Masukฉีเยว่หนิงชะงักเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือจับมือหยาบกร้านของเขาไว้“เจ้าต้องกลับไป ข้าจะช่วยเจ้าเอง”คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้ทหารที่อยู่รอบ ๆ เงียบลงเว่ยเซวียนเฉินมองภาพนั้นด้วยสายตาลึกซึ้ง เขารู้ว่านางอ่อนโยน แต่ทุกครั้งที่เห็นนางยื่นมือไปหาคนที่กำลังสิ้นหวัง เขาก็ยิ่งเข้าใจว่าความอ่อนโยนของนางไม่ใช่ความอ่อนแอมันคือความกล้าหาญอีกแบบหนึ่งหานเฟิงยืนอยู่ด้านหลัง เอ่ยเบา ๆ“ตอนแรกทหารหลายคนยังระแวงพระชายาเพราะนางมาจากแคว้นฉี แต่ตอนนี้ไม่มีใครพูดเช่นนั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินถามโดยไม่ละสายตาจากนาง“ทำไม”หานเฟิงยิ้มเล็กน้อย“เพราะคนที่ช่วยหยุดเลือดให้พวกเขา ไม่ใช่ศัตรู”เว่ยเซวียนเฉินนิ่งไป ก่อนกล่าวเสียงต่ำ“นางไม่เคยเป็นศัตรู”รุ่งเช้า ทหารที่ได้รับการรักษาจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการดีขึ้น ข่าวเรื่องพระชายาไม่ยอมนอนทั้งคืนเพื่อช่วยผู้บาดเจ็บแพร่ไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว เมื่อฉีเยว่หนิงเดินออกจากเรือนพยาบาลในตอนสาย ทหารหลายคนที่นั่งพักอยู่ต่างรีบลุกขึ้นคำนับ“คำนับพระชายา”เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกันอย่างจริงใจ ฉีเยว่หนิงชะงักไปเล็กน้อย“พวกเจ้าไม่ต้องทำเช่นนี้”ทหารหนุ่มที่นางช่วยรักษา
ค่ายทหารชายแดนกองทัพเว่ยเดินทางถึงค่ายทหารชายแดนในยามพลบค่ำท้องฟ้าเหนือหุบเขาเฟิงสุ่ยถูกย้อมด้วยสีแดงหม่นของอาทิตย์อัสดง ลมหนาวพัดแรงจนธงมังกรแห่งแคว้นเว่ยสะบัดดังเหนือกำแพงค่าย เสียงม้าศึก เสียงทหารขนเสบียง และเสียงคนเจ็บครางแผ่วเบาดังปะปนกันไปทั่วบริเวณ บรรยากาศภายในค่ายเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดจากศึกที่เพิ่งปะทุขึ้นป้อมชิงหลงแตกแล้วทหารบาดเจ็บจำนวนมากถูกส่งถอยกลับมาที่ค่ายหลัก บางคนมีบาดแผลจากคมดาบ บางคนถูกธนู บางคนมีไข้สูงเพราะตากลมหนาวกลางสนามรบหลายวัน หมอทหารวิ่งวุ่นจนแทบไม่มีเวลาพัก ผ้าพันแผลเปื้อนเลือดกองเต็มตะกร้า กลิ่นยาสมุนไพรปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจนทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยแทบหน้ามืดฉีเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้าโดยไม่รอให้ผู้ใดมาประคอง นางมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจหนักอึ้ง ก่อนจะรวบชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินตรงไปยังเรือนพยาบาลชั่วคราวทันทีหลิงเอ๋อร์รีบตามหลัง“พระชายา เพิ่งเดินทางมาถึง พระองค์พักก่อนดีหรือไม่เพคะ”ฉีเยว่หนิงส่ายหน้า“คนเจ็บรอไม่ได้”แม่นมหลินเดินตามมาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้ายาสมุนไพร“ให้ข้าช่วยจัดยา”ฉีเยว่หนิงพยักหน้า“หลิงเอ๋อร์ ไปต้มน้ำร้อน ซูมา
