로그인“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม
“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”
ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแอบซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าหยาบปอนสกปรก ดวงหน้าหวานใสเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตนางจะต้องเติบโตขึ้นเป็นโฉมสะคราญไร้ผู้ใดเทียบ เฉินเถาฮวาวัยห้าขวบจ้องมองเอี้ยนอ๋องด้วยดวงตาโตประกายเจิดจ้า สงบนิ่งจนบรรยากาศวุ่นวายรอบตัวเอี้ยนอ๋องจางหายไป เหลือเพียงแววตาห้าวหาญทระนงของเด็กหญิงที่เด่นชัดขึ้นมา
“บังอาจ! นักเด็กไร้มารยาท ไสหัวของเจ้าไปซะ บังอาจจ้องพระพักตร์ท่านอ๋องเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?!” ทหารองครักษ์ตรงมาขับไล่ แต่เด็กหญิงนิ่งเฉย เพียงสบตาก็ปลดปล่อยความน่าเกรงขามจนทหารผู้นั้นผงะถอย
“เหตุใดประชาชนผู้เสียสละเลือดเนื้อจึงไม่สามารถมองหน้าผู้ปกครองแคว้นได้เล่า พระองค์มีอะไรสู้หน้าประชาชนไม่ได้งั้นหรือ?”
วาจากล้าหาญไร้ความกลัวเช่นนี้ แววตาเข้มแข็งเช่นนี้ เอี้ยนอ๋องรู้ทันทีว่านางคือทายาทของเฉินไท่เหวิน
“ท่านคือสหายของบิดาหม่อมฉันใช่หรือไม่เพคะ”
“บิดาของเจ้าคือใคร”
“บิดาของหม่อมฉันคือเฉินไท่เหวิน หม่อมฉันชื่อเฉินเถาฮวาเพคะ”
ร่างน้อยย่อกายคำนับโดยที่มิได้ทำให้เสียชื่อบุตรีขุนนางตระกูลชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย เสียงใสกังวานของเฉินเถาฮวาทำให้กระบอกตาของเอี้ยนอ๋องร้อนผ่าว มีดสั้นที่เด็กหญิงเหน็บเอวอยู่นั้นเป็นของพระองค์เอง เฉินไท่เหวินเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของพระองค์ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และทุ่มเทรวบรวมดินแดน สร้างรากฐานให้แคว้นเอี้ยนกล้าแข็งทัดเทียมแคว้นหลี่ จนกระทั่งแม่ทัพเอกสิ้นชีพไปเหลือเพียงป้ายเชิดชูเหนือหลุมศพ และทุกอย่างก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ที่ผ่านมาพระองค์ละเลยและไม่ได้ตอบแทนคุณงามความดีของเฉินไท่เหวินเลยสักครั้ง
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าป่วยตายด้วยโรคปัจจุบัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เจ้าเองก็นับเป็นนายน้อยของจวนสกุลเฉิน เหตุใดเจ้าถึงตกอยู่ในสภาพนี้เล่า”
“หม่อมฉันแข็งแรงดีไม่เคยป่วยไข้ จะมีก็แค่แผลถูกตีที่ศีรษะ หม่อมฉันสลบอยู่ในป่าสามวันสามคืน แต่เหยียนหลัวหยาง[1]ไล่หม่อมฉันกลับมาเพคะ”
“ในเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดจ้าวหยางจึงประกาศว่าเจ้าตายไปแล้ว”
