FAZER LOGINนับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
เวลาพวกพี่ๆ ฝึกซ้อมเพลงดาบเพลงทวน เด็กหญิงก็จะแอบดูและทำตามเก้ๆ กังๆ เอี้ยนซ่านฉีรู้เข้าจึงยอมให้ฝึกทวนอยู่ข้างๆ และดูแลแบบน้องชายคนหนึ่ง ต่อให้ฝึกโหดแค่ไหน เฉินเถาฮวาก็ไม่หวั่นเพราะอดทนผ่านความยากลำบากอยู่ที่ข้างถนนมาก่อน เอี้ยนซ่านฉีเห็นหน่วยก้านดีจึงสอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการรบให้ นานวันเข้าเจ้าดอกท้อตัวน้อยก็ชอบเล่นกระบี่กระบองแบบเด็กผู้ชาย ชอบแต่งตัวเยี่ยงบุรุษผู้หนึ่ง
“ฉิบหาย!! ทำไมศึกแรกของข้าถึงได้ซวยแบบนี้”
องค์ชายหลี่เซวียนหลงทะลึ่งตัวขึ้นเหนือผิวน้ำได้ก็แหวกว่ายฝ่ากระแสน้ำตรงเข้าไปช่วยเฉินเถาฮวาที่ตกใจจนสำลักน้ำ จะจมแหล่มิจมแหล่ ชุดเกราะหนักมากก็จริงแต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เมื่อคว้าตัวเด็กหญิงได้ก็พาขึ้นฝั่งโดยที่เจ้าเฟยหลงตะเกียกตะกายตามมาติดๆ
มือน้อยๆ เกาะเสื้อเกราะของชายหนุ่มไว้แน่น เนื้อตัวสั่นเทา หลี่เซวียนหลงจะผลักออกไปแต่พอสังเกตเห็นว่าร่างน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหน้าดำหน้าแดง เขาจึงถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนอนหงายที่ริมฝั่ง ไม่สนใจว่าจะแช่น้ำอยู่ค่อนร่าง หลังจากนอนนิ่งๆ ให้เด็กใช้เขาแทนผ้าซับน้ำตาจนพอใจ หลี่เซวียนหลงจึงหัวเราะออกมา
“ว่าไง? ไหนบอกว่าไม่กลัวตาย แต่ร้องซะคอแตกเลยนะเด็กตาตี่เอ๊ย สนุกจริงๆ” เขาบีบเสียงล้อเลียน “พ่อจ๋าแม่จ๋า ฮวาเอ๋อร์กลัว”
เฉินเถาฮวาซบหน้าอยู่บนแผงอกของเขา แม้จะไม่ได้โต้เถียงอะไรแต่เงื้อกำปั้นทุบใส่ไม่ยั้งทั้งๆ ที่ซบหน้าอยู่แบบนั้นนั่นแหละ ตอนแรกก็ทุบไม่แรงหรอกเพราะไม่มีแรง เขาจึงทำหน้าเฉยๆ แต่เฉินเถาฮวายิ่งทุบก็ยิ่งแรงจนเสยหมัดเข้าปลายคาง ทำเอาเขาชักจะโมโห ตั้งใจจะตวาดดุให้สะใจ แต่พอเห็นแก้มแดงๆ กับน้ำตาร่วงเผาะของเจ้าดอกท้อ เขาก็ใจอ่อนอีกจนได้
“บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”
“ไม่เกี่ยวกับท่าน!”
พูดไม่ทันขาดคำ ใบหน้าหวานสวยก็นิ่วเจ็บ หน้าแข้งของเด็กหญิงมีรอยบวมแดงจากแรงกระแทก ร่างสูงสง่าจึงขยับมือไปตรวจสอบแต่เด็กหญิงหดขาหนี หลี่เซวียนหลงพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อระงับความหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมมือเพื่อขอดูบาดแผลอีกครั้ง
“อย่า...”