ฉีเยว่หนิงกล่าวขึ้นอย่างครุ่นคิด“ผู้ที่รู้ตำแหน่งคอกม้าและเวลาผลัดเวร ต้องติดตามขบวนเรามาตลอด”เว่ยเซวียนเฉินหันมามองนาง “เจ้าคิดว่ามีสายอยู่ในกองทัพหรือ”“หม่อมฉันยังไม่แน่ใจ” นางก้มลงมองรอยเท้าบนพื้นดิน “แต่คนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเราเร็วเกินไป”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้าเบา ๆ “ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”หลังจัดการม้าที่ป่วยและปรับขบวนใหม่ กองทัพเว่ยก็ออกเดินทางต่อ แม้จะเสียเวลาไปเกือบครึ่งวัน แต่ไม่มีผู้ใดบ่น ทุกคนรู้ดีว่าทุกลมหายใจมีค่าต่อชายแดนที่กำลังรอความช่วยเหลือเส้นทางเริ่มเข้าสู่หุบเขาแคบ สองข้างทางเป็นหน้าผาสูงสลับกับป่าสนหนาทึบ ลมเย็นพัดผ่านจนธงประจำกองทัพสะบัดเสียงดัง ฉีเยว่หนิงเปิดม่านรถม้ามองออกไป“หลิงเอ๋อร์ เจ้าสังเกตหรือไม่”“อะไรหรือเพคะ”“ตั้งแต่เช้า เราไม่เห็นชาวบ้านเลยแม้แต่คนเดียว”หลิงเอ๋อร์ชะงัก “จริงด้วยเพคะ”แม่นมหลินซึ่งนั่งอยู่ด้วยกล่าวเบา ๆ “หากเป็นเส้นทางค้าขายตามปกติ
เว่ยเซวียนเฉินหันกลับมามองฉีเยว่หนิงอีกครั้ง นางยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนแอ มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขารู้จักนิสัยของนางดี หากตัดสินใจแล้ว ต่อให้ห้ามเพียงใด นางก็คงหาทางตามไปจนได้ ในที่สุดเขาจึงถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าชนะอีกแล้ว”ฉีเยว่หนิงเบิกตากว้าง “พระองค์ทรงอนุญาตหรือเพคะ”“แต่มีเงื่อนไข”“เพคะ”“เจ้าต้องอยู่กับหน่วยหมอหลวงเท่านั้น”“เพคะ”“ห้ามเข้าใกล้แนวหน้า”“เพคะ”“และหากเกิดอันตราย เจ้าต้องถอยทันที”ฉีเยว่หนิงยิ้มกว้างอย่างที่เว่ยเซวียนเฉินไม่ค่อยได้เห็น “หม่อมฉันรับปาก”เว่ยเซวียนเฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าดื้อจริง ๆ”นางหัวเราะเบา ๆ “หม่อมฉันเรียนจากพระองค์”คำตอบนั้นทำให้แม้แต่หานเฟิงยังหลุดยิ้ม ไม่นานนัก ขบวนเสด็จก็เริ่มเคลื่อนออกจากเมืองหลวงธงมังกรแห่งแคว้นเว่ยโบกสะบัดเหนือทัพ เสียงกลองศึกดังเป
“ฝ่าบาท สารด่วนจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”หานเฟิงรีบรับม้วนสารแล้วส่งถวายเว่ยเซวียนเฉิน พระองค์คลี่อ่านอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็เย็นลงจนทุกคนในท้องพระโรงรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง หานเฟิงถามเสียงต่ำ“ฝ่าบาท”เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ กำสารในมือแน่น“ป้อมชิงหลงถูกตีแตกแล้ว”เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรงในทันที แม่ทัพหลายคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เพราะป้อมชิงหลงคือด่านแรกของแนวป้องกันชายแดน หากมันแตก แคว้นฉีก็สามารถเคลื่อนทัพเข้าสู่หุบเขาเฟิงสุ่ยได้ภายในเวลาไม่กี่วันเว่ยเซวียนเฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยประกายแข็งกร้าว“เตรียมม้า!”