Masukฉางเล่อ...ลืมตาขึ้นมาหลังความตายที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว นางพบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของ หร่วนฉางเล่อ ประมุขตระกูลหร่วนผู้มากรักหลายใจ ทั้งยังได้รับขนานนามว่าเป็นสตรีแพศยาอันดับหนึ่งของเมืองฉางอัน ...จากหญิงสาวยุคปัจจุบัน ...เข้าไปอยู่ร่างประมุขคนงามที่ทั้งเด็ดขาดและโหดเหี้ยม นอกจากจะต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง นางยังต้องเล่นละครเป็นหร่วนฉางเล่อที่ตนไม่เคยรู้จัก ความลับมากมายของตระกูลหร่วน อำนาจเบื้องหลังที่ทำให้ผู้คนชวนอกสั่นขวัญแขวน ยังมีสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาอยางจับผิดนั่นอีก!!! ยังดีที่นางมีช่วงพักกาย ...พักใจ ...พักสายตา สวรรค์...ผู้งานดีทั้งนั้นเลย!! คุณชายตระกูลนั้นก็น่ามอง ประมุขผู้นั้นก็หล่อเหลา ยิ่งเป็นบุรุษตระกูลเว่ยก็ยิ่งน่าดึงดูด โดยเฉพาะ...เว่ยหรงเหยียน คุณชายสามตระกูลเว่ย บุรุษที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผู้ใดคนนั้น!!!
Lihat lebih banyakความมืด...กระชากลมหายใจ
ความเจ็บปวด...ล่องลอยดุจปอยนุ่น
ความอาวรณ์ในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ ฉางเล่อหลับตาลงอย่างสงบ ยอมรับแล้วในทุกๆ โชคชะตาไม่ว่าวันนี้หรือในอดีต ไม่เสียใจที่เคยตัดสินใจช่วยไม่ให้เด็กคนหนึ่งถูกรถชน เพราะเทียบกันแล้วอนาคตที่ไร้วันพรุ่งนี้ของหญิงสาว แลกกับชีวิตในวันพรุ่งนี้ของเด็กน้อยให้มีโอกาสได้เติบโต ได้ใช้ชีวิต ได้มีโอกาสทำหลายๆ อย่างในสิ่งที่อยากทำ
ตั้งแต่ยังเด็กสุขภาพก็อ่อนแอเหลือทน พยายามแล้วที่จะดิ้นรนอยู่ให้นานที่สุด ทว่าเมื่อสวรรค์ลิขิตมาให้อายุสั้น ดังนั้นกล่าวโทษสิ่งใดล้วนไม่อาจแก้ไข...
“...ฟะ...ฟื้นแล้ว!!! ประมุขหร่วนฟื้นแล้ว!!! ให้คนรีบเข้าวังไปกราบทูลไทเฮาเร็วเข้า!!!”
เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้นจนน่าหนวกหู ฉางเล่อขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ หญิงสาวพยายามจะพลิกตัวหากไม่ใช่ว่า...ตอนนี้หญิงสาวกำลังนอนคว่ำ!!! ความเจ็บปวดแล่นลามมาจากหัวไหล่ด้านหลังข้างขวา มือข้างขวาสั่นเทา แผ่นหลังชาหนึบ ง่วงงุนทว่าก็อยากจะลืมตาขึ้นมามอง
เสียงพูดคุยดังสับสน เสียงฝีเท้าของคนไม่ต่ำกว่าสิบคน สัมผัสเย็นสบายที่ป้ายลงบนไหล่ แต่ก็มีความแสบร้อนและคันยุบยิบตามมา
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้รู้สึกตัวแล้วแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องคอยดูอย่าให้แผลอักเสบ พวกเรานับว่า...รักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว”
เสียงถอนหายใจตามมาหลังประโยคด้วยความโล่งอกนั้น ฉางเล่ออยากส่งเสียงแต่คอแหบแห้ง เรี่ยวแรงหดหายแม้แต่จะขยับริมฝีปากก็ยังทำไม่ได้
“คืนนี้ก็เฝ้านางให้ดีอย่าให้มีเรื่องผิดพลาด”
“ข้าเฝ้าเอง” เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นข้างเตียง แวบหนึ่งฉางเล่อคล้ายมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ต่อมาทั้งหมดนั้นก็เลือนรางอีกครั้ง
ห้วงของความทรงจำสุดท้าย...
