Se connecterเยี่ยเหล่าโถวทอดสายตามองหลี่หลิงเฟิ่งครู่หนึ่ง คล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง สุดท้ายทิ้งไว้ประโยคเดียวก่อนสลายไป“ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว”“มาก็มาแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝั่งกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าคนหนึ่งก้าวออกมา ยกแขนกอดอก สีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้ม"พวกเราคงต้องหยุดคุยกันเสียหน่อยกระมัง บุกรุกเข้ามาสร้างความวุ่นวายถึงถิ่น อย่าฝันหวานว่าจะได้เดินออกไปเฉยๆ เลย หากมิมีค่าเสียขวัญที่สมน้ำสมเนื้อล่ะก็ เห็นทีพวกข้าคงต้องตามไปเก็บดอกเบี้ยที่จวนตระกูลเยี่ยของพวกเจ้าแทน"เยี่ยหลินตัวแข็งทื่อ หงุดหงิดจนอยากต่อยคน“พวกเจ้าต้องการอะไร” เยี่ยหลินกัดฟันเอ่ย“ง่ายมาก” ชายคนหนึ่งยิ้มกว้าง “ของที่พวกเจ้าเก็บมาได้ตลอดหลายวันนี้เอามาให้พวกเราทั้งหมด”เยี่ยหลินแทบสำลัก “ว่าไงนะ อย่าฝันเลย”อีกคนหนึ่งยักไหล่ “เช่นนั้นเรื่องนี้คงยากจะจบลงอย่างสวยงามแล้ว”“พวกเจ้าอย่ารังแกกันเกินไปนัก เป็นคนต้องรู้จักเหลือทางรอดให้คนอื่นบ้าง”เยี่ยหลินก
กลุ่มพิทักษ์นางฟ้ากำอาวุธที่เพิ่งเก็บได้ไว้แน่น มองพวกเยี่ยหลินเป็นศัตรู"หลี่หลิงเฟิ่ง คนพวกนี้มิได้มาดี ผ่านไปไม่กี่วันพลังยุทธ์ของเขาดูเหมือนจะก้าวข้ามสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจไปแล้ว" จวินชางหลางปกป้องนางไว้ข้างหลังหลี่หลิงเฟิ่งมองสบตากับเยี่ยหลิน มิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย"วาสนาที่ใหญ่เกินไป บางครั้งก็อาจเป็นกับดัก" นางเอ่ยเสียงนิ่ง "เยี่ยหลิน ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ย่อมเห็นแล้วว่าสถานการณ์มิได้ง่ายดายอย่างที่คิด"เยี่ยหลินก้าวมาใกล้ ด้านหลังมีชายชราสองคน คนหนึ่งสวมชุดคลุมดำ มือไพล่หลัง อีกคนใบหน้าซูบตอบราวกับโครงกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นจนดูน่าหวาดหวั่น ทั้งสองไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดออกมา แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้บรรยากาศทั้งวิหารหนักอึ้งขึ้นหลายส่วนทุกคนสีหน้าเปลี่ยนทันควัน บรรยากาศตึงเครียดกว่าเดิมคนที่อันตรายไม่ใช่เยี่ยหลิน แต่เป็นชายชราสองคนนั้นต่างหากองครักษ์เดนตายของตระกูลเยี่ยเยี่ยหลินกวาดตามองทุกคน แล้วหยุดที่นุ่มนิ่มกำลังใช้กรงเล็บกดหัววิญญาณมังกรตัวหนึ่งติดพื้น สนอกสนใจขึ้นมา"โ
หลูหวั่นชิงวิ่งกระขนาบข้างถาม "หลิงเฟิ่ง เจ้าหมูนี่บอกว่าข้างหน้ามีวาสนาระดับราชันย์จริงๆ รึ"หลี่หลิงเฟิ่งพยักหน้ารับ "ดูจากนิมิตที่สำแดงออกมาน่าจะไม่พลาด" นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ถ้าเป่ยเทียนวั่งแยกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก็น่าจะพบโชควาสนาส่วนตัวเช่นกัน"“รู้ได้ไง”“สัญชาตญาณมันบอกน่ะ”นางสัมผัสได้ไม่ไกลนี้มีหญ้ากระบี่อัสนีระดับสูง เพียงพอจะขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของเป่ยเทียนวั่งให้เฉียบคมขึ้นอีกขั้นทว่าเป่ยเทียนวั่งกลับส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึม "เรื่องโชควาสนาเป็นเรื่องรอง ตอนนี้พวกเราเข้ามายังส่วนลึกของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หมอกหนาเช่นนี้ อันตรายมาก ข้าต้องอยู่ปกป้องข้างกายท่านถึงจะวางใจ"หลี่หลิงเฟิ่งลูบจมูกเก้อเขินทำไมนางถึงดูเหมือนคนอ่อนแอที่ต้องให้คนอื่นคุ้มครองตลอดเวลาเช่นนี้ล่ะนางอยากยืดอกบอกว่าตัวเองก็มีหุ่นเชิดระดับราชันย์อยู่นะ แต่เมื่อมองสถานการณ์รอบด้าน ก็รู้สึกว่าพูดออกไปก็คงไม่มีประโยชน์ยิ่งเดินลึกเข้ามา ความผิดปกติยิ่งชัดขึ้น นางเห็นศพคนของตำหนักธิดาสวรรค์กระจายอย
หลี่หลิงเฟิ่งทอดสายตามองความสะบักสะบอมของพวกเขาแล้วใจอ่อนลงหลายส่วน ความทุ่มเทของกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าในครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขามิได้เพียงแต่พูดไปตามน้ำนางเอาขวดหยกหลายสิบขวดออกมาจากแขนเสื้อ แล้วส่งให้เป่ยเทียนวั่งด้วยรอยยิ้ม"ของขวัญสำหรับพวกเจ้าตอบแทนน้ำใจที่ยื่นมือช่วยเหลือ แต่ละขวดมียาลูกกลอนอยู่สิบกว่าเม็ด สรรพคุณต่างกันไป โอสถฟื้นฟู รักษาปราณ ป้องกันจิตมาร ช่วยทะลวงด่าน แล้วก็ช่วยชีวิตฉุกเฉิน”เป่ยเทียนวั่งรับมาด้วยมือสั่นเทาแจกจ่ายให้พวกพ้อง ทันทีที่เปิดจุกขวด กลิ่นหอมประหลาดพลันขจรขจาย แค่สูดดมเข้าไป หลายคนถึงกับรู้สึกว่าจุดชีพจรที่อุดตันเริ่มปรี่คลาย"กลิ่นหอมมาก เดี๋ยวนะมีลูกกลอนหมอกม่วงด้วย คุณภาพอย่างต่ำต้องอยู่ชั้นกลาง ระดับแปดขั้นสูง!" หนึ่งในรุ่นเยาว์ตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น"ช้าก่อน" อีกคนแทรกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "ความบริสุทธิ์ระดับนี้ มันดูดีกว่าเกรดแปดชั้นกลางสมบูรณ์เสียอีกนะ หรือจะเป็นชั้นสูง?"เริ่มถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่หลี่หลิงเฟิ่งนางทำเพียงยิ้ม เอ่ยอย่าง
ครืนๆๆ!สายฟ้าที่ปกคลุมทั่วฟ้าค่อยๆ เบาบางลงทีละน้อย แรงกดดันน่าสะพรึงของแดนอัสนีถอนตัว สีหน้าของสมาชิกกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าเคร่งเครียด"แย่แล้ว พลังสายฟ้ากำลังหมด""หุ่นเชิดก็ใช้พลังไปมากเช่นกัน""ถ้ายืดเยื้อต่อไป พวกเราเสียเปรียบแน่"ราชันย์ฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นเช่นกัน เดิมทีพวกเขายังหวาดระแวงแดนสายฟ้าอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าพลังรอบด้านเริ่มอ่อนลง ดวงตาหลายคู่พลันส่องประกายเย็นเยียบชายชราหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าๆๆ! เด็กน้อยก็คือเด็กน้อย เมื่อไรพวกเจ้าคิดว่าราชันย์ไม่กี่คนจะต้านพวกข้าได้ ก่อนหน้านี้อาศัยเพียงพลังภูมิประเทศเท่านั้น ตอนนี้สายฟ้าหมดแล้ว พวกเจ้าจะเอาอะไรสู้!"แรงกดดันหลายสายปะทุขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด สมาชิกกลุ่มพิทักษ์นางฟ้ากัดฟันแน่นเป่ยเทียนวั่งเช็ดเลือดมุมปาก "ถอยไปตั้งรับด้านในก่อน คุ้มกันหมอนั่นไว้อย่าให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้!"ขณะทุกคนกำลังคิดหาทางถ่วงเวลา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแจ๊บๆก้อนกลมสีดำตัวหนึ่งนอนหงายท้องอย่างสบายอารมณ์ ท้องกลมป่องราวลูกบอล สายฟ้า ไหลวนรอบปากเ