หานเฟิงเบิกตากว้าง “ฝ่าบาทจะเสด็จไปชายแดนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ใช่” เขากวาดสายตามองขุนนางทั้งท้องพระโรง “ข้าจะไปบัญชาการด้วยตนเอง”ในตำหนักท้ายวัง ฉีเยว่หนิงได้รับข่าวในเวลาไล่เลี่ยกัน นางยืนตัวแข็งอยู่กลางห้อง มือที่ถือถ้วยชาสั่นเล็กน้อย ก่อนถ้วยชาจะหล่นลงพื้นแตกกระจาย หลิงเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง
เขาหันไปมองแม่ทัพฝ่ายเหนือ“ส่งทหารม้าสามพันไปเสริมป้อมชิงหลงภายในคืนนี้”จากนั้นหันไปยังกรมคลัง“เปิดคลังเสบียงฉุกเฉิน จัดส่งข้าวและยาสมุนไพรไปแนวชายแดน”ขุนนางกรมคลังรีบคุกเข่า“พ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินตรัสต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ให้กรมพิธีการร่างสาส์นถึงแคว้นฉี ถามเหตุผลของการเคลื่อนทัพอย่างเป็นทางการ แต่ห้ามใช้ถ้อยคำอ่อนข้อ”ขุนนางฝ่ายพิธีการรีบรับคำ“พ่ะย่ะค่ะ”หานเฟิงมองผู้เป็นนายด้วยความกังวล แม้คำสั่งทุกอย่างจะรอบคอบ แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่หนักที่สุดในใจเว่ยอ๋องไม่ใช่เพียงสงคราม หากเป็นหญิงสาวในตำหนักท้ายวัง ผู้ซึ่งเพิ่งประกาศเลือกแคว้นเว่ย และบัดนี้บิดาของนางกำลังยกทัพมาประชิดชายแดนในเวลาเดียวกัน ฉีเยว่หนิงยืนอยู่หน้าต่างตำหนักท้ายวัง มองแสงคบเพลิงที่ส่องสว่างเป็นทางยาวไปยังท้องพระโรง นางได้ยินเสียงกลองเรียกประชุมตั้งแต่กลางดึก และรู้ทันทีว่าข่าวจากชายแดนไม่ใช่เรื่องเล็กหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างกาย สีหน้าซีดเผือด“พระชายา
“นี่ท่านกักขังข้าเช่นนั้นหรือ แล้วหากข้าขัดคำสั่งของท่าน”“คนของเจ้าทั้งหมดจะต้องกลายเป็นอาหารของจระเข้ในบึงใต้ตำหนักร้อยไหมทันที หรือหากเจ้าอยากลองดีกับข้า จะลองดูสักหนก็ได้พระธิดาจางลี่!”“ท่านร้ายกาจนักองค์ชายหลี่เจี๋ย...อื๊อ!”เสียงของนางหายเข้าไปในปากหยักได้รูปขององค์ชายอีกหน หลี่เจี๋ยกดท้ายทอ
“รู้เพคะ”“แล้วใยเวลาพูดถึงไม่ยอมเงยหน้าสบตาข้า”น้ำเสียงแม้ทรงอำนาจหากก็เยียบเย็นบาดจิต จางลี่จึงต้องเงยหน้าขึ้น มือของนางยิ่งเย็นมากกว่าเก่า องค์ชายหลี่เจี๋ยผู้มีพระชนมายุมากกว่านางถึงหนึ่งรอบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ชั่วแว่บหลี่เจี๋ยกลับรู้สึกว่าพระธิดาของฉีหวนกงซึ่งเป็นพระปิตุลานั้นมิได้เป็นอย่างท
“ทั้งที่อ๋องแคว้นฉีสั่งฆ่าพี่ชายตัวเองกระนั้นหรือ”“นั่นนับเป็นโอกาสอันดี อย่าลืมว่าความแค้นนั้นเป็นของหวาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์ชายย่อมเก็บความเดือดแค้นไว้ รอวันสะสาง และเมื่อฉีหวนกงเสนอยกธิดาให้เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเจ้าคิดหรือว่ามันจะช่วยผ่อนเบาสิ่งที่เคยทำไว้กับหลานตัวเองได้ องค์ชาย
ฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างห







