تسجيل الدخول“ทั้งที่อ๋องแคว้นฉีสั่งฆ่าพี่ชายตัวเองกระนั้นหรือ”
“นั่นนับเป็นโอกาสอันดี อย่าลืมว่าความแค้นนั้นเป็นของหวาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์ชายย่อมเก็บความเดือดแค้นไว้ รอวันสะสาง และเมื่อฉีหวนกงเสนอยกธิดาให้เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเจ้าคิดหรือว่ามันจะช่วยผ่อนเบาสิ่งที่เคยทำไว้กับหลานตัวเองได้ องค์ชายหลี่เจี๋ยเป็นถึงอ๋องแคว้นหลู่ เจ้าคิดหรือว่าผู้เป็นกษัตริย์นั้นจะทำสิ่งใดโดยมิคิดตรึกตรอง"
“ท่านพ่อกำลังจะบอกอะไรข้า”
“มิต้องเอ่ยตอนนี้ ต่อไปเจ้าจะเข้าใจสิ่งที่พ่อคิด ขออย่างเดียวเจ้าอย่าวู่วาม อย่าเอาแต่ใจ พ่อรู้ว่าเจ้าผูกใจรักองค์ชายมากเพียงไหน แต่เจ้าต้องยอมสูญเสียบางอย่างไปเพื่อผลประโยนช์ในภายภาคหน้า”
ฮุยอินรับฟังแต่หัวใจของนางรุ่มร้อนมากขึ้นทุกที ความหวังที่จะได้เป็นชายาขององค์ชายหลี่เจี๋ยต้องพังลงตรงหน้า นางผูกใจรักอ๋องแห่งแคว้นหลู่มาแต่ไหนแต่ไร กลายกลับเป็นหญิงต่างเมืองเข้ามาครอบครองตำแหน่งแทนที่
ค่ำลงที่ตำหนักร้อยไหม หลินเจินเดินไปเดินมาภายในห้องอันงามวิจิตขณะพระธิดาจางลี่นั่งครุ่นคิดด้วยสีหน้าเป็นกังวล สักครู่หลินเจินก็เข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าและดึงมือเรียวบางของนายหญิงไปกุมไว้
“ท่านหญิง...ข้าว่ามันอาจมีเรื่องไม่ดีนะเจ้าคะ”
“เรื่องอะไรหรือหลินเจิน”
“ก็เรื่องที่องค์ชายหลี่เจี๋ยให้ท่านหญิงมาพำนักที่ตำหนักแห่งนี้ ชื่อตำหนักงดงามแต่ซ่อนความน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก”
“ข้าก็ไม่สบายใจเช่นกัน แต่...เราจะทำอย่างไรได้ มองออกไปข้างนอกนั่นซี พวกทหารยืนเวรยามเต็มไปหมด ข้าอยากออกไปจากที่นี่เพื่อพบองครักษ์เจ้า ป่านนี้พวกเขาจะเป็นเช่นไรบ้างก็มิรู้เลย”
“หรือว่าพวกเราจะหาทางออกไปจากตำหนักแห่งนี้ ข้ารู้สึกกลัวเหลือเกินท่านหญิง นี่มันบ่อจระเข้นะท่าน”
“แล้วเราจะออกไปได้เช่นไร”
“ท่านหญิง...ข้าก็ยังมิรู้ แต่พวกเราจะรอช้าอยู่มิได้”
“หลินเจิน...”
ยังไม่ทันที่จางลี่จะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงดังขึ้นที่หน้าประตู
“พระธิดาจางลี่...หลู่อ๋องได้เสด็จมาถึงแล้ว”
น้องสาวที่ไม่ปรารถนา
จางลี่ผุดลุกขึ้น ใบหน้าสวยซึ้งของนางเต็มไปด้วยความลังเล หลินเจินเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยว่า
“ปิดประตูมิให้องค์ชายเข้ามาดีไหมเจ้าคะ หรือว่า...ท่านหญิงจะหลบเข้าไปข้างในให้ข้าออกรับหน้า บอกว่าท่านเดินทางมาไกลทำให้ไม่สบาย”
“ไม่จำเป็นดอก ถึงอย่างไรข้าก็ต้องพบอ๋องแคว้นหลู่ ถึงหลบหน้าสักหมื่นครั้งก็ยังต้องพบเขาอยู่ดี”
“แต่สีหน้าท่านหญิงไม่ดีเลยนะเจ้าคะ”
“ข้า...”
