นั้นก็จะได้ตั้งครรภ์ทันทีอย่างไรเล่า[2]”
“ข้าเบื่อฟังข้ออ้างของเจ้าเต็มทน”
“เหตุใดเสด็จพี่จึงเดือดร้อนเรื่องการเสพสังวาสของกระหม่อมนัก กระหม่อมไม่ต้องการมีภาระ ไม่ต้องการมีห่วงพันธะให้เสียสมาธิยามออกรบ หากท่านต้องการให้กระหม่อมแต่งงาน คงต้องเป็นวันที่หลี่ไร้สงคราม”
หลี่อ๋องพยักพระพักตร์อย่างรับฟัง “เลิกอ้างโน่นอ้างนี่แล้วตอบข้ามาตามตรง เจ้าคิดจะเก็บพรหมจรรย์ไว้ให้ใคร”
องค์ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร หลี่อ๋องจึงเอียงพระพักตร์ มองมีดสั้นที่สวมอยู่ในฝักแกะสลักสวยงามแนบที่เอวของน้องชาย มันเป็นของสำคัญติดตัวหลี่เซวียนหลงมากกว่าจี้หยกประจำตำแหน่งเสียอีก รอยยิ้มของหลี่อ๋องจึงปรากฏฉาบฉาย
“เจ้ามีหญิงใดในดวงใจอยู่แล้วหรือไม่ เจ้ารักใครอยู่หรือเปล่า แม้ว่านางจะเป็นเพียงขอทานไร้ค่า ข้าก็ยินดีจะเป็นผู้ใหญ่สู่ขอหญิงนางนั้นให้เจ้า”
“รักงั้นหรือ”
ชายหนุ่มทวนคำถามด้วยสีหน้าว่างเปล่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาต่อสู้ในฐานะแม่ทัพรับใช้แผ่นดิน ต่อสู้เพื่อที่จะค้นหาความสงบเงียบสั้นๆ ก่อนจะสวมเกราะแล้วออกไปเข่นฆ่าอีกครั้ง จนบางครั้งเขาก็รู้สึกว่าไม่เหลืออะไรนอกจากเกาทัณฑ์คู่กายและเลือด ความรักคืออะไรเขาไม่มีเวลาว่างคิดถึงมันหรอก
“ความรู้สึกที่ทำให้เจ้าอยากแต่งบทกวี สู้รบแย่งชิง หรืออยากมอบริมฝีปากแด่นางทุกครั้งที่พบหน้าไงเล่า?”
หลี่เซวียนหลงส่ายหน้าแทนคำตอบทันที “เกรงว่าจะไม่มีพ่ะย่ะค่ะ และไม่คิดจะมีเร็วๆ นี้ด้วย”
“ดีแล้ว เพราะเชื้อพระวงศ์อย่างเราไม่ควรมีความรัก มันเป็นอันตรายเกินไป”
แววพระเนตรของหลี่อ๋องทอประกายเย็นชา สีพระพักตร์กระด้างขึ้น แม้ว่าพระองค์จะมีชายาและนางสนมมากมายเต็มล้น แต่เพื่อรักษาฐานอำนาจภายใน ดังนั้นจึงไม่มีหญิงใดที่ได้ครอบครองพระทัยแม้แต่คนเดียว มุมปากของหลี่เซวียนหลงยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อหัวเราะให้คำกล่าวของพี่ชาย เพราะเขารู้ดีว่าเป็นเพราะหยูเฟย นางสนมที่หลี่อ๋องรักสุดหัวใจทรยศหักหลังอย่างเจ็บแสบ หัวใจของพระองค์จึงด้านชา ไม่เคยเปิดรับใครเข้ามาอีกแล้ว
“แผ่นดินมีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว แคว้นหลี่ของข้ายังต้องการกำลังพลและเงินทองสนับสนุนเพื่อทำสงครามอีกมาก”
หลี่เซวียนเยว่รับสั่งเยือกเย็นโดยไม่สนพระทัยอ่านความรู้สึกของน้องชายอีก “เจ้าจะต้องไปแต่งงานกับองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียน เชื่อมดินแดนของเราผ่านพันธะสมรส”
“กระหม่อมเคยได้ยินแต่ส่งตัวองค์หญิงไปเป็นบรรณาการ แต่นึกไม่ถึงว่ากระหม่อมจะกลายเป็นบรรณาการเสียเอง” ริมฝีปากของเขาหยัดยิ้มอย่างนึกขัน “ตัวกระหม่อมจะถูกฝ่าบาทขายกินเสียแล้ว”