เป่ยเทียนวั่งกำกระบี่แน่น หน้ามืดทะมึน “พวกท่านคิดลงมือกับคนรุ่นเยาว์จริงๆ?”ชายชราชุดดำหัวเราะเย็น “ไม่อยากตายก็หลีกไป”ตูม!แรงกดดันระดับราชันย์โถมใส่ หลายคนเหงื่อซึมต่างชั้นกันเกินไป!แม้พวกเขาจะเป็นอัจฉริยะ แต่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดเฒ่าพวกนี้ ยังอ่อนด้อยมากหลี่หลิงเฟิ่งหลุบตา นางกำลังกะระยะ หากสถานการณ์เลวร้ายจริง คงต้องเอาจริงสักครั้งแต่ปัญหาคือคนอยู่เยอะ ความแตกแน่นอนยังไม่ทันที่นางจะตัดสินใจ จู่ๆ เป่ยเทียนวั่งก็สูดหายใจลึก ราวกับตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างได้“ในเมื่อเป็นเช่นนี้” เขาชูกระบี่ขึ้น ปลายคมชี้ฟ้าอย่างองอาจ “พี่น้องทุกท่าน นี่คือการแสดงฝีมือครั้งแรกของกลุ่มพิทักษ์นางฟ้า วันนี้ต่อให้ต้องสู้จนฟ้าถล่มดินทลาย พวกเราก็ต้องประกาศศักดาให้ทั่วหล้านรับรู้ ผู้ใดคิดแตะต้องนางฟ้า มันผู้นั้นต้องจ่ายราคา!”หลูหวั่นชิง “……”ห้ะ?ฟึ่บคนรอบตัวหลายสิบคนพลันยืดตัวตรงพร้อมกัน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังบ
ในที่ซึ่งเงียบเกินไป บางครั้งเสียงของความเงียบก็ดังกว่าทุกสิ่ง เงียบจนอื้ออึงในโสตประสาท ราวกับโลกกลืนกินเสียงทั้งหมดไปจนหมดสิ้นเหวินเจิ้งตามมาด้านหลัง เขากระชับอาวุธที่พาดอยู่บนหลังไว้แน่น เสียงโลหะดังเคล้ากับลมหายใจที่สม่ำเสมอของโม่เจี้ยนหมิง ผู้เดินล้อมท้ายขบวนทั้งสามไม่ได้พูดกันสักคำ ราวกับรู้
กว่าสิบเดือนที่พวกนางเดินทางเข้าสู่ป่าต้องห้ามจนเข้าสู่ช่วงเหมันต์ ในช่วงห้าเดือนหลังนี้ หิมะเริ่มตกทำให้ทั่วทั้งดินแดนกลายเป็นสีขาวโพลน ทั้งสามได้ปักหลักฝึกยุทธ์อยู่ ณ ริมขอบค่ายกลที่โอบล้อมสัตว์อสูรไว้ภายใน ตอนนี้ทั้งสามคนรุดหน้าไปมากโม่เจี้ยนหมิงและเหวินเจิ้งตัดสินใจทำลายค่ายกลอีกครั้ง
เมื่อเป็นพืชอสูรล้านปี สติปัญญาต้องไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์เป็นแน่ เพราะฉะนั้นทุกการล่อลวงของนางต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าทำให้มันแตกตื่นจนไหวตัวทันแต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้วครูด ตุบ“ต้นชาญาณสำนึกในตำนาน! แม่เจ้า ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” เสียงตะโกนดังลั่นดังม
ช่วงนั้นดินแดนไร้ขอบเต็มไปด้วยเสียงเล่าขาน บริเวณตลาดใหญ่ โรงน้ำชา โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ริมทาง หรือแม้แต่ขบวนพ่อค้าตามชายแดน ล้วนพูดถึงข่าวเดียวที่สะเทือนทั้งแผ่นดิน“คุณชายเป่ยเฉินหลง แห่งตระกูลเป่ย ฟื้นแล้ว!”เสียงลือดังก้องไปทั่วทั้งแคว้น ไม่ต่างจากสายฟ้าที่ผ่าลงกลางเมือง เป่ยเฉินหลงบุตรชายคนที่สามแห