จางลี่เอ่ยได้แค่นั้นบานประตูก็เปิดออก นางผงะงันไปชั่วขณะเมื่อบานประตูเปิดอ้าและเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ที่นั่น การแต่งกายและเครื่องประดับศีรษะบ่งบอกการเป็นชนชั้นระดับสูง นัยน์ตายาวรีดำเข้มแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึกบนใบหน้าคมคร้ามจ้องมองมายังร่างของพระธิดาร่างน้อยบอบบางโดยปราศจากรอยยิ้มก่อนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
“พวกเจ้าออกไปให้หมด”
เมื่อเสียงห้าวทรงอำนาจดังขึ้นเหล่าทหารผู้ติดตามจึงถอยออกไปจนหมด จางลี่ซึ่งยังอยู่ในความงงงวยรับดึงสติกลับคืน
“ทะ...ท่านคือ...”
“ยินดีที่พระธิดาจางลี่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย...ข้าคือองค์ชายหลี่เจี๋ย อ๋องแห่งแคว้นหลู่”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลินเจินก็รีบคุกเข่าลงและเก็บความตื่นเต้นเอาไว้แทบไม่ได้ โอ...นี่หรือคือองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นหลู่ เสียงร่ำลือว่ารูปงามนั้นมิผิดเพี้ยนไปจากที่ได้ยิน ใบหน้าคมคาย นัยน์ตายาวรีดำสนิท จมูกโด่ง ริมฝีปากเป็นกระจับได้รูป และสง่างามยิ่งนัก ขณะนั้นพระธิดาจางลี่ก็รีบถวายความเคารพโดยการย่อตัวและค้อมศีรษะลง
“ถวายบังคมเพคะองค์ชายหลี่เจี๋ย...เอ้อ...หลู่อ๋อง...หม่อมฉันก็รู้สึกยินดีและขอบพระทัยที่พระองค์ให้การต้อนรับหม่อมฉันอย่างสมเกียรติ”
จางลี่รีบบังคมทูล หัวใจของนางเต้นระริกหากความเกรงกลัวก็ยังมิคลายจากความรู้สึก สักครู่หลินเจินก็เอ่ยกระซิบกับพระธิดาว่า
“ท่านหญิงเจ้าคะ หลินเจินขอตัวออกไปข้างนอกก่อนนะเจ้าคะ”
นางกำนัลคนสนิทรีบถอยออกไปจากห้องนั้นจึงเหลือเพียงองค์ชายหลี่เจี๋ยและพระธิดาจางลี่เผชิญกันเพียงสอง จางลี่นั้นมือเย็นเฉียบ นางเห็นใบหน้าคมคายของอ๋องแคว้นหลู่แต่มิกล้าเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ นางยังก้มหน้าโดยไม่เห็นรอยยิ้มเหยียดบนมุมปากของหลี่เจี๋ยก่อนเขาเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าเดินทางมาไกลคงยังเหนื่อยใช่ไหม?”
“เพคะ”
“รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเจ้ามาแคว้นหลู่ด้วยเหตุผลอันใด”
ราวกับได้ยินเสียงเรียกนั้น เว่ยเซวียนเฉินกลืนยาลงช้า ๆ หมอหลวงทุกคนต่างจับตาดูพระอาการอย่างใกล้ชิด เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป สองก้านธูป สามก้านธูป ทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ จู่ ๆ หมอหลวงอาวุโสก็กล่าวขึ้น“พระชายา”ฉีเยว่หนิงรีบหันมา“พระองค์ดูพระหัตถ์ฝ่าบาท”นางรีบจับพระหัตถ์ของเว่ยเซวียนเฉิน เมื่อครู่ยังเย็นจัด บัดนี้กลับเริ่มมีไออุ่นเล็กน้อย หมอหลวงรีบตรวจชีพจรอีกครั้ง เขาเบิกตากว้าง“ชีพจร...มั่นคงขึ้น”หมอหลวงอีกคนรีบตรวจซ้ำ “พิษยังอยู่ แต่การลุกลามช้าลงแล้ว”หานเฟิงกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ “สำเร็จแล้วหรือ”หมอหลวงอาวุโสส่ายหน้า “ยังไม่อาจกล่าวเช่นนั้น แต่ยานี้ช่วยพยุงพระอาการไว้ได้”ฉีเยว่หนิงหลับตาลงอย่างโล่งใจ น้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดทั้งคืนไหลออกมาเงียบ ๆ นางไม่เคยรู้สึกว่าหยดน้ำตาจะอบอุ่นได้ถึงเพียงนี้ เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วยาม พระอาทิตย์เริ่มขึ้นเหนือยอดเขา เว่ยเซวียนเฉินขยับพระหัตถ์เล็กน้อย ฉีเยว่หนิงรีบเงยหน้าขึ้น“พระองค์”พระ