“แน่นอน พรหมจรรย์ของเจ้าเป็นข้อเสนอที่เหลียนอ๋องถูกพระทัยมากทีเดียว ทูตที่ข้าส่งไปนำรูปวาดองค์หญิงกลับมาด้วย ปากของนางช่างแดงดุจผลไม้สุก ดวงตากระจิดริดและพวงแก้มสวยใส อายุก็ไล่เลี่ยกับฟางหนิงน้องของเรา ดินแดนของแคว้นเหลียนกินเนื้อที่เกินกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับของเรา ข้าต้องการมัน”
“หากกระหม่อมปฏิเสธ จะเกิดอะไรขึ้น”
“ข้าก็ต้องรับตัวองค์หญิงเข้าวังหลังของข้า แล้วส่งผู้อื่นไปแลกเปลี่ยนแทน” สองพี่น้องจ้องหน้ากันอยู่นาน ก่อนที่หลี่เซวียนหลงจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ฟางหนิงก็ต้องแต่งไปแคว้นเหลียนแทนกระหม่อมใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง”
“เหลียนอ๋องไม่มีพระโอรส ไม่มีหลานชายสืบทอดอำนาจ ท่านยอมให้ฟางหนิงแต่งกับชายชราอายุคราวพ่อได้อย่างไร คนผู้นั้นสันดานต่ำช้า มัวเมาสุรานารี กล้าลงมือสังหารชายาของตนเองเพื่อเอาใจนางบำเรอ ท่านส่งนางไปก็เหมือนฆ่านางทั้งเป็น กระหม่อมได้ข่าวอีกว่าเหลียนอ๋องเพิ่งจะส่งพระธิดาไปอภิเษกกับองค์ชายใหญ่แคว้นเอี้ยน ท่านจะฉกเจ้าสาวของเขามาอย่างนั้นหรือ? ไม่ว่าใครแต่งกับนาง ล้วนแล้วแต่สร้างความบาดหมางกับแคว้นเอี้ยนทั้งสิ้น”
“มันจำเป็น ข้าต้องการกำลังทหารของแคว้นเหลียน หากฟางหนิงคลอดลูกชาย แคว้นเหลียนก็จะตกเป็นของเราทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องเสียไพร่พลเลยสักคนเดียว... เจ้าก็จะได้รักษาพรหมจรรย์ไว้ตามที่ต้องการ... ดีหรือไม่”
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงคลื่นครวญเข้าหาชายฝั่งดังครืนๆ
“คิดๆ ดูแล้วข้าเองก็สงสารฟางหนิงอยู่เหมือนกัน”
หลี่อ๋องอมยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา ทรงชี้ไปที่ฝักมีดสั้นที่แนบอยู่ข้างเอวน้องชาย การอยู่กับเจ้าเหนือหัวก็เหมือนอยู่กับเสือ หลี่เซวียนหลงไม่สามารถบอกได้ว่ารอยยิ้มน้อยๆ ของพี่ชายนั้น ในพระทัยกำลังมีความสุขหรือกำลังกริ้วกันแน่
“ข้าเห็นมีดที่มีตราแคว้นเอี้ยนอยู่ข้างกายเจ้ามาเป็นสิบปี ข้าก็ไม่ใส่ใจและรู้ว่าเจ้าไม่ค่อยชอบใจเวลาที่ข้าสั่งให้รบกับแคว้นเอี้ยน แต่งานบ้านเมืองจะมัวแต่คิดเรื่องส่วนตัวไม่ได้”
“ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”
“ข้าก็พูดชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วนะ... เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเจ้าหลายส่วน ข้ารู้ว่าเจ้าผูกพันกับองค์หญิงหย่งอาน ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าเจ้า ข้าจึงละเว้นองค์หญิงหย่งอาน แล้วเลือกใช้องค์หญิงแคว้นเหลียนเป็นตัวจุดพลุสัญญาณสงครามครั้งใหญ่อย่างไรเล่า”
“ท่านไม่ควรใช้อิสตรีกระทำเรื่องเช่นนั้น มันไม่ใช่วิถีลูกผู้ชายพึงกระทำ”
หลี่อ๋องยิ้ม ไม่ใส่พระทัยต่อคำตำหนิ “หรือเจ้าคิดว่าข้าควรจะล่อองค์หญิงหย่งอานให้มาอภิเษกกับข้าที่นี่แทนล่ะ แล้วก็ส่งฟางหนิงไปแลกเปลี่ยน ก็ไม่เลวนะ... หากองค์หญิงหย่งอานเป็นตัวประกันของข้าอยู่ที่นี่ พี่ชายทั้งสามคนของนางก็เหมือนคนเป็นง่อย”
เสียงคลื่นลมทะเลปะทุดังขึ้นเรื่อยๆ สอดแทรกด้วยเสียงกรีดแหลมดุจสายฟ้ากัมปนาทของเหยี่ยว องครักษ์คนสนิทของหลี่อ๋องต่างขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย เป็นเวลานานกว่าที่ชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสองจะขยับตัว หลี่เซวียนหลงลุกขึ้นยืดกายเต็มความสูงอย่างเชื่องช้า แววเนตรบ่งบอกชัดเจนว่าไม่รับพระบัญชา
“คำสั่งของท่านครั้งนี้ช่างไร้สาระ หากท่านต้องการแคว้นเหลียน กระหม่อมจะไปตีมาให้ ท่าน... กระหม่อม... ฟางหนิง...จะไม่มีการแต่งงานทั้งนั้น ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม”
“กำหนดพิธีอภิเษกถูกส่งมาแล้ว เหลียนอ๋องกำลังส่งคนไปรับตัวพระธิดาคืนจากแคว้นเอี้ยน และหากเจ้าปฏิเสธการอภิเษก ฟางหนิงก็จะต้องออกเดินทางต้นเดือนหน้า” หลี่อ๋องจิบเหล้ารสแรงอย่างพระทัยเย็น ทรงซ่อนรอยสรวลแห่งความพึงพอพระทัยไว้ภายใต้เสี้ยวพักตร์เรียบเฉย ค่อยๆ หย่อนเบ็ดตกปลา “แต่หากเจ้าไม่เห็นด้วย ข้าจะยอมเสียหน้ายกเลิกให้เจ้าก็ได้”
ดวงตาดำขลับขององค์ชายหลี่เซวียนหลงหรี่ลงอย่างครุ่นคิด “เงื่อนไขคืออะไร”
“ยึดแคว้นเอี้ยนมาให้ข้า”
[1] เป็นคำเสียดสีว่า เรียนรู้วิชาพิสดารมากมาย เรียนยากเลือดตาแทบกระเด็น แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะมังกรไม่มีอยู่จริง
[2] คติความเชื่อของชาวจีน เชื่อว่าหากต้องการทายาทที่สุขภาพดีทั้งกายใจ ผู้ชายควรจะต้องยับยั้งการหลั่งในขณะร่วมรักเพื่อเสริมพลังชีวิต (หยางชี่) ของตน จากนั้นให้เก็บไว้หลั่งในวันที่ผู้หญิงพร้อมที่สุด (วันที่ห้าหลังหมดรอบเดือน) ซึ่งจะเป็นวันที่ผู้หญิงมีพลังชีวิต (ยินชี่) มากที่สุด หลี่เซวียนหลงยกเหตุผลนี้ขึ้นมาอ้าง แต่หลี่อ๋องรู้ทันเพราะน้องชายยังไม่ได้แต่งงาน แล้วจะสะสมหยางชี่ไปใช้กับใคร
เมืองเจียนหยาง เมืองหลวงของแคว้นเอี้ยน แคว้นเอี้ยนกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ต้นเฟิงแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงสดใส พอสายลมกระโชกใส่ ใบเฟิงก็ร่วงสู่พื้นปูเป็นพรมธรรมชาติสว่างไสว ต้นผิงกั่วที่ปลูกริมทะเลสาบใสกระจ่างกำลังออกผลเล็กๆ สีแดงพราวเต็มต้น ร่วงหล่นลงมาทับถมบนพื้น พวกหงส์กับยวนยาง[1]ก็แวะมากินผลผิงกั่วกันอย่างมีความสุข ส่วนนกหลากสีกับกระรอกตัวเล็กตัวน้อยเร่งมือเก็บเสบียงตุนไว้สำหรับหน้าหนาวกันคึกคัก ใครที่มาเยือนอุทยานหลวงในวังเอี้ยนอ๋องได้เห็นฉากนี้ล้วนประทับใจความสงบงามกันทุกคน เหนือขึ้นไปบนหอไข่มุก มีร่างหนึ่งกำลังห้อยโหนอยู่ที่ขอบระเบียงชั้นสาม ต่างหูเงินที่นางสวมส่องประกายวิบวับท้าทายแสงตะวัน มือขาวผ่องเกาะแนวระเบียงหอไว้ ชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนและเรือนยาวยาวสลวยถึงบั้น