“เมื่อก่อนหม่อมฉันเคยมีฐานะคุณหนู มีจวนสกุลเฉินไว้เป็นเรือนอาศัยและมีบารมีของท่านพ่อปกป้องดูแล แต่น่าแปลกเหลือเกินที่หม่อมฉันกลับมาคราวนี้ เหลือเพียงแค่กองดินกับป้ายหลุมศพเป็นของตนเองเท่านั้น”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เหตุใดจึงไม่มาร้องทุกข์ที่ศาลเล่า”
“หม่อมฉันไม่อยากโดนตีซ้ำอีกเพคะ เผลอๆ นอกจากป้ายหลุมศพแล้วหม่อมฉันอาจจะได้ฉายาเด็กขี้โกหกไปฝากท่านพ่อท่านแม่ เสื่อมเสียเกียรติตระกูลนักรบ หม่อมฉันสู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็ตั้งรับ ตั้งรับไม่ได้ก็ถอย รอเวลาโต้กลับ”
เอี้ยนอ๋องฟังวาจาของเด็กแล้วก็นึกแปลกใจ “เด็กน้อย ใครสอนให้เจ้าพูด”
“เรื่องเช่นนี้สวรรค์เป็นผู้สอนเพคะ หม่อมฉันใช้ชีวิตนอนกลางดินกินกลางทราย ต่อสู้แย่งอาหารสุนัขก็เคยทำมาแล้ว หากทำตัวอ่อนแอ สุนัขก็จะรุมรังแก แต่ถ้าหม่อมฉันแข็งแกร่ง ฝูงสุนัขทั้งหลายก็ล้วนยำเกรง”
เด็กหญิงพูดจาห้าวหาญมาถึงตรงนี้ เอี้ยนซ่านฉีก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ วาจาของนางร้ายกาจนัก กล้าด่าขุนนางใหญ่สกุลจ้าวว่าเป็นสุนัข เขาฟังเฉินเถาฮวาพูดแล้วรู้สึกน่าสนุก แต่เอี้ยนอ๋องอ้าปากค้างไปแล้ว
“หม่อมฉันเป็นเด็กหญิงอ่อนแอก็ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้กล้าแข็งป้องกันตนเอง และบัดนี้คือเวลาโต้กลับของเด็กไร้กำลังอย่างหม่อมฉันแล้วเพคะ”
คำตอบของเด็กหญิงอธิบายเรื่องทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยพาดพิงถึงใคร เด็กห้าขวบร้องทุกข์กล่าวโทษขุนนางผู้ใหญ่ จะมีสักกี่คนที่เชื่อวาจาของเด็ก ตอนนี้นางมีโอกาสทูลฟ้องเอาผิดบรรดาญาติสกุลจ้าวที่เข้ามายึดครองสมบัติและเปลี่ยนป้ายจวนสกุลเฉิน แต่นางก็มิได้ทำเพราะรู้ว่าเอี้ยนอ๋องต้องสั่งสอบสวนและคืนความเป็นธรรมให้นางอยู่แล้ว เจ้าขอทานน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่แท้แอบซ่อนสติปัญญาดุจดาบแหลมคมไว้ เอี้ยนอ๋องจึงนึกถูกชะตายิ่งนัก
“ดี! ข้าจะเป็นไม้ให้เจ้าใช้ไล่ตีคนพวกนั้นเอง”
“ขอบพระทัยเพคะ ขอฝ่าบาทอายุยืน เทพยดาอารักษ์ปกป้อง แผ่นดินร่มเย็น มีความสุขตลอดปี ประชาชนอิ่มท้อง”
เด็กห้าขวบจำคำเหล่านี้มาจากคำกลอนในวันตรุษบ้าง บางคำก็ฟังจากวงสนทนาในร้านน้ำชา บางคำก็มาจากนิทานเอามาเรียงต่อกัน ฟังแล้วแปลกหูแต่เด็กหญิงพูดแล้วน่าฟัง เอี้ยนอ๋องกลั้นสรวลไม่อยู่ถึงกับปล่อยก๊ากออกมา
“เจ้าทำให้ข้านึกถึงบิดาเจ้าตอนที่เขาเมา เจ้าอยากฟังเรื่องในอดีตของบิดาเจ้าหรือไม่”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “อยากสิเพคะ ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อเป็นคนกล้าหาญ”
“ใช่แล้ว เจ้าถอดแบบบิดาของเจ้ามาโดยแท้”
ทรงก้มดึงเฉินเถาฮวาขึ้นมาอุ้ม ส่งซาลาเปาลูกโตให้พลางหันไปรับสั่งกับพระโอรสทั้งสามที่ติดตามมาด้วย “นางคือบุตรีของเฉินไท่เหวินพระอาจารย์พวกเจ้า จำได้หรือไม่”