หานเฟิงซึ่งเพิ่งเข้ามาในกระโจมได้ยินบทสนทนาพอดี“พระชายาแน่ใจหรือ”ฉีเยว่หนิงพยักหน้า “ข้าไม่แน่ใจว่ามีวิธีรักษาหรือไม่ แต่ข้าแน่ใจว่าเคยเห็นตำราเล่มนั้น”หานเฟิงมองเว่ยเซวียนเฉิน ก่อนหันกลับมามองฉีเยว่หนิง“เช่นนั้นเราต้องหาทางสืบเรื่องตำราเล่มนี้”ฉีเยว่หนิงกำมือแน่น “ไม่ว่าจะยากเพียงใด ข้าจะหามันให้พบ”นอกกระโจม ลมหนาวยังคงพัดผ่านอย่างไม่หยุดหย่อนแต่ในดวงตาของฉีเยว่หนิง ความสิ้นหวังที่เคยปกคลุมมาตลอดทั้งคืน เริ่มมีประกายแห่งความหวังเล็ก ๆ จุดขึ้นอีกครั้งก่อนฟ้าจะสาง ฉีเยว่หนิงหยิบกระดาษขึ้นมาวาดภาพจากความทรงจำ นางค่อย ๆ วาดลายปกหนังสือ สีของผ้าไหม ตำแหน่งตราประทับ และชั้นวางในหอสมุดหลวงแห่งแคว้นฉี เมื่อวาดเสร็จ นางมองภาพนั้นนิ่งอยู่นาน ก่อนกล่าวเบา ๆ“ข้าจำได้แล้ว ตำรายาพิษเล่มนั้น...ข้าเคยเห็นด้วยตาของตัวเองในพระราชวังแคว้นฉี”คำพูดนั้นทำให้หานเฟิงและหมอหลวงต่างมองหน้ากันทันที ความหวังเดียวในการช่วยชีวิตเว่ยเซวียนเฉิน อาจซ่อนอยู่ในตำราโบราณของแผ่นดิ
ฉีเยว่หนิงนั่งอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง มือของนางยังคงกุมพระหัตถ์ของเว่ยเซวียนเฉินไว้ตลอดเวลา หลิงเอ๋อร์ถือชาร้อนเดินเข้ามาเบา ๆ“พระชายา พระองค์ยังไม่ได้เสวยอะไรเลยเพคะ”ฉีเยว่หนิงส่ายหน้า “ข้ายังไม่หิว”“แต่พระองค์ไม่ได้พักตั้งแต่เช้า”แม่นมหลินเดินเข้ามาวางมือบนไหล่นางอย่างอ่อนโยน“เจ้าต้องดูแลตัวเองด้วย หากเจ้าล้มลง ใครจะดูแลฝ่าบาท”ฉีเยว่หนิงพยายามยิ้ม “ข้ายังไหว”แม่นมหลินรู้ดีว่านางกำลังฝืน ตั้งแต่เว่ยเซวียนเฉินถูกพากลับมา ฉีเยว่หนิงไม่เคยลุกจากข้างเตียงเกินเวลาอันจำเป็น นางช่วยหมอหลวงบดสมุนไพร เปลี่ยนผ้าประคบ วัดไข้ และคอยเช็ดเหงื่อให้พระองค์ด้วยตนเองไม่นาน เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ ลืมพระเนตรขึ้น เมื่อเห็นฉีเยว่หนิงยังนั่งอยู่ที่เดิม พระองค์ขมวดพระขนงเล็กน้อย“เหตุใด...ยังไม่นอน”ฉีเยว่หนิงรีบยิ้ม“หม่อมฉันจะนอนเมื่อพระองค์หายดี”เว่ยเซวียนเฉินถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าดื้อจริง”“หม่อมฉันเรียนจากพระอ
ลูกธนูหลายดอกพุ่งออกมาจากแนวต้นไม้ด้านหลังโขดหิน ทหารเว่ยยกโล่ขึ้นทันที เว่ยเซวียนเฉินหักม้าหลบลูกธนูสองดอกแรกได้อย่างฉิวเฉียด แต่ลูกธนูอีกดอกกลับพุ่งเฉียงออกมาจากมุมอับที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดฉึก! ปลายธนูปักเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของพระองค์อย่างแรง แรงปะทะทำให้พระวรกายเซเล็กน้อย“ฝ่าบาท!”หานเฟิงรีบควบม้าเข้าประคอง เว่ยเซวียนเฉินยังกำดาบแน่น“ข้ายังไม่เป็นไร”แต่เพียงครู่เดียว พระองค์กลับรู้สึกว่าหัวไหล่เริ่มชา ความเย็นแปลกประหลาดค่อย ๆ ลามลงมาตามแขน หานเฟิงสังเกตเห็นของเหลวสีคล้ำที่ปลายลูกธนู สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที“มีพิษ!” เขารีบสั่งทหาร “คุ้มกันฝ่าบาทกลับค่าย!”เมื่อข่าวมาถึงเรือนพยาบาล ฉีเยว่หนิงถึงกับทำถ้วยยาหล่นจากมือ“พระองค์ถูกยิงหรือ”“เพคะ”นางรีบวิ่งออกจากเรือนพยาบาลโดยไม่สนใจชายกระโปรง เมื่อเว่ยเซวียนเฉินถูกพากลับมาถึง พระองค์ยังมีสติ แต่พระพักตร์เริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉีเยว่หนิงคุกเข่าข้างพระองค์ทันที“พระองค์” เว่