“กระหม่อมมีที่พึ่งอยู่แล้ว” หลี่เซวียนหลงหมายถึงหนังสือบนโต๊ะที่พลิกหน้าสะบัดไปตามแรงลม แต่หน้าล้วนมีภาพวาดสีสันสวยงามและลามกโจ่งครึ่ม หลี่เซวียนเยว่เป็นพี่ชายยังถึงกับถอนหายใจดังเฮ้อแรงๆ“ตำราเสพสุขที่เจ้าอ่านก็ไม่ต่างอะไรจากเรียนรู้วิชาสังหารมังกร[1] เจ้าควรจะต้องรู้จักรสของอิสตรีได้แล้ว ความหมายของข้าคือเสพจริง ไม่ใช่ภาพวาด การสูญเสียน้ำพิสุทธิ์ไปด้วยวิธีการของเจ้าถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด”“ก็เมื่อใดที่ข้าร่วมเตียงกับใคร นางผู้นั้นก็จะได้ตั้งครรภ์ทันทีอย่างไรเล่า[2]”“ข้าเบื่อฟังข้ออ้างของเจ้าเต็มทน”“เหตุใดเสด็จพี่จึงเดือดร้อนเรื่องการเสพสังวาสของกระหม่อมนัก กระหม่อมไม่ต้องการมีภาระ ไม่ต้องการมีห่วงพันธะให้เสียสมาธิยามออกรบ หากท่านต้องการให้กระหม่อมแต่งงาน คงต้องเป็นวันที่หลี่ไร้สงคราม”หลี่อ๋องพยักพระพักตร์อย่างรับฟัง “เลิกอ้างโน่นอ้างนี่แล้วตอบข้ามาตามตรง เจ้าคิดจะเก็บพรหมจรรย์ไว้ให้ใคร”&nbs
บทที่ 3 เสนอตัว หลายปีต่อมา ไฟสงครามระหว่างแว่นแคว้นยังคงไหม้ลามไม่มีหยุด ควันไฟเถ้าถ่านปกคลุมไปทั่ว กระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ แคว้นใดปรับตัวได้ทันก็รวบกินผลประโยชน์ แคว้นใดอ่อนแอก็จะถูกกลืนกิน บัดนี้จึงเหลือเพียงหลี่ เอี้ยนและเหลียน สามแคว้นใหญ่ที่ทุ่มกำลังชิงความเป็นใหญ่ “กราบทูลองค์ชาย... ท่านอ๋องเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” “อืม ข้ารู้แล้ว” แนวต้นสนริมชายหาดเพิ่งตื่นจากการหลับใหล แผ่กิ่งต้อนรับแสงอรุณและโอบกอด
อึดใจต่อมาทหารม้าแคว้นเอี้ยนที่แกะรอยเร่งไล่ล่าก็โผนทะยาน ย่ำผ่านกองไฟเล็กๆ นั่นจนดับมอด ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าขบวนคือเอี้ยนซ่านฉี สองมือกอดอกโดยไม่ต้องจับสายบังเหียนก็บังคับม้าได้อย่างดีเยี่ยม สายตาแหลมคมของเขาจับจ้องแผ่นหลังขององค์ชายหลี่เซวียนหลงอย่างเดือดดาล ไอ้หนูคนนี้ช่างปราดเปรียวนัก ไล่กวดอย่างไรไม่เคยทัน“ปล่อยตัวนางเดี๋ยวนี้!” เอี้ยนซ่านฉีแผดเสียงคำรามขณะควบม้าไล่ตามอย่างดุเดือด หลี่เซวียนหลงกลับหัวเราะและตะโกนกลับไป“นางจะไปอยู่แคว้นหลี่ของข้าต่างหาก”หลี่เซวียนหลงตะโกนกลับไปอย่างเอาจริงเอาจัง ทำเอาเฉินเถาฮวาเบิกตากว้าง หันขวับไปถลึงตาใส่คนพูด “นี่! ใครบอกท่านว่าข้าจะไปกับท่าน”“ก็เจ้าไงล่ะ ไม่อยากไปหรอกรึ”กระแสลมโต้เสียงให้กระจัดกระจาย เอี้ยนซ่านฉีกำลังควบม้าจึงได้ยินเสียงองค์ชายพูดแค่เพียง ‘นาง... ของข้า...’ ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอเห็นไอ้หนุ่มกอดน้องน้อยซะแน่น ใจของพี่ชายก็ลุกเป็นไฟแทบระเบิด เอี้ยนซ่านฉีเร่งม้าจนสังเกตเห็นว่าหลี่เซวียนหลงเปลือยท่อนบน ส่วนน้องสาวตัวน้อยก็เหลือแ
