تسجيل الدخولพรึ่บ
ร่างเงาพุ่งปรี่ กระบี่จำแลงกรีดอากาศเป็นเส้นโค้ง กระบวนท่าเดียวกับนางท
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” พวกเขาไม่เห็นประกาศจับในเมืองเลยสงสัย“ข้าก็ฟังมาอีกทอดหนึ่ง” คนผู้นั้นรีบโบกมือ “ก่อนเข้าแดนศักดิ์สิทธิ์ มีคนเห็นคนของตระกูลชิงเคลื่อนไหวผิดปกติ”เป่ยเทียนวั่งตึงกล่าวเสียงขรึม “ช่วงนี้หลบเลี่ยงคนของตระกูลชิงจะดีกว่า”หลูหวั่นชิงเช็ดน้ำมันตรงมุมปาก สีหน้าเริ่มจริงจังคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างได้“จริงสิ พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ตำหนักเซียนดูแปลกๆ”คนผู้หนึ่งพยักหน้า“ตอนเข้ามา ข้าเห็นคนของตระกูลใหญ่ล้อมภูเขาลูกหนึ่งไว้ ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ น่าจะมีของสำคัญมาก”อีกคนลดเสียงลง “ข้าได้ยินข่าวลือว่าพวกเขากำลังตามหามรดกของผู้ยิ่งใหญ่ยุคโบราณ”“ผู้ยิ่งใหญ่ยุคโบราณ?” หลูหวั่นชิงเลิกคิ้ว “ผู้ใดกัน”ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่แน่ชัด รู้เพียงว่าเกี่ยวข้องกับ ‘แดนล่มสลาย’ อะไรสักอย่าง”ทันทีที่ได้ยินคำว่าแดนล่มสลาย แววตาของหลี่หลิงเฟิ่งพลันไหววูบสำนักไร้ขอบ?แดนศักดิ์ส
ลำไผ่ทั้งต้นเปล่งแสงสีครามอ่อนจาง กลิ่นอายไม้บริสุทธิ์ลอยวนไม่ขาดสาย เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า หากนำออกไปภายนอก เกรงว่าคงทำให้ผู้คนแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตกแต่ตอนนี้เจ้าของมันกลับยื่นให้นางหน้าตาเฉย“นี่…” หลี่หลิงเฟิ่งอ้าปาก ไม่รู้ควรพูดอะไรดี “พวกท่านต่อสู้กันแทบเป็นแทบตายเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ เอามาให้ข้าทำไม”ชายหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมสีดำตรงหน้ายังคงสีหน้าเรียบเฉย เขาคือเป่ยเทียนวั่ง ผู้ได้อันดับสามจากงานจัดอันดับยอดอัจฉริยะอีกฝ่ายส่ายยัดไผ่ครามใส่มือนางอย่างไม่ใส่ใจ“ท่านหมอหลี่มีพระคุณต่อตระกูลเป่ยของเรา” เป่ยเทียนวั่งประสานมือ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ท่านประมุขเคยกล่าวไว้…บุญคุณหนึ่งหยดน้ำ ต้องตอบแทนดุจธารน้ำพุ หากไร้ท่านในวันนั้น ตระกูลเป่ยคงไม่อาจมีวันนี้ ดังนั้นไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด ขอเพียงตระกูลเป่ยทำได้ พวกเราจะไม่มีวันปฏิเสธ”คนอื่นต่างชื่นชมความใจกว้างของเป่ยเทียนวั่ง“พี่เป่ยสมแล้วที่ติดหนึ่งในสามยอดอัจฉริยะแห่งยุค ทั้งพรสวรรค์และใ