“จำได้พ่ะย่ะค่ะ ลูกเคยอุ้มนาง” องค์ชายใหญ่เอี้ยนเซินยิ้มให้ เค้าโครงหน้าของเขารูปงามปานหยกสลักและเคร่งขรึมถอดแบบจากพระราชบิดา ดังนั้นจึงไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเขาจะเป็นพวกหลงน้องสาว
“ตั้งแต่นี้ไปนางคือองค์หญิงหย่งอาน น้องสาวของพวกเจ้า”
ดวงตาของเอี้ยนเซินเป็นประกายตื่นเต้นเพราะอยากมีน้องสาวมาตลอด เอี้ยนซ่านฉีไม่ว่าอะไร ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นเบะปากเพราะเกลียดเด็ก “เสด็จพ่อทรงคิดใช้นางเป็นกุญแจสงบศึกงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เอี้ยนอ๋องได้ยินคำถามเช่นนั้นก็ส่ายหน้าทันที “ไม่ๆ นางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณของข้า ต่อให้ใครมาขอ ข้าก็ไม่ยกให้ง่ายๆ หรอก เด็กเอ๊ย... กลับไปกับข้า นับจากนี้ข้าจะเป็นบิดาของเจ้า แม้แต่ขุนนางสกุลจ้าวก็จะต้องคุกเข่าคำนับเจ้า”
[1] พญายม (阎罗王)
บัดซบ!เลือดในกายบุรุษหนุ่มเดือดพล่านทันที หลี่เซวียนหลงไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้อีกต่อไป ใบหน้าคมเข้มขบกรามแน่น โกรธเกรี้ยวและรู้สึกวูบโหวงเหมือนหายใจไม่ออก ถ้อยคำแต่ละคำในราชโองการนั่นเต็มไปด้วยคำหยามหมิ่นเกลียดชังรุนแรง ทำไมพี่ชายต้องจงใจพรากนางไปจากเขา ทำไมถึงจงใจทำร้ายนางให้ตกต่ำกลายเป็นคณิกาด้วย!! บรรดาขันทีพากันตัวสั่นขึ้นมาทันที แค่เจอดวงตาคมกริบดุดัน เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ต่างก็เห็นภาพตัวเองถูกดาบขององค์ชายสับเป็นท่อนๆ“องค์ชาย ท่านจะทำอะไรขอให้คิดดีๆ หากท่านทำร้ายตัวแทนพระองค์ เรื่องย่อมไม่จบง่ายๆ ด้านนอกมีทหารของฝ่าบาทอยู่สามพันนาย ล้อมจวนแห่งนี้ไว้หมดแล้ว กระหม่อมมิอยากกระทำรุนแรง โปรดเห็นใจด้วย” “ให้พวกมันไสหัวเข้ามา!”เฉินเถาฮวามายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ร่างบอบบางแต่งกายชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน มีเสื้อกั๊กตัวหนาอบอุ่นส
“อืม... ฮวาเอ๋อร์ของข้าเก่งมาก อา... ขยับอีกสักหน่อย เร่งอีกนิด อา... นั่นแหละจ้ะ ไฟแรงกำลังได้ที่แล้วนะ”ท่ามกลางเปลวไฟร้อนระอุในเตาถ่าน ร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งหาเรื่องทรมานตนเองด้วยการสวมกอดนางไว้ ลูบคลำเส้นผมเงางาม จมูกได้กลิ่นหอมหวานจากกายสาวจึงยิ่งอยากจะจับนางมาฟัดพุง เฉินเถาฮวาเพิ่งจะเรียงถาดปลาลงไปในหม้อนึ่งเสร็จ โรยขิงซอย ต้นหอมและเครื่องปรุงรส ถึงแม้ว่าจะงุ่มง่ามกะส่วนผสมไม่คล่องจนต้องให้เขาบอกซ้ำๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำได้สวยงาม สีหน้าของนางจึงดูพึงพอใจมาก เรียกว่าแทบจะลืมคนตัวใหญ่ที่เอาแต่เกาะติดอยู่ข้างหลังด้วยซ้ำ“ปลาตัวใหญ่ ต้องเผื่อเวลานึ่งนานกว่าปกติสักนิด นับว่าเจ้าหัวไว เรียนรู้เร็วมาก”หลี่เซวียนหลงแสร้งทำเป็นลูบคาง อาหมวยน้อยเป็นคนเข้าครัวทำกับข้าวให้เขากินด้วยตัวเอง จะไม่ให้ยิ้มหน้าบานก็เกินไป กลิ่นปลานึ่งหอมกรุ่นลอยฟุ้งมากับไอน้ำเดือดพวยพุ่ง แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องโอชะ เฉินเถาฮวาก็ยิ่งดีใจ หลังจากล้างไม้ล้างมือเสร็จเรียบร้อย นางยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรก็รู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอ ส่วนล่างของเขาบดเบียดเชื่องช้า แต
ช่วงที่หิมะตกหนักที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าสว่างโล่งไร้ก้อนเมฆตัดสีสันกับกิ่งเหมยสีแดงสด ร่างสูงสง่าสวมชุดปักลายมังกรตวัดขาลงมาจากหลังม้า แล้วส่งสายบังเหียนให้อาเป่ารับไปดูแล “หากมีเรื่องผิดปกติ ให้ไปรายงานข้าทันที ตามตัวจู้จื่อมาจัดการเรื่องเวรยามภายในจวนด้วย ข้าต้องการเพิ่มจำนวนคนเป็นสามเท่า” “พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนหลงเดิมดุ่มเข้าจวนโดยไม่พูดไม่จา เขาเพิ่งจะทะเลาะกับพี่ชาย สีหน้าคมกร้าวจึงเต็มไปด้วยแรงเดือดดาล หลี่อ๋องไม่พระราชทานสมรสให้เขาไม่ว่า แต่มีอย่างที่ไหนถึงกล้าสั่งให้เขารับเฉินเถาฮวาเข้าจวนในฐานะสาวใช้!เขาไม่อยากจะนำความทุกข์ร้อนใดๆ ติดตัวไปยามพบหน้าเจ้าฮวาเอ๋อร์ หลี่เซวียนหลงจึงยืนเท้าแขนกับเสาระเบียงทางเดินนิ่งๆ เพื่อระงับความหงุดหงิด ชีพจรเต้นตุบที่ลำคอ โทสะที่สะสมมายืดเยื้ออยู่ในสมองของเขาเนิ่นนาน จำได้แม่นว่าตอนที่เขา
“งั้นรอเดี๋ยวนะ” เขาพลิกหน้าตำรารวดเร็วจนเจอภาพวาดที่ต้องการ “ข้าอยากได้แบบนี้”เฉินเถาฮวาก้มดูตามที่เขาชี้ด้วยแววตาระยิบระยับ เนื้อตัวก็แดงวาบไปทั้งตัวเพราะเป็นภาพคู่รักกำลังพลอดรักอย่างร้อนแรง ท้องฟ้าตรงหน้าต่างในภาพแบ่งเส้นกลางวันกลางคืน หมายถึงร่วมสวาททั้งวันทั้งคืน คนผู้นี้แผนสูงนัก! จงใจขนตำราพวกนี้มาอ่านใกล้ๆ ขนาดลิงยังรู้เลยว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เฉินเถาฮวาจึงก้มหน้างุดหนักขึ้น ไม่ยอมตอบ ไม่ยอมสบตา ร่างสูงใหญ่ก็มิได้คาดคั้น แต่โอบร่างบอบบางให้นอนเอนหลังอ่านหนังสือไปด้วยกัน“ข้อแรกกับข้อสองจะเกี่ยวพันกันแน่นแฟ้น หากต้องการทายาทที่สุขภาพดี ผู้ชายต้องหลั่งในช่วงที่ผู้หญิงมียินชี่มากที่สุด หน้าที่ของข้าคือต้องหน่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด”เอ่ยจบก็โน้มริมฝีปากอุ่นร้อนลงไปหาขณะที่นางกำลังเบิกตากว้าง เรียวปากของเจ้าฮวาเอ๋อร์ตัวน้อยช่างนุ่มละมุนและมีรสชาติหวานล้ำ หลี่เซวียนหลงตั้งอกตั้งใจดูดดื่มและตวัดลิ้นไล้ แม้ว่าอากาศด้านนอกจะหนาวจับใจแต่เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังลุกเป็นไฟครั้นเมื่อลิ้นหวานนุ่มพัวพันกันนัวเนีย เขาก็รู้ส