“รีบมาผิงไฟซะ ตอนนี้ข้ากำลังถูกไล่ล่าจะมัวโอ้เอ้ไม่ได้ เจ้าตัวอุ่นขึ้นเมื่อไหร่ข้าจะเดินทางต่อทันที”“อืม”“ไม่ต้องลุก ข้าจะอุ้มเจ้าเอง” หลี่เซวียนหลงทำหน้าขึงขัง หาข้ออ้างอุ้มเด็กหญิงให้ขยับเข้าไปใกล้กองไฟ เขาเองก็จัดแจงปลดเสื้อเกราะออก ถอดเสื้อมาวางผึ่งบนโขดหินแล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาคอยกวาดมองระวังรอบตัว ระหว่างที่เขาใช้มีดสั้นของเฉินเถาฮวาถลกหนังกระต่าย ดวงตากลมโตของนางก็จ้องดูวิธีใช้มีด จดจำเรียนรู้ทุกอย่างด้วยความสนใจ“ถ้าคราวหน้าเจ้าหลงป่าอีก จำไว้ว่าแค่มีดเล่มเดียวเจ้าเอาตัวรอดสบายๆ ได้แล้ว พี่ชายเจ้าไม่ได้สอนหรอกหรือ”เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหน้า“ใครต้องการฆ่าเจ้า แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”เฉินเถาฮวาตวัดสายตามองหน้าคนถาม คนที่เขาอยากรู้คนนั้นลงไปนอนในหลุมนานแล้ว เอี้ยนอ๋องกำลังหาทางลิดรอนอำนาจของขุนนางสกุลจ้าวอยู่พอดี ดังนั้นจึงใช้ข้ออ้างเรื่องเฉินเถาฮวาและความผิดต่างๆ จัดการเพิ่มบทลงโทษทีละนิดทีละน้อย จนในที่สุดก็...“ชี่สื้อ[1]”“อะ
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า ‘ไม่ทิ้ง’ นางก็แย้มยิ้มทั้งน้ำตา สร้างผลกระทบร้ายแรงบางอย่างให้แก่องค์ชายหนุ่ม เขาเป็นฝ่ายหน้าแดงวาบและหันหนีไปอีกทางขณะคลำตรวจกระดูกอืม... ขาหัก... เขากุมขมับ เวรเอ๊ยองค์ชายหนุ่มลุกไปดูอาการบาดเจ็บของม้าคู่ใจ มันสบายดีไม่มีปัญหา แค่ตัวเปียกม่อล่อกม่อแลก ส่วนคันธนูกับลูกเกาทัณฑ์ยังอยู่ครบดี เขาจัดการหักคมแหลมทิ้งไปแล้วใช้มันดามขาไว้ชั่วคราว เฉินเถาฮวานั่งนิ่ง มองดูเขาฉีกชายเสื้อตนเองมาผูกขาให้แน่นแล้วอุ้มขึ้นจากน้ำ พาไปนั่งหลบใต้เงาไม้และผิวปากเรียกเฟยหลงให้มานั่งอยู่เป็นเพื่อน“ขาของเจ้าหัก นั่งอยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนล่ะ ข้าจะไปหากิ่งไม้แห้งมาให้เจ้าผิงไฟ”เขาพูดดักคอเพราะเด็กหญิงทำท่าจะลุกตาม มือแกร่งจึงยันหน้าผากเด็กให้นั
เด็กน้อยก้าวขาไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วชันเข่าลงคำนับ “นายกองหลี่... ข้ามาเพื่อเจรจา วางอาวุธแล้วมาตกลงกันดีกว่า” “ข้าไม่รู้จักมารยาทการขอเจรจาด้วยการปารองเท้าใส่” “ข้าเองก็ไม่รู้จักมารยาทของพวกอันธพาลรุกรานชาวบ้านเช่นกัน ตอนนี้อันธพาลเช่นท่านกำลังถูกไล่ตีเหมือนสุนัข ข
จากใจนักเขียน ชายามังกร เป็นนิยายแนวจีนสมมติ วางโครงเรื่องค่อนข้างหวือหวาตรงที่นางเอกของเรื่องต้องกลายเป็นชางจี้ หรือคณิกาผู้ขายเสียงดนตรี ซึ่งชีวิตของนางเอกในเรื่องรันทดไม่เบาตั้งแต่วัยเด็ก แม้ว่าจะเป็นบุตรีของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แต่ชีวิตระหกระเหินกลายเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อน คว
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