“ฉิง ข้าหวังว่าเจ้าจะตัดสินใจไม่พลาด”
“นางกำลังจะตาย”
“ตอนที่เจ้าเอายาให้นางกินเข้าไป นางหมดลมหายใจไปแล้ว เจ้าควรปล่อยให้นางตาย”
“ใช่ ข้าควรปล่อยให้นางตาย แต่ข้า...ทำไม่ได้ ให้อย่างไรนางก็เคยช่วยชีวิตข้า เคยช่วยชีวิตพวกเจ้า ช่วยชีวิตครอบครัวของพวกเจ้า”
“แต่เจ้าก็รู้ว่านางทำอะไรหลังจากนั้น”
“ใช่ข้ารู้ แต่ข้ายืนมองนางตายไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้”
หญิงสาวได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านั้น แยกแยะได้ว่ามีสตรีหนึ่งและบุรุษอีกสี่คน นางพยายามลืมตาขึ้นมอง
“ประมุขหร่วนท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง” อีกฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเช่นนั้น
ประมุขหร่วน?? ใครกัน?
คำตอบของคำถามนั้น...
หลังจากรู้สึกตัวตื่นฉางเล่อถึงได้ตระหนัก แท้ที่จริงแล้วหญิงสาวฟื้นตื่นขึ้นมาในร่างของหร่วนฉางเล่อ สตรีวัยสิบเก้าผู้มั่งคั่ง ร่ำรวย
นอกเหนือไปจากนั้นนางยังเป็นประมุขผู้มากรักหลายใจ ทั้งยังได้รับขนานนามว่าเป็นสตรีแพศยาอันดับหนึ่งของเมืองฉางอัน!!
...จากหญิงสาวยุคปัจจุบัน เข้ามาอยู่ร่างประมุขคนงามที่ทั้งเด็ดขาดและโหดเหี้ยม ฉางเล่อได้แต่นั่งกุมขมับครุ่นคิดเพียงลำพังด้วยความสับสน ไม่เข้าใจ ไม่อยากเชื่อ
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดตรงประตูห้อง “ประมุขข้าเองเจ้าค่ะ ข้านำมื้อเที่ยงมาให้ วันนี้เป็นผัดเต้าหู้กับน้ำแกงปลาจินอวี๋”
“เข้ามาสิ” หญิงสาวจัดชุดบนตัวแล้วนั่งมองหญิงสาวอีกคนที่กำลังก้าวเข้ามาในห้อง หร่วนฉิง...คนสนิทของหร่วนฉางเล่อ เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดและได้ยินมาว่าเป็นเพียงคนเดียวที่หร่วนฉางเล่อไว้ใจ อีกฝ่ายเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าหร่วนฉางเล่อนั้น...จดจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่ได้
ใช่แล้ว...นั่นเป็นข้ออ้างที่สิ้นคิดที่สุดที่หญิงสาวนึกออก แต่ถึงตอนนี้มันก็ยังคงได้ผลอยู่ หร่วนฉิงเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปก็ไม่สงสัยสักนิด ที่สำคัญอีกฝ่ายยังช่วยปิดบังเพื่อให้เวลาหญิงสาวได้ปรับตัวอีกหน่อย
ไหล่ปวดตุบตอนหยิบตะเกียบขึ้นมา หน้าผากเองก็เจ็บแปลบ... ได้ยินหร่วนฉิงบอกว่าไทเฮาโดนลอบสังหาร นางที่อยู่ใกล้ที่สุดสละชีวิตเพื่อปกป้องไทเฮาแคว้นเก่อเก๋อ
ใช่...ฟังไม่ผิดหรอกที่นี่ก็คือแคว้นเก่อเก๋อ ดินแดนที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ ไม่มีในแผนที่ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นในบันทึก ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วที่นี่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียงโลกอีกใบที่อยู่คนละมัลติเวิร์ส[1]...
[1] พหุภพ หรือ พหุจักรวาล คือแนวคิดตามสมมติฐานว่ามีเอกภพจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นและสลายไปอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเอกภพซึ่งก็คือโลกปัจจุบันของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น
“สรุปแล้วตั้งแต่ก่อนแต่งนางก็ชอบเกี้ยวพาคุณชายเว่ย แต่งงานแล้วนางก็ยังเกี้ยวพาเขาไม่หยุด แต่พอ...”“อะไร”“พอถูกเขาเกี้ยวบ้างนางกลับหน้าแดงหันหน้าหนีน่ะสิ!!”ทุกคนหัวเราะ “จริงหรือ!”“ได้ยินมาว่านับตั้งแต่ไม่มีประมุขตระกูลคหบดี การค้าขายก็นับว่าคึกคักยิ่งนัก แม้ไม่ร่ำรวยมั่งคั่งเหมือนเมื่อก่อน แต่ตระกูลใหญ่ในอดีตก็ตั้งโรงทานกันบ่อยครั้ง ข้าชอบบรรยากาศการค้าขายแบบนี้มากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ ข้าชอบที่เหล่าคหบดีไม่ต้องไปพัวพันกับเหล่าขุนนาง”“นั่นสินะ เห็นการล่มสลายของตระกูลซูครั้งนั้น ข้าเศร้าใจจริงๆ”“เฮ้อ...”หร่วนฉางเล่อก็ยังกลายเป็นหัวข้อข่าวลือของผู้คนในเมืองฉางอัน แม้ตอนนี้นางแต่งงานก็ยังมีข่าวลือว่านางชอบเกี้ยวพาสามีต่อหน้าผู้อื่น บางครั้งยังมีข่าวลือให้ได้ยินอยู่บ้างว่าองครักษ์ของนางที่เหลืออีกสองคน อาจจะเป็นชู้รักของนางข่าวลือเรื่องเว่ยหรงเหยียนใช้การไม่ได้ถูกแก้ไข แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อ เพราะมีคนรักก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะมีข่าวว่าหร่วนฉางเล่อตั้งครรภ์ แต่ทุกคนก็ยังสงสัยว่าเป็นบุตรขางเว่ยหรงเหยียนจริงๆ หรือกระทั่งนางคลอดบุตรชายที่หน้าตาเหมือนเว่ยหรงเหยียน ทุกคนจ
ยาก...แน่นอนไม่มีสิ่งใดง่าย แต่หากทำได้ก็จะลดปัญหาลง จะไม่มีตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยมั่งคั่ง สวนทางกับร้านค้าเล็กๆ ที่แทบไม่มีโอกาสแข่งขัน รายได้กระจายสู่ชาวบ้าน การค้าขายไม่จับกลุ่มอยู่กับเพียงแค่ไม่กี่ตระกูลราคาสินค้าทุกอย่างสมควรให้ราชสำนักเป็นผู้ที่ควบคุม ป้องกันการฉวยโอกาสในยามที่มีสินค้าอย่างใดขาดแคลนแคว้นเก่อเก๋อ รัชสมัยฮ่องเต้จ้าวหลงปีที่หกสิบรัชทายาทถูกปลดจากตำแหน่ง องค์ชายห้าถูกเนรเทศไปยังชายแดน ไทเฮาถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในตำหนักไท่หยาง หลังการตรวจสอบตระกูลคหบดีแล้วพบว่าทั้งห้าตระกูลล้วนเกี่ยวพันกับอำนาจในราชสำนักทว่า...