บทที่ 18 หมดเวลาสายลมพัดมาหนาวจับขั้วกระดูก หิมะตกโปรยปราย ร้านรวงพากันปิดเงียบตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันตกดิน บรรยากาศเมืองหยางโจวจึงเงียบสงัด มีเพียงเสียงทหารเวรยามที่ร้องเตือน ‘ระวังฟืนไฟ ระวังฟืนไฟ’ ภายในจวนหลงอ๋องเองก็สงบเงียบ คืนนี้เฉินเถาฮวานั่งอ่านบันทึกสงครามที่หลี่เซวียนหลงจดไว้ส่วนตัว นางค้นเจอโดยบังเอิญที่ชั้นหนังสือจึงหยิบมาอ่านเพลินๆ ตั้งแต่ค่ำ รู้ตัวอีกทีก็ดึกมากแล้ว พอเงยหน้าขึ้นและเหยียดกายไล่ความเมื่อยขบ นางก็หัวเราะเมื่อเห็นเขาหอบหนังสือกองโตมานั่งอ่านเป็นเพื่อนด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้“มีไม่กี่คนหรอกนะที่อ่านลายมือข้าออก” หลี่เซวียนหลงเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมามองนางด้วยสายตาพร่างพราย ไม่ว่ากี่ครั้งกี่ครา รอยยิ้มอ่อนหวานของเขาก็ยังทำให้นางใจเต้นทุกครั้งที่ได้เจอ“อาเป่าบอกข้าว่าเจ้าตัดผ้าม่านของข้าจนเกลี้ยงจวน”“ข้าขอโทษที่ไม่ได้ขอท่านก่อน ข้า...” เฉินเถาฮวาอาศัยอยู่ที่จวนในฐานะอะไรก็ยังไม่แน่ชัด ดังนั้นพอจะเอ่ยปากว่าจะช
มือของเขาค้างนิ่งบนเอวคอดกิ่ว สายตาคมกริบร้อนระอุจนนางกอดตัวเองไว้เพื่อป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณ เฉินเถาฮวานิ่งเงียบไปอึดใจก่อนจะคลายอ้อมแขนของตนเองช้าๆ เผชิญหน้าชายฉกรรจ์ผู้ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นเจ้าชีวิตของนางไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งนางหลับตาแน่นปี๋ ก่อนจะเค้นคำออกมาตะกุกตะกัก “สา...สา...มี...ข้า”“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”“ไม่รู้ ไม่เรียกแล้ว!” เฉินเถาฮวาหรุบตามองตลับยาในมือของเขา ไม่ใช่เพราะมันสวยงามวิจิตรอะไรหรอก เพียงแต่นางอยากจะมองอะไรสักอย่างไว้ก่อนที่จะเป็นลมเพราะแววตาร้อนๆ ของชายหนุ่ม แสงสว่างจากเปลวเทียนจับต้องผิวขาวผ่องของนางอย่างพอเหมาะพอเจาะ เรือนร่างของนางสวยงามไร้ที่ติเสียจนเขาใจเต้นระทึกนางจับมือสากกระด้างของเขาไว้ นำมาวางบนทรวงอกของตน ต่างฝ่ายต่างหน้าแดงราวกับจับไข้ นางจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับคัดจมูกจนจามเสียงดัง หลี่เซวียนหลงจึงเอื้อมมือมาแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ ก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี“ไข้ขึ้นจนได้ ถึงเจ้าอยากจะได้ตัวข้า แต่ข้าคงจะสนองให้ไม่ได้หรอกนะ”หลี่เซวียนหลงเห็นเปลวไฟถูก
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า &
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”มือหยาบกระด้างกดศีร