เหตุการณ์ร้ายๆ ในอดีตยังคงนอนก้นอยู่ในใจ และมันกำลังฟุ้งกระจายชวนให้เจ็บปวด นางไม่เคยลืมค่ำคืนที่แสนน่ากลัวนั่น ในป่าอันรกทึบมีฝูงหมาป่าออกหากิน ส่งเสียงเห่าหอนแว่วมาแต่ไกล แทรกด้วยเสียงโหยหวนของนกเค้าแมว ซึ่งมาพร้อมกลิ่นคาวเลือด
“พาข้าออกไปจากที่นี่เถิด”
บรรยากาศรอบตัวตอนนี้เป็นป่ารก กิ่งไม้ต้นไม้รูปร่างบิดงอประหลาดชวนให้วังเวง และเสียงที่เกิดขึ้นในป่าก็เป็นเสียงที่เด็กหญิงฟังแล้วไม่สบายใจ สิ่งเหล่านี้ซ้อนทับกับเหตุการณ์ในอดีต เฉินเถาฮวาหยุดร้องไห้แล้วแต่ยังไม่คลายสะอื้น เมื่อหลี่เซวียนหลงขยับเข้ามาใกล้ เกิดเป็นเงาร่างใหญ่คืบคลาน เด็กหญิงจึงกระถดตัวหนีและซุกตัวเป็นก้อนกลมเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง นับว่าแปลกอย่างยิ่งสำหรับเขา
“เป็นอะไรไปเล่า? องค์หญิงหย่งอานผู้ห้าวหาญหายไปไหนแล้ว... อย่ามัวชักช้า ยื่นขาออกมา ข้าจะดูแผลให้”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
“อย่าดื้อ!!” เขาตวาดดังลั่นเพราะคิดว่านางตั้งใจถ่วงเวลา
เด็กหญิงก้มหน้างุด แพขนตาหนาทาบบนพวงแก้มแดงระเรื่อซึ่งเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ปากก็บอกว่าไม่เป็นอะไรและเอาแต่ถอยหนี แต่นิ้วเล็กๆ สวยเหมือนหยกชิ้นงามยังจับชายเสื้อของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หลี่เซวียนหลงไม่เคยรับมือเด็กผู้หญิงมาก่อนจึงเดาไม่ออกว่านางต้องการอะไรกันแน่
“เอาล่ะ ที่นี่ไม่มีใคร มีแต่ข้ากับเจ้า เจ้าไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งบัดซบอะไรอีก ข้าไม่มีเวลาและก็ไม่ใช่พี่ชายของเจ้า ถ้าต้องการอะไรก็พูด ข้าไม่มีหน้าที่เอาใจหรืออดทนกับเจ้าอีก”
หลี่เซวียนหลงคำรามห้าวลึกอย่างพยายามใช้ความอดทน เห็นๆ อยู่ว่าขาเล็กๆ แสนเปราะบางนั่นย่ำแย่เพียงใด แต่อาหมวยตัวน้อยใจแกร่งนัก ไม่ร้องโอดโอยเลยสักแอะ
“ข้าไม่เจ็บหรอก ข้ายังไหว ไม่เป็นภาระของท่านแน่นอน”
“เจ้าเป็นภาระของข้าตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว” เขาตอกย้ำความจริงด้วยน้ำเสียงห้วนห้าว “เหตุผลเดียวที่ข้ายังไม่ฆ่าเจ้าก็เพราะเจ้ามีฐานะเป็นองค์หญิง และองค์หญิงต้องไม่มีส่วนไหนบุบสลาย ส่งขามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้”
“ท่านสัญญาได้หรือไม่ว่าถ้าข้ายอม ท่านจะไม่ทิ้งข้าไว้ที่นี่” เด็กหญิงตอบเสียงอ่อยๆ เจือความหวาดหวั่น เขาถึงได้เข้าใจว่านางกลัวถูกทิ้ง ใบหน้าคมเข้มนิ่งขรึมถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง องค์หญิงตัวแก่นที่แท้ก็ปอดแหก
เฉินเถาฮวาน้ำตาร่วงเผาะๆ สีหน้าเจ็บใจและเอ่ยปากไล่
“จะไปไหนก็ไปเลย ข้าจะแช่งให้ท่านโดนทหารของพี่ข้ารุมแทงให้ตัวพรุนเหมือนเม่น”
“หน้าตาขี้เหร่แล้วยังใจดำอีกนะ ข้าไปแน่ ส่วนเจ้าก็นอนตัวเปื่อยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
ร่างสูงสง่าคว้าบังเหียนของเจ้าเฟยหลง ตั้งใจจะทิ้งเด็กบ้าคนนี้ไว้ อีกประเดี๋ยวพี่ชายของนางก็ส่งคนลงมาตามหาเอง แต่พอเหลือบดูแผลฉกรรจ์ที่ขาของนาง สองขาของเขากลับถูกตรึงแน่นไปเสียฉิบ!
หลี่เซวียนหลงถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะชันเข่าลง สบตานิ่ง เฉินเถาฮวามองหน้าเขาอยู่อึดใจ ก่อนจะอ้อมแอ้มบอก
“ตอนห้าขวบ...ข้าเคยถูกทิ้งให้ตายในป่า พวกผู้ใหญ่ที่นั่งรถม้าด้วยทำเป็นมองไม่เห็นว่าข้ากำลังถูกตี”
ยิ่งพูด เสียงของเด็กหญิงก็ยิ่งแผ่วเบา หลี่เซวียนหลงกระจ่างในฉับพลัน รู้สึกว่าปมหนักๆ อะไรบางอย่างในใจคลายออก ที่แท้ความแข็งกร้าวของเฉินเถาฮวามีความเศร้าสาหัสอยู่เบื้องหลัง การที่แคว้นเอี้ยนไม่เปิดเผยตัวตนขององค์หญิงหย่งอานคงเป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง และผู้ใหญ่หลายคนไม่ต้องการให้นางมีชีวิตอยู่ คิดได้ดังนั้นแล้วหลี่เซวียนหลงจึงเกาต้นคอของตนเองอย่างเก้อเขิน นึกเสียใจที่เย้ยหยันนาง อายุน้อยๆ เพียงเท่านี้ต้องเผชิญโลกบัดซบยิ่งนัก เอี้ยนอ๋องช่างสารเลว คิดฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ
“ข้าร้องเรียกท่านพ่อท่านแม่ให้มาช่วยข้า แต่มันเป็นไปไม่ได้ ข้าต้องช่วยเหลือตัวเอง แกล้งตายแล้วกระเสือกกระสนขึ้นมาจากหลุมที่พวกเขาฝังข้า เอาตัวรอดด้วยการกินใบไม้ในป่า ซุกตัวหลับในโพรงไม้ ข้ายอมรับว่าข้ากลัว ข้าไม่อยากให้ท่านทิ้งข้าไว้คนเดียว ท่านจะหัวเราะเยาะข้าก็ตามใจท่านเถิด”
“เจ้าก็ยังลอบปีนเนินเขาผ่านแนวป่าเข้ามาหาข้าตามลำพังได้เลยไม่ใช่รึ”
“มาเองกับถูกพามามันต่างกันนี่ โง่จริง”
ร่างน้อยก้มหน้าซบลงบนเข่า เปราะบางและแสนสวยงามดุจหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์เล็กๆ หากเขาไม่ระวัง นางก็อาจสูญสลายไป และจะด้วยเหตุผลระยำข้อไหนก็ตามแต่ ความคิดหวงแหนมันแวบเข้ามาในหัวของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”
เมืองเจียนหยาง เมืองหลวงของแคว้นเอี้ยน แคว้นเอี้ยนกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ต้นเฟิงแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงสดใส พอสายลมกระโชกใส่ ใบเฟิงก็ร่วงสู่พื้นปูเป็นพรมธรรมชาติสว่างไสว ต้นผิงกั่วที่ปลูกริมทะเลสาบใสกระจ่างกำลังออกผลเล็กๆ สีแดงพราวเต็มต้น ร่วงหล่นลงมาทับถมบนพื้น พวกหงส์กับยวนยาง[1]ก็แวะมากินผลผิงกั่วกันอย่างมีความสุข ส่วนนกหลากสีกับกระรอกตัวเล็กตัวน้อยเร่งมือเก็บเสบียงตุนไว้สำหรับหน้าหนาวกันคึกคัก ใครที่มาเยือนอุทยานหลวงในวังเอี้ยนอ๋องได้เห็นฉากนี้ล้วนประทับใจความสงบงามกันทุกคน เหนือขึ้นไปบนหอไข่มุก มีร่างหนึ่งกำลังห้อยโหนอยู่ที่ขอบระเบียงชั้นสาม ต่างหูเงินที่นางสวมส่องประกายวิบวับท้าทายแสงตะวัน มือขาวผ่องเกาะแนวระเบียงหอไว้ ชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนและเรือนยาวยาวสลวยถึงบั้น
“กระหม่อมมีที่พึ่งอยู่แล้ว” หลี่เซวียนหลงหมายถึงหนังสือบนโต๊ะที่พลิกหน้าสะบัดไปตามแรงลม แต่หน้าล้วนมีภาพวาดสีสันสวยงามและลามกโจ่งครึ่ม หลี่เซวียนเยว่เป็นพี่ชายยังถึงกับถอนหายใจดังเฮ้อแรงๆ“ตำราเสพสุขที่เจ้าอ่านก็ไม่ต่างอะไรจากเรียนรู้วิชาสังหารมังกร[1] เจ้าควรจะต้องรู้จักรสของอิสตรีได้แล้ว ความหมายของข้าคือเสพจริง ไม่ใช่ภาพวาด การสูญเสียน้ำพิสุทธิ์ไปด้วยวิธีการของเจ้าถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด”“ก็เมื่อใดที่ข้าร่วมเตียงกับใคร นางผู้นั้นก็จะได้ตั้งครรภ์ทันทีอย่างไรเล่า[2]”“ข้าเบื่อฟังข้ออ้างของเจ้าเต็มทน”“เหตุใดเสด็จพี่จึงเดือดร้อนเรื่องการเสพสังวาสของกระหม่อมนัก กระหม่อมไม่ต้องการมีภาระ ไม่ต้องการมีห่วงพันธะให้เสียสมาธิยามออกรบ หากท่านต้องการให้กระหม่อมแต่งงาน คงต้องเป็นวันที่หลี่ไร้สงคราม”หลี่อ๋องพยักพระพักตร์อย่างรับฟัง “เลิกอ้างโน่นอ้างนี่แล้วตอบข้ามาตามตรง เจ้าคิดจะเก็บพรหมจรรย์ไว้ให้ใคร”&nbs
บทที่ 3 เสนอตัว หลายปีต่อมา ไฟสงครามระหว่างแว่นแคว้นยังคงไหม้ลามไม่มีหยุด ควันไฟเถ้าถ่านปกคลุมไปทั่ว กระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ แคว้นใดปรับตัวได้ทันก็รวบกินผลประโยชน์ แคว้นใดอ่อนแอก็จะถูกกลืนกิน บัดนี้จึงเหลือเพียงหลี่ เอี้ยนและเหลียน สามแคว้นใหญ่ที่ทุ่มกำลังชิงความเป็นใหญ่ “กราบทูลองค์ชาย... ท่านอ๋องเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” “อืม ข้ารู้แล้ว” แนวต้นสนริมชายหาดเพิ่งตื่นจากการหลับใหล แผ่กิ่งต้อนรับแสงอรุณและโอบกอด
อึดใจต่อมาทหารม้าแคว้นเอี้ยนที่แกะรอยเร่งไล่ล่าก็โผนทะยาน ย่ำผ่านกองไฟเล็กๆ นั่นจนดับมอด ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าขบวนคือเอี้ยนซ่านฉี สองมือกอดอกโดยไม่ต้องจับสายบังเหียนก็บังคับม้าได้อย่างดีเยี่ยม สายตาแหลมคมของเขาจับจ้องแผ่นหลังขององค์ชายหลี่เซวียนหลงอย่างเดือดดาล ไอ้หนูคนนี้ช่างปราดเปรียวนัก ไล่กวดอย่างไรไม่เคยทัน“ปล่อยตัวนางเดี๋ยวนี้!” เอี้ยนซ่านฉีแผดเสียงคำรามขณะควบม้าไล่ตามอย่างดุเดือด หลี่เซวียนหลงกลับหัวเราะและตะโกนกลับไป“นางจะไปอยู่แคว้นหลี่ของข้าต่างหาก”หลี่เซวียนหลงตะโกนกลับไปอย่างเอาจริงเอาจัง ทำเอาเฉินเถาฮวาเบิกตากว้าง หันขวับไปถลึงตาใส่คนพูด “นี่! ใครบอกท่านว่าข้าจะไปกับท่าน”“ก็เจ้าไงล่ะ ไม่อยากไปหรอกรึ”กระแสลมโต้เสียงให้กระจัดกระจาย เอี้ยนซ่านฉีกำลังควบม้าจึงได้ยินเสียงองค์ชายพูดแค่เพียง ‘นาง... ของข้า...’ ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอเห็นไอ้หนุ่มกอดน้องน้อยซะแน่น ใจของพี่ชายก็ลุกเป็นไฟแทบระเบิด เอี้ยนซ่านฉีเร่งม้าจนสังเกตเห็นว่าหลี่เซวียนหลงเปลือยท่อนบน ส่วนน้องสาวตัวน้อยก็เหลือแ