หลังการกักบริเวณ ตระกูลทั้งห้าภายใต้เงื่อนไงการจ่ายภาษีและกระจายสินค้าโดยไร้ซึ่งการผูกขาด แม้ทรัพย์สินถูกยึดเข้าท้องพระคลังจนลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นพวกเขากลับเป็นอิสระอย่างแท้จริง...---บทส่งท้าย---หน้าจวนตระกูลหร่วนวันนี้แขวนโคมแดงซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นมงคล หร่วนฉางเล่อในชุดเจ้าสาวทว่าไร้ผ้าคลุมหน้า นางกับคนสนิทสองคนยืนอยู่ที่ประตูจวน ด้านหน้ามีขบวนเจ้าบ่าวที่กำลังตรงมา เสียงมโหรีบรรเลงท่ามกลางเสียงของการแสดงความยินดี เว่ยหรงเหยียนขี่ม้าสวมชุดเจ้าบ่าวยิ
นางมองหร่วนซีด้วยความสิ้นหวัง หร่วนซีกลับหลบตานาง “หากอยากให้ข้ากับหร่วนตงจากไป ท่านต้องให้พวกเขารั้งอยู่”หญิงสาวมองพวกเขาด้วยความขัดใจ “ข้าออกคำสั่ง”“ข้าไม่ฟัง” หร่วนเป่ยมองนาง“เว้นเพียงเรื่องนี้ ประมุข...ข้าก็ไม่ฟัง” หร่วนหนานเองก็ส่ายหน้า แล้วนางจะทำอย่างไรได้เล่า...ขบวนโลงศพเคลื่อนออกจากจวนตระกูลหร่วนไปบนเขา ระหว่างนี้หญิงสาวรู้ดีว่าราชสำนักกำลังเกิดระลอกคลื่นลูกใหญ่ ภายใต้ขั้วอำนาจที่กำลังหมายตาเพื่อสนับสนุนคนของตัวเองให้สามารถเป็นใหญ่ ความขัดแย้งที่ก่อตัวมานานกำลังจะถึงเวลาอิ่มตัวรัชทายาทกับองค์ชายห้าก่อเรื่องใหญ่เอาไว้ ฮ่องเต้ทรงสักกักบริเวณเพื่อลงโทษ หากสอบสวนแล้วพบว่ามีความผิด ทั้งซ่องสุมกำลังคน ทั้งเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย รวมไปถึงเรื่องราวการตายของคนหลายๆ คน แผนการที่ทำให้เกิดการสูญเสียบนเนินเขาสูงใต้ต้นอวี้หลานที่กลีบดอกร่วงโรยเต็มพื้น หร่วนฉางเล่อมองส่งรถม้าที่กำลังแล่นลงเขา ด้านหลังของนางมีเว่ยหรงเหยียนและหร่วนตงกับหร่วนหนานนึกถึงความผูกพัน เสียงหัวเราะ สิ่งที่เคยเผชิญหน้าด้วยกัน เคยร่วมเป็นร่วมตาย เคยนั่งล้อมวงกินหม้อไฟ ความสุขที่แสนสั้น ทว่าความผูกพันกลับไม่อาจ
“พี่ใหญ่กล่าวเสมอทุกครั้งที่พวกเราได้รับอนุญาตให้พบกัน นางกล่าวว่าท่านเป็นคนดี นางรู้สึกผิดทุกครั้งที่นางทำผิดต่อท่าน นางไม่ได้อยากให้ท่านผิดหวังในตัวนาง ประมุขหร่วนข้าขอโทษ ขอโทษที่ทำให้ท่านเจ็บปวด ขอโทษที่เป็นต้นเหตุ ข้า...”“ไม่ต้องขอโทษแล้ว ข้ารู้...