หนึ่งเดือนก่อนหน้า ชิงเซวียนซึ่งปกติสุขุมลุ่มลึกบัดนี้ตกอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง ทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องการตายของจิ่นอวี้ สีหน้าของเขาก็มืดมนลงจนน่าสะพรึงกลัวประหนึ่งท้องฟ้ายามพายุกำลังตั้งเค้าสาวใช้คนเดียวตายแล้วก็ตายไปเถอะ แต่มุกเงือกนั่นเป็นความหวังที่จะช่วยยื้ออายุขัยของเขากลับถูกชิงไปต่อหน้าต่อตาในรังของตนเอง!ตูม!“โธ่เอ๊ย! พวกไร้ประโยชน์!” เสียงคำรามดังสะเทือนไปทั่วตำหนักราวอสนีบาตฟาดผ่า แรงกดดันอันน่าสะพรึงแผ่ออกมาจนหลายคนเลือดลมปั่นป่วน ใบหน้าซีดขาว กระอักเลือดออกมาเงียบๆ แต่ต้องฝืนทนไม่กล้าส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียวชิงเซวียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน ความแค้นและความอัปยศแทบกลืนกินสติของเขา คุกน้ำเป็นสถานที่ลับล้อมด้วยค่ายกลโบราณ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับราชันย์ก็ยากจะลอบเข้ามาได้โดยไร้ร่องรอย แต่ไอ้หัวขโมยผู้นั้นไม่เพียงบุกเข้ามาได้สำเร็จ ชิงมุกเงือกไปใต้จมูกเขา เรื่องนี้หากแพร่ออกไป ทั่วดินแดนไร้ขอบคงหัวเราะเยาะเขาจนฟันร่วง“ประกาศล่าค่าหัว” ชิงเซวียนเอ่ยเสียงเย็น ไอสังหารควบแน่นจนอากาศรอบกายกลายเป็นน
ภายในลานประลองฝูงชนโห่ร้องเชียร์ดังก้อง บนแท่นฝั่งหอสิบทิศ "หลี่หลิงเฟิ่ง" ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม"ข้าว่าเยี่ยหลินได้เปรียบแน่ กระบวนท่าของอีกฝ่ายเริ่มสับสนจังหวะแล้ว!" สมาชิกหอสิบทิศเอ่ยด้วยความตื่นเต้น"มิแน่..." อีกคนเอ่ยขัด "อีกคนยังมิได้หงายไพ่ตายใบสุดท้าย"หลี่หลิงเฟิ่งเพียงพยักหน้าเบาๆ ราวกับกำลังจดจ่อกับการประลองบนเวทีทว่าในความเป็นจริง ร่างหลักของนางเพิ่งจะหลอมรวมเข้ากับร่างแยกอัสนีอย่างแนบเนียนไปเมื่อครู่ ด้วยดวงจิตที่เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์ จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าพวกเขาเพิ่งจะก้าวข้ามผ่านความเป็นตายมาหญิงสาวนั่งตัวตรง ในหัวย่อยข้อมูลมหาศาลที่เพิ่งได้รับมาทั้งเรื่องสายหลักถูกกวาดล้าง สำนักไร้ขอบ ตระกูลไป๋ ตำหนักธิดาสวรรค์ และกำไลมังกรเก้าชีวา ทุกอย่างถูกถักทอเข้าด้วยกันสิ่งที่ทำให้นางกังขาที่สุดคือพรสวรรค์ของตนเองมารดาครอบครองธาตุน้ำแข็งและธาตุไม้ บิดาเป็นถึงเจ้าสำนักไร้ขอบครองธาตุไฟ ส่วนนางถือกำเนิดมาพร้อมธาตุมิติมายาและธาตุไฟ ซึ่งมิเคยปรากฏมานับหมื่นปี อย่างน้อยตระกูลชิ
หลี่หลิงเฟิ่งเกิดจิตสังหารแวบหนึ่ง ผู้ที่ล่วงรู้ว่านางครอบครองธาตุมิติมายามีเพียงไม่กี่คน คนอื่นตายหมดแล้วความทรงจำในวัยเยาว์เลือนรางเริ่มแจ่มชัดทีละส่วน เมื่อก่อนสติไม่แจ่มชัดจึงดูไม่ออกมารดาแท้ๆ เย็นชาแม้ไม่ได้ลงไม้ลงมือทารุณกรรมและเลี้ยงดูมาตามปกติ แต่ก็ไม่มอบความรักแม้เพียงกระผีกริ้น มีเพียงความเฉยเมยที่มอบให้เสมอมากับจิ่นอวี้สาวใช้ข้างกายมารดาคนนี้ หลี่หลิงเฟิ่งยิ่งไม่มีความสนิทสนมด้วย สำหรับนางแล้ว จิ่นอวี้ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าเท่าไหร่ สายตาที่มองจิ่นอวี้ซับซ้อนยิ่งนักนางลังเลแล้วหลี่หลิงเฟิ่งเก็บสีหน้ามืดมน พยุงนางลุกขึ้น “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ออกไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน”จิ่นอวี้ส่ายหน้า หายใจอ่อนแรง มุกเงือกถูกสูบออกไปเกือบครึ่ง ซ้ำร้ายตันเถียนถูกทำลาย ต่อให้รอดกลับมาก็ไม่มีทางฟื้นคืนดังเดิม"ร่างกายของข้า ข้ารู้ดีที่สุด" จิ่นอวี้ยิ้มขม มองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับมองเงาสะท้อนวัยสาว “เหมือนมากจริงๆ”นางกัดฟันแน่น ควักมุกเงือกออกจากอกยื่นให้หลี่หลิงเฟิ่งด้วยมือที่สั่นเทา กล่าวอย่าง
หลี่หลิงเฟิ่งอดไม่ได้แอบยกมือตบอกตัวเองแรงๆ หนึ่งทีเกือบไปแล้วไหมล่ะนางลอบถอนหายใจยาว ยังดีมีร่างแยกอัสนี มิฉะนั้นวันนี้คงเผยพิรุธต่อหน้าคนทั้งงานแน่ ร่างแยกยังนั่งอยู่ข้างพี่น้องตระกูลเป่ยในเวลานี้ ทั้งตัวตนมีลมหายใจ คลื่นพลัง และสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ว่าจะสีหน้า แววตา หรือแม้แต่จังหวะการพูด ล้วนไม่ต่างจากร่างต้นที่สำคัญที่สุด ทั้งสองร่างยังเชื่อมถึงกันตลอดเวลา สิ่งที่ร่างแยกมองเห็น นางรับรู้ สิ่งที่นางคิด ร่างแยกก็เข้าใจ คนสองคนใช้ดวงจิตเดียวกันหลี่หลิงเฟิ่งซ่อนกลิ่นอาย เคลื่อนตัวไปตามเงามืดของระเบียงอย่างไร้สุ้มเสียง ยันต์อำพรางถูกติดไว้แทบทั่วร่าง เสื้อคลุมล่องหนสวมทับอีกชั้น ทุกย่างก้าวระมัดระวังจนถึงขีดสุดไม่รู้ว่าในตระกูลชิงแห่งนี้ซ่อนสัตว์ประหลาดเฒ่าไว้มากเพียงใด หากแหวกหญ้าให้งูตื่นขึ้นมา ต่อให้มีสิบชีวิตก็คงไม่พอให้หนีถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องมาตั้งแต่วินาทีแรกก้าวขาสู่งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นคุ้นเคยยังมีเรื่องของมารดามารดาของนางมาจากสายหลัก และสายรองชิงอำนาจทำล
“นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ
เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้
รอยแยกมิติปิดลงอย่างสมบูรณ์ แต่ความคลุ้มคลั่งของเขตระดับห้ายังสะท้อนก้องในหูหลี่หลิงเฟิ่งอยู่ นางมองไปรอบข้าง พบว่ากลับมายังที่เดิมใกล้รังมังกรดิน แต่อากาศเบื้องหน้าโปร่งใส สดชื่นกว่ามากนางยืนปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ก่อนกลิ่นอันคุ้นเคยพุ่งเข้าหานางราวลูกศร“ &ldquo
หลี่หลิงเฟิ่งหยุดยืนบนคานไม้สูง ด้านล่างเป็นลานกว้างมีเวรยามเดินตรวจเป็นช่วง ๆ“เราจะหนีตอนที่พวกมันยังไม่ทันรู้ตัวดีหรือไม่นะ” หลี่หลิงเฟิ่งคิดแวบหนึ่ง ก่อนส่ายหน้านางอุตส่าห์ลอบเข้ามาได้โดยไม่ถูกจับได้ นับว่าเป็นความโชคดีระดับสวรรค์เปิดทาง หากพลาดโอกาส ค





![สองแม่ทัพขย่มกลีบโบตั๋น (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