“รีบมาผิงไฟซะ ตอนนี้ข้ากำลังถูกไล่ล่าจะมัวโอ้เอ้ไม่ได้ เจ้าตัวอุ่นขึ้นเมื่อไหร่ข้าจะเดินทางต่อทันที”“อืม”“ไม่ต้องลุก ข้าจะอุ้มเจ้าเอง” หลี่เซวียนหลงทำหน้าขึงขัง หาข้ออ้างอุ้มเด็กหญิงให้ขยับเข้าไปใกล้กองไฟ เขาเองก็จัดแจงปลดเสื้อเกราะออก ถอดเสื้อมาวางผึ่งบนโขดหินแล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาคอยกวาดมองระวังรอบตัว ระหว่างที่เขาใช้มีดสั้นของเฉินเถาฮวาถลกหนังกระต่าย ดวงตากลมโตของนางก็จ้องดูวิธีใช้มีด จดจำเรียนรู้ทุกอย่างด้วยความสนใจ“ถ้าคราวหน้าเจ้าหลงป่าอีก จำไว้ว่าแค่มีดเล่มเดียวเจ้าเอาตัวรอดสบายๆ ได้แล้ว พี่ชายเจ้าไม่ได้สอนหรอกหรือ”เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหน้า“ใครต้องการฆ่าเจ้า แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”เฉินเถาฮวาตวัดสายตามองหน้าคนถาม คนที่เขาอยากรู้คนนั้นลงไปนอนในหลุมนานแล้ว เอี้ยนอ๋องกำลังหาทางลิดรอนอำนาจของขุนนางสกุลจ้าวอยู่พอดี ดังนั้นจึงใช้ข้ออ้างเรื่องเฉินเถาฮวาและความผิดต่างๆ จัดการเพิ่มบทลงโทษทีละนิดทีละน้อย จนในที่สุดก็...“ชี่สื้อ[1]”“อะ
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า ‘ไม่ทิ้ง’ นางก็แย้มยิ้มทั้งน้ำตา สร้างผลกระทบร้ายแรงบางอย่างให้แก่องค์ชายหนุ่ม เขาเป็นฝ่ายหน้าแดงวาบและหันหนีไปอีกทางขณะคลำตรวจกระดูกอืม... ขาหัก... เขากุมขมับ เวรเอ๊ยองค์ชายหนุ่มลุกไปดูอาการบาดเจ็บของม้าคู่ใจ มันสบายดีไม่มีปัญหา แค่ตัวเปียกม่อล่อกม่อแลก ส่วนคันธนูกับลูกเกาทัณฑ์ยังอยู่ครบดี เขาจัดการหักคมแหลมทิ้งไปแล้วใช้มันดามขาไว้ชั่วคราว เฉินเถาฮวานั่งนิ่ง มองดูเขาฉีกชายเสื้อตนเองมาผูกขาให้แน่นแล้วอุ้มขึ้นจากน้ำ พาไปนั่งหลบใต้เงาไม้และผิวปากเรียกเฟยหลงให้มานั่งอยู่เป็นเพื่อน“ขาของเจ้าหัก นั่งอยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนล่ะ ข้าจะไปหากิ่งไม้แห้งมาให้เจ้าผิงไฟ”เขาพูดดักคอเพราะเด็กหญิงทำท่าจะลุกตาม มือแกร่งจึงยันหน้าผากเด็กให้นั
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”มือหยาบกระด้างกดศีร
“ใช้เลือดเนื้อฟันผ่า? ท่านนายกองโง่งมพูดเสียสวยหรู เท่าที่ข้าเห็น ท่านเดินหน้าหาความตายไม่พอ ยังพาลูกน้องไปตายอีกต่างหาก วาจาเยี่ยงนี้ยังหลอกเด็กอย่างข้าไม่ได้เลย”เด็กหญิงกล้าต่อกรโดยไม่สะทกสะท้าน“ถ้าข้าจะสู้ ข้าจะสู้ด้วยสติปัญญา คนทำศึกหากไม่รู้ดินฟ้าอากาศ ไม่รู้จักกลยุทธ์ ไม่รู้จักใช้คน ไม่รู้จ