ข้ารู้”นางเงยหน้าขึ้นมองโลงศพจากนั้นพลันสบตากับหร่วนซี ในใจของหญิงสาวกำลังใคร่ครวญในหลายๆ เรื่อง แท้ที่จริงแล้วมั่งคั่ง ร่ำรวย มีผู้สนับสนุน มีอำนาจมากมายอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถควบคุมหลายๆ สิ่ง เหนือจากคนตระกูลหร่วน มีนางเป็นผู้ควบคุม เหนือจากนางก็ยังมีไทเฮา เหนือจากไทเฮาก็ยังมีฮ่องเต้ แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังไม่สามารถควบคุมทุกๆ ขั้วอำนาจให้อยู่ในกรอบการแก่งแย่ง อำนาจ ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวังวนที่ทำให้ผู้คนสามารถเข่นฆ่ากันและกัน พี่น้องเองก็ไม่เว้น หร่วนฉิงพูดถูกแล้วนางไม่อาจไว้ใจผู้ใดเลยในสวนเรือนอวี้หลานหญิงสาวนั่งเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จากที่นี่มองไม่เห็นดวงดาวสักดวง ค่ำคืนอันมืดมิด ความเงียบที่ทำให้คนสามารถคลุ้มคลั่งได้ความเศร้าปกคลุม ความอาลัยกระเพื่อมไหวในใจที่สิ้นหวัง ตอนนั้นเองที่เสื้อคล
“ข้า...จะพาเจ้ากลับบ้าน พวกเรากลับบ้านกันเถิด” น้ำตาของนางหยดลงบนแก้มของหร่วนฉิง นางสูดจมูกรีบเช็ดออก “ข้าขอโทษทำเจ้าเลอะแล้ว” ตอนขยับยกศีรษะอีกฝ่ายขึ้นกอด นางสะอื้นออกมาราวกับจะขาดใจการทำใจจากลานั้นยากยิ่ง...เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงกระซิบเรียก “ฉางเล่อ...”นางเงยหน้าขึ้นมองเมื่อใครบ
“นี่เป็นตราของร้านใบชา หากจะขนส่งชาลงเรือหรือลงเรือเพื่อส่งชาไปต่างต่างเมืองจะต้องมีตรานี้”เจ้ากรมอาญาพยักหน้า “เมื่อสามวันก่อนข้าจับคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังลักลอบไปยังท่าเรือตระกูลเว่ย พบว่าพวกเขาแอบให้สตรีนางหนึ่งกับบุตรสาวลงไปอยู่ในหีบ กำลังจะส่งลงเรือ”!!! นางขมวดคิ้ว“ตรานี้ถูกค้นพบบนตัวของคนผู้น
ชายหนุ่มมองหร่วนตง “ท่านหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ” เขาจึงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ แต่พรุ่งนี้ยังคงต้องพักอยู่กับจวนอีกสักวัน ให้มั่นใจว่าไข้จะไม่กลับมาอีก ที่ร้านไม่มีอะไรแล้ว เหลือเพียงบัญชีที่จวนยังสะสางไม่เสร็จ ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนอีกสักวัน”“ได้ข้าเชื่อฟังท่าน!”หร่วนซีกลอกตา “ขอแค่ได้กินหม
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้า หร่วนซีกำลังเดินนำสาวใช้สองคนเข้ามา “โจ๊กปลากับยาขอรับ”แล้วเว่ยหรงเหยียนก็รับมา ป้อนนางทีละคำ “กินอะไรหน่อยจากนั้นจะได้ดื่มยา กินได้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งหายเร็วเท่านั้น”“ไม่หิวเลย” นางบ่น“กินสักหน่อย ข้าป้อนเอง” เขาจับช้อนตักโจ๊กส่งมาถึงปาก หญิงสาวอ้าปากรับตอนเคี้ยวก็ยังพิงไหล่


















Ulasan-ulasan