“และเขารู้ว่าเราจะค้นหาหลักฐานแบบใด”เว่ยเซวียนเฉินมองเศษผ้าบนโต๊ะ“เดินเกมได้ไม่เลว”พระองค์ไม่ได้สั่งจับผู้ใดทันที กลับมีรับสั่งให้ดำเนินการสืบต่อโดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่พบ คืนนั้น ทหารหลายกองยังคงออกตรวจตราเข้มงวดกว่าปกติ หานเฟิงเดินตรวจด้วยตนเองจนดึก เมื่อกลับมาถึงกระโจม ก็พบว่ามีทหารส่งสารจากเมืองหลวงรออยู่“ถวายรายงานขอรับ”เขารับม้วนเอกสารมาเปิดอ่าน เป็นรายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติบุคคลในกองทัพที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับหานกั๋วกง หานเฟิงอ่านทีละบรรทัด ก่อนสีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป เขารีบนำเอกสารเข้าเฝ้าเว่ยเซวียนเฉินทันที ภายในกระโจม เว่ยเซวียนเฉินกำลังศึกษาบันทึกการส่งเสบียง“มีอะไร”หานเฟิงคุกเข่าลง “ฝ่าบาท มีรายงานด่วนจากเมืองหลวง”เว่ยเซวียนเฉินรับเอกสารมา เมื่อคลี่อ่าน สีหน้าของพระองค์ยังคงเรียบนิ่ง แต่ฉีเยว่หนิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกลับสังเกตเห็นว่า นิ้วของพระองค์หยุดอยู่ที่รายชื่อหนึ่งนานกว่าปกติ พระองค์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ“ตรวจสอบซ้ำแล้วหรือ”
เมื่อการประชุมยุติ ฉีเยว่หนิงเดินออกจากกระโจมพร้อมเว่ยเซวียนเฉิน สายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารเบา ๆ พระองค์เอ่ยขึ้นโดยไม่มองนาง“หากวันนี้ไม่มีเจ้า”ฉีเยว่หนิงยิ้มอ่อน “พระองค์ก็คงทรงพบความผิดปกติในที่สุด”เว่ยเซวียนเฉินส่ายหน้า “อาจสายเกินไป”พระองค์หยุดเดิน “เยว่หนิง”“เพคะ”“เจ้าช่วยชีวิตทหารของข้าไว้อีกครั้ง”ฉีเยว่หนิงมองใบหน้าของเขา “หม่อมฉันเพียงไม่อยากเห็นใครต้องสูญเสียโดยไม่จำเป็น”เว่ยเซวียนเฉินยิ้มบาง “นั่นแหละ คือเหตุผลที่ทุกคนเคารพเจ้า”ตกค่ำ ค่ายทหารกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เวรยามเดินตรวจตราตามแนวรั้วอย่างเข้มงวด แต่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังคลังเสบียงชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมทหารเว่ยเหมือนคนทั่วไป เขาเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อจากนั้นจึงจุดประกายไฟเพียงชั่วครู่ ไม่นาน แสงวาบสีแดงก็พุ่งขึ้นเหนือยอดไม้แล้วดับหายไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่อยู่ในค่ายส
ฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างห
จางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็นการเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็นถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็นใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินั
“หลินเจิน...เจ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องน
“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”ควับ!!“ฮึก!”จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็นรอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมา







