เข้าสู่ระบบ“ทะ...ท่านแม่...ตะ...ตัดหัว” หลินเหยาหลบอยู่หลังท่านแม่ ตลอดชีวิตไม่เคยโดนคำขู่ร้ายแรงเพียงนี้ เห็นทีว่าจวนจวิ้นอ๋องมิใช่ที่จะอวดเบ่งบารมีได้
ซูหลันหนี่ว์ทรุดลงกับพื้นหน้าประตูจวนหากไม่ได้สาวใช้พยุงไว้คงพับไปแล้ว การจะมาเยี่ยมเว่ยเหยามิคิดว่าจะมีความผิดเพียงนี้เชียวหรือ
“ใช่...อยากเข้าอีกหรือไม่” น้ำเสียงทรงพลังด้านหลังทำให้ทั้งซูหลันหนี่ว์กับบุตรสาวต้องคุกเข่าขอประทานอภัย
“ขออภัยเพคะองค์รัชทายาทหม่อมฉันเพียงแต่อยากมาเยี่ยมบุตรสาวเท่านั้น” เสียงละล่ำละลักแก้ตัวนั้นไม่เป็นผลนัก เพราะองค์รัชทายาทโกรธแล้ว กระทั่งพระชายาองค์รัชทายาทก็มิอาจทัดทานได้
“ฟังประสาคนไม่รู้เรื่องหรือ จวนจวิ้นอ๋องไม่ต้อนรับคนนอก” เขาปล่อยให้สองแม่ลูกนี้เข้าไปมิได้ เพราะเป็นฮูหยินเสนาบดีกลาโหม แล้วตำหนักบูรพากับจวนจวินจวิ้นอ๋องล้วนกำลังถูกจับตามองจากเสด็จพ่อ จะมีผิดพลาดสักเพียงนิดไม่ได้ ตอนนี้ข่าวว่าเขาจับขั้วอำนาจหวังรวบแผ่นดินไว้เบ็ดเสร็จก็ถึงหูเสด็จพ่อแล้ว จึงต้องห่างเหินกับตระกูลซ่งสักระยะ
“ผู้แทนฝ่าบาท...ไฉ่กั๋วกง...มาแล้ว” เสียงขันทีของฝ่าบาทพูดนำมาตั้งแต่ลงจากรถม้า ทำให้องค์รัชทายาทและคนทั้งหมดหลีกทางให้
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท” ไฉ่เฉินกั่วกงนำตราของฝ่าบาทถือมาด้วย นั้นแสดงให้รู้ว่าเขาเป็นผู้แทนที่จะมาตรวจเยี่ยมลูกสะใภ้ตน แต่พวกเขาทั้งหมดย่อมรู้ว่าเสด็จพ่อให้มาสอดส่องเรื่องภายในจวน
“ลำบากไฉ่กั๋วกงแล้ว”
“มิลำบาก รับสั่งฝ่าบาทเป็นข้าแผ่นดินย่อมสนองคุณฝ่าบาท”
“เช่นนั้นเชิญด้านในก่อน” องค์รัชทายาทกล่าวเป็นกันเอง ทั้งท่านขันทีและหมอหลวงส่วนพระองค์เสด็จพ่อก็มาด้วย
สองแม่ลูกมองตาม แต่ไม่กล้าเข้าไป เห็นทีว่าภายในคงจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่เวลาที่นางกับลูกสาวจะสอดรู้สอดเห็นในยามนี้ จึงล่าถอยกลับไปก่อน
ซ่งเว่ยเหยาหลับไปหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันแล้ว แต่ยังไม่เห็นมีท่าทีว่าจะฟื้น ไฉ่เฉินกำหมัดแน่น เขาเห็นนางทุกข์ใจสวดมนต์อยู่อารามหย่งเล่อเพียงลำพังก็สงสารแล้ว ยามนี้โดนสามีทำให้ต้องนอนนิ่งสนิทกับเตียง ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดไร้สีเลือด มองอย่างไรก็ยังน่าเป็นห่วง
หัวหน้าหมอหลวงประชุมเรื่องการรักษาและอาการของพระชายาจวิ้นอ๋องอย่างเคร่งเครียด ตอนนี้จัดยาถวายล้วนแล้วแต่ต่อต้าน ทำให้จวิ้นอ๋องและองค์รัชทายาท นั่งไม่ติด
จวิ้นอ๋องเองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาไม่ได้สนยศตำแหน่งใด สนแต่เพียงให้นางฟื้นขึ้นมาเถอะ เขาอยากขอโทษนาง
“สงสารนางนัก” ในขณะที่ทุกคนกำลังเงียบ ท่านกั๋วกงก็เอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนมองไปที่นางเป็นตาเดียว แล้วก็ลุ้นว่าท่านกั๋วกงจะกล่าวอย่างไรต่อไปอีก
“ข้าเคยฟังเจ้าสวดมนต์ น้ำเสียงเจ้าไพเราะยิ่ง เจ้าตื่นมาสวดอีกได้หรือไม่” ถ้อยคำนั้นเหมือนพูดให้กำลังใจผู้ป่วยทั่วไป แต่เหมือนมันจะได้ผล เพราะว่ามือของนางสั่นเล็ก ๆ
“ท่านหัวหน้าหมอหลวง...นาง...นางขยับมือ” ท่านกั๋วกงกล่าวออกมา แววตาเขาปลื้มปีติยิ่งนัก แต่ทว่าจวิ้นอ๋องก็แทรกเข้าไปหานางทันที
“เว่ยเหยา...เจ้า...เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วเหรอ...ข้ารอเจ้าอยู่นะ” จวิ้นอ๋องตื่นเต้นยิ่งนัก ไม่คิดว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเขาไม่เคยสนใจและใส่ใจนาง จนวันนี้เพิ่งรู้ว่านางนั้นมีความสำคัญกับเขาเช่นเดียวกัน
ไฉ่กั๋วกงถอยออกมา แล้วก็ให้ท่านหัวหน้าหมอหลวงตรวจอาการ สีหน้าของท่านหัวหน้าหมอหลวงเหมือนจะดีขึ้นหน่อย แต่เสียงของนางเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง
“พี่อาหง...พี่อาหง...ข้าจะ...ข้าจะรอท่าน”
พี่อาหง...รอ!!
สองคำนี้ทำให้จวิ้นอ๋องขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่านางหมายถึงใครแต่ทว่าเขาใจเต้นระรัวยิ่งนัก หรือนาง?
“ทูลองค์รัชทายาทจวิ้นอ๋อง...พระชายาจวิ้นอ๋องฟื้นแล้ว” น้ำเสียงของหัวหน้าหมอหัวยินดียิ่ง เพราะได้รับคำสั่งให้ดูแลนางให้ดี ต้องรักษานางให้หาย ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
เป่ยเป่ยที่หลบอยู่ด้านหลัง เมื่อได้ยินว่านายหญิงจะฟื้นแล้วนางก็ดีใจยิ่งนัก สีหน้าของนางคลายความกังวลไปหลายส่วน อย่างน้อยนายหญิงของนางก็รู้สึกตัวแล้ว
เว่ยเหยาพยายามกะพริบตาถี่ ๆ แล้วก็ลืมตาแต่ทว่ามีอาการจี๊ดที่หัวจนต้องหลับตาลง กับปวดกระบอกตาเป็นอย่างมาก แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
“เป่ยเป่ย...เจ้าอยู่หรือไม่...จุดตะเกียงหน่อย” เสียงแหบเพราะขาดน้ำเรียกสาวใช้คนสนิท ไม่รู้ว่านี่ยามใดแล้ว จวิ้นอ๋องให้นางเข้าวัง นางต้องเตรียมตัว
เป่ยเป่ยเอามือปิดปากกลั้นสะอื้น นายหญิงของตัวเองมองไม่เห็นแล้ว น้ำตาของนางรินออกมาไม่หยุด กระทั่งไฉ่กั๋วกงเองก็ไม่อาจทนอยู่ได้ เขาต้องออกไปด้านนอก
“เว่ยเหยา...นี่ข้าเองนะ...จวิ้นอ๋องสามีเจ้า” หงจื่อ
จวิ้นอ๋องจับมือของภรรยาตัวเอง มือนางเย็นและสั่นเล็ก ๆ ส่วนอีกมือก็โบกไปมาในอากาศจนเขาต้องจับมันมารวบไว้ อาการของพระชายาเป็นที่สะเทือนใจของทั้งคณะหมอหลวงกระทั่งองค์รัชทายาทก็เช่นเดียวกัน“จวิ้นอ๋อง...ท่าน...ท่านมาตามข้าแล้วหรือ ข้าเพิ่งตื่นจะรีบแต่งตัวเพคะ” เว่ยเหยารีบลุกขึ้น แต่นางก็ล้มลงอีกด้วยความเจ็บปวดที่หัวอย่างรุนแรง
โอ๊ย!!!
เสียงนั้นทำให้ทั้งเป่ยเป่ยและจวิ้นอ๋องตกใจ
“พระชายาเพคะ...อย่าเพิ่งลุกเพคะ” เป่ยเป่ยเข้ามานั่งใกล้ ๆ บอกนายหญิงของตัวเอง
“ไม่ได้...เดี๋ยวไม่ทัน...แล้วทำไมยังไม่จุดตะเกียงอีกข้ามองไม่เห็น” เว่ยเหยารู้สึกหงุดหงิดจึงตวาดสาวใช้อีกหนึ่งคำ นั่นเรียกเสียงสะอื้นให้กับเป่ยเป่ย
“เจ้า...เจ้าจะมองไม่เห็น...อาจจะระยะสั้น ๆ เจ้าใจเย็น ๆ ข้าจะหาหมอมารักษาเจ้าให้จงได้” จวิ้นอ๋องกัดฟันบอกในสิ่งที่ไม่ควรบอกไปในที่สุด แล้วนางก็ดูเหมือนจะสงบลง
“มองไม่เห็นงั้นเหรอ” เว่ยเหยาสับสน เหตุใดถึงมองไม่เห็น นางพยายามทบทวนเหตุการณ์ แล้วก็จำได้ว่าจวิ้นอ๋องเป็นคนผลักนางและหลังจากนั้นก็ไม่รับรู้อีกเลย
ข้าเป็นพระชายาตาบอดงั้นเหรอ?
“เจ้าใจเย็น ๆ อย่าขยับกินยานี่หน่อยนะ” สาวใช้นำยาที่ต้มมาให้นางกิน เขาจับมันยกขึ้นแล้วเป่าให้อุ่นป้อนให้นางโดยมีเป่ยเป่ยช่วยพยุงขึ้น
เว่ยเหยาเหมือนตัวเองฟั่นเฟือนไปแล้ว นางไม่รับรู้ความขมของยาเลยสักนิด ยามนี้เหมือนตัวเองตายไปแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ได้ยินเสียงพวกเขาเหล่านี้ นางติดอยู่ในโลกแห่งความมืดมนงั้นเหรอ
ท่าทางที่นิ่งเฉยไม่ตอบสนอง กระทั่งยาก็ไม่กลืนลงไป ทำเอาจวิ้นอ๋องเจ็บปวดใจ เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่น่าดื่มเหล้าเมามายขนาดนั้น เขา...เป็นความผิดของเขาเพียงคนเดียว
“เจ้ากินยาสักนิดเถอะนะ” เสียงของเขาแหบเครือขึ้นมาดื้อ ๆ ความเจ็บปวดสะท้อนออกมาในดวงตาแดงก่ำ นางต่อว่าด่าทอทุบตีเขาดีกว่านิ่งเช่นนี้
“เป่ยเป่ย...ข้าปวดหัวอยากพัก” หยาดน้ำตาของเว่ยเหยาไหลลงข้างแก้มสองข้าง เป่ยเป่ยเองก็เจ็บปวดใจแทนนายหญิง
แต่เล็กก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจ เหตุใดจึงต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ นางมองท่านอ๋องด้วยความคับแค้น นายหญิงปฏิเสธแล้วแท้ ๆ ท่านอ๋องก็ยังไปรับนางมาทรมานเช่นนี้ การอยู่ในโลกนี้โดยไม่เห็นสิ่งใดเลยย่อมทำให้ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายจากเสียอีก
“เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนให้ดี ข้าก็ออกไปก่อน” จวิ้นอ๋องไม่รบกวนการพักของนาง กำชับเป่ยเป่ยดูแลนางให้ดี แล้วเขาก็ออกมาด้านนอก
เสด็จพ่อยังรั้งอยู่โดยมีไฉ่กั๋วกงก็ยังไม่ได้กลับเช่นเดียวกัน เขาเหมือนกำลังหารือบางอย่างกับท่านหมอ แล้วท่านพ่อก็เดินมาพูดกับเขาบางคำ
“นางไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เสด็จปู่เจ้าจะได้ให้อภัย” แน่นอนว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงอยู่ ใบหน้าขององค์ไท่จื่อแย้มยิ้มขึ้นมา นั่นทำให้ไฉ่เฉินหันขวับมามองพ่อลูกเห็นแก่ตัวคู่นี้
สตรีตัวเล็กเพียงคนเดียวต้องมาประสบเคราะห์อย่างน่าสงสาร แต่ทั้งคู่ดูห่วงยศถาบรรดาศักดิ์นัก
‘มิคู่ควร!’
คำนี้ผุดขึ้นในหัวของเขา เขาไม่ชอบใจนักที่มีบุรุษเห็นสตรีเป็นเรื่องมือเช่นนี้ นางควรมีชีวิตที่ดี นางเป็นผู้หญิงที่งดงามน่ารัก แต่พวกเขาทำเหมือนนางเป็นของชิ้นหนึ่งที่มีประโยชน์ก็ดูแล ไร้ประโยชน์ก็ทิ้งขว้าง แล้วก็มองไปยังคนในเรือนด้านในอย่างรู้สึกสงสารนัก หากสิ้นแผ่นดินฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแล้ว คิดว่าชีวิตนางไม่ง่ายนัก
เขาสืบรู้ว่ามาไท่เจื่อเฟยคิดเอาลูกสาวคนรองของเสนาบดีซ่งขึ้นมาเป็นชายาอีกคนของจวิ้นอ๋อง มารดาของซ่งหลินเหยาเป็นญาติห่าง ๆ ของไท่จื่อเฟย เช่นนี้แล้วก็หมายอยากรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เหตุใดไม่แต่งกับบุตรสาวคนรองเสียสิ้นเรื่อง เหตุใดต้องลากนางมาเกี่ยวข้องด้วย
‘ชะตาชีวิตของซ่งเว่ยเหยารันทดนัก’
“ทูลไท่จื่อ...จวิ้นอ๋อง...ข้าและท่านหัวหน้าหมอหลวงต้องขอตัวไปทูลต่อฝ่าบาทถึงอาการของพระชายาจวิ้นอ๋อง ต้องขอตัวก่อน วันพรุ่งนี้จะเข้ามาใหม่” ไฉ่เฉินค้อมกายคำนับแล้วออกจากจวนไป ภายในใจเมื่อเรื่องคับแค้นยิ่ง
“เช่นนั้นเชิญท่านกั๋วกง”จวิ้นอ๋องกล่าวลาและส่งท่านกั๋วกงขึ้นรถ ทั้งเสด็จพ่อของตัวเองด้วย
ยามนี้เขาไม่ได้สนใจอำนาจใดเหมือนกับเสด็จพ่อ เขาเพียงขอให้นางหายดีก็เพียงพอแล้ว
ในห้องนอนของเว่ยเหยานางยังปรับตัวไม่ได้ ดวงตาที่มองไม่เห็นก็เหม่อเช่นนั้น ทำเอาเป่ยเป่ยเป็นห่วงยิ่งนัก แม้ว่าร่างกายจะนอนพักแต่นางรู้ดีว่านายหญิงของนางนั้นมิได้หลับ
“นายหญิงพักผ่อนนะเจ้าคะ เมื่อนายหญิงหายดีเราจะไปสวดมนต์ที่อารามด้วยกันอีก ป่านนี้พระอาจารย์ผู้เฒ่าคงมองหานายหญิงแล้ว” รอยยิ้มเดียวที่เป่ยเป่ยพบได้สองเดือนที่ผ่านมา คือเวลาฟังธรรมจากพระอาจารย์ผู้เฒ่าเท่านั้น
“ข้าจะมองไม่เห็นไปตลอดชีวิตหรือไม่”
“อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้าแอบฟังท่านหมอพูดคุยกัน เพียงบอกว่านายหญิงอาจจะมองไม่เห็นชั่วคราวหรือไม่...” เป่ยเป่ยหยุดไว้แค่นั้นไม่อยากพูดให้นางหญิงท้อใจ แม้ว่าความหวังเลือนรางริบหรี่เพียงใด นางก็เชื่อว่านายหญิงต้องหายแน่นอน
“เจ้าอย่าปลอบใจข้า” นางตระหนักได้แล้วว่าเคราะห์ที่ถึงชีวิตยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้แน่ นางยังไม่ตายแค่มองไม่เห็น แต่หลังจากนี้เล่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับนาง
จวิ้นอ๋องว่าที่ขั้วอำนาจทางการเมืองเมื่อฝ่าบาทสละบัลลังก์ ไท่จื่อขึ้นครองบัลลังก์มังกร บัลลังก์หงส์ต้องตกเป็นซูหนิงไท่จื่อเฟย มารดาของแผ่นดิน แล้วลูกชายของนางที่เป็นองค์รัชทายาทจะมีชายาตาบอดไปได้หรือ
ยิ่งซูหลันหนี่ว์เป็นญาติห่าง ๆ ของพระนางด้วยแล้วไม่แคล้วน้องสาวของนางคงได้ตำแหน่งชายานี้กระมัง
“ตระกูลซ่งมาหรือไม่” นางถามขึ้น
“มาเจ้าค่ะนายหญิง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายใน คำสั่งเด็ดขาดไม่รับแขก ตอนนายหญิงไม่ฟื้นอาการน่าเป็นห่วง ภายนอกลือข่าวเสียหาย ว่ากันว่าฝ่าบาททรงกริ้ว สะเทือนตำแหน่งองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยกระซิบเพียงข้างใบหูนายหญิงเพราะด้านนอกมีคนมากมาย
“ขอบใจเจ้ามาก เจ้าระวังให้ดีข้าตาบอดเช่นนี้ต้องมีคนคิดทำร้ายข้าแน่”
“ฝ่าบาทมิให้แต่งสตรีใดเข้าจวนจวิ้นอ๋องนะเจ้าคะ” นี่ก็ที่นางเดินไปแอบได้ยินทหารในรถม้าคุยกันแบบกระซิบ ระหว่างที่นายหญิงไม่ฟื้นนางต้องหาข่าวจากตรงโน้นทีตรงนี้ที อยากรู้ว่าเหตุใดจวิ้นอ๋องจึงกังวลใจนัก และนายหญิงจะมีโอกาสฟื้นหรือไม่
“หึ...! มิน่าเขาถึงดีใจที่ข้าฟื้น ข้ายังพอมีประโยชน์นี่เอง” เว่ยเหยาในที่สุดก็รับรู้ว่า นางตายไม่ได้ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นห่วง แต่เพราะอำนาจตัวเองในมือเท่านั้น
“โธ่...นายหญิง” เป่ยเป่ยสงสารนายตัวเองยิ่งนัก
“เจ้าไปขนที่นอนมานอนข้าเตียงข้าเถิด” ยามนี้เป่ยเป่ยเป็นตาแทนนาง นางไม่ไว้ใจผู้ใดอีก จากนี้ต้องระแวดระวังให้มาก
“เจ้ามีญาติหรือน้องสาวที่ไว้ใจได้หรือไม่ หากมีให้นางมาเป็นสาวใช้ข้างกายอีกคน เจ้าคนเดียวอาจจะพลาดพลั้งได้”
เป่ยเป่ยรู้สึกขนลุกนักกับคำพูดของนายหญิง การกลับมาจวนจวิ้นอ๋องครั้งนี้ หาความสงบมิได้เลยอย่างนั้นหรือ
จนถึงวันที่ไฉ่เฉินต้องเดินทาง หงจื่อก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ เพียงแต่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงทั้งอยากพานางไปอยู่ที่จวนด้วยกัน “ท่านเดินทางปลอดภัยนะ” เว่ยเหยามาส่งเขาที่หน้าจวนอวยพรให้เขาปลอดภัยกลับมา แต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขากลับแช่งชักเสียนี่ “ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมา” “เจ้า...!” สายตาของบุรุษทั้งสองส่งกันไปมาราวกับจะวางมวยจนเดือดร้อนคนท้องอย่างนางต้องห้ามทัพ “ท่านรีบไปเถิดสายแล้วจะร้อนเอาได้ ขอให้ท่านมีชัยกลับมา” “เจ้าอยู่ทางนี้ก็รักษาสุขภาพด้วย” เขามีแต่ความหวังดีให้กับนาง แม้ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากได้นางมาครอบครองก็ตาม “พอแล้วจะไปก็รีบไป เดือดร้อนเมียข้าต้องลำบากมายืนส่ง” เขาไม่ชอบใจนักที่นางใส่ใจคนอื่นแต่รังเกียจเดียดฉันท์เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น “หึ...พูดให้มันดี ๆ” นางส่งสายตาอำมหิตกลับมาทำให้คนที่ปากดีเมื่อครู่สะดุ้งแล้วยิ้มเจื่อนทันที “ขอโทษจ้ะ...เมียจ๋าอย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวลูกอารมณ์ไม่ดี” เขาเดินเข้ามาหมายจะลูบท้องนาง แต่นางเดินหนีเขาอย่างเคย “ไม่ต้องตามข้าจะพักผ่อนเหม็นเจ้านัก
คนช่างตื๊อยิ้มเห็นฟันขาวครอบทุกซี่ให้กับภรรยา เขานั่งรถม้าตามนางมาเช่นกัน แล้วให้คนของเขาจัดการเอาเป่ยเป่ยไปเก็บชั่วคราว แล้วตัวเองก็ถือดอกไม้เดินตามหลังนางมาจนถึงด้านบนโดยที่นางไม่รู้ตัวเลย “ข้าถือดอกไม้มาให้เจ้าไหว้พระ ไปเถิดไปไหว้พระกัน” เขาจับมือนางเดินเข้าไปแต่ก็โดนสะบัดหลุดออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี แต่ทว่าเขาก็ไม่ถือโทษโกรธนาง เพราะตัวเองทำผิดไว้มากจริง ๆ “ข้าไม่อยากทำบุญร่วมกับท่านออกไป ข้าจะไหว้พระ” “ห้ามกันได้ที่ไหนทำบุญร่วมกัน อย่างไรเจ้ากับข้าก็ต้องได้เกิดเป็นคู่ทุกภพชาติอยู่แล้ว” นอกจากหน้าหนาแล้วเขาก็ยังหน้ามึนอีกต่างหาก ง้อไปเรื่อย ๆ จนกว่านางจะให้อภัย เว่ยเหยาพยายามทำใจให้เย็น ใจให้เป็นกุศลที่สุด วันนี้มาทำบุญหลังจากผ่านเคราะห์กรรมมาแล้ว นางรอดชีวิตมาได้นับว่าโชคดี จากนี้คิดว่าจะทำกุศลให้หนักหน่อย แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นมารขัดขวางบุญที่นางจะทำเสียนี่ นางจึงไม่สนใจเขาแล้วเข้าไปไหว้พระขอพรจากพระด้านใน นางนั่งสวดภาวนาราวหนึ่งเค่อ แล้วก็ออกมาด้านนอก ด้านบนอารามร่มรื่นนักจนนางไม่อยากกลับด้วยซ้ำ หากไม่เพราะว่ามีคนที่ไม่ได้อยากให้ม
รถม้าของทั้งสี่คนเคลื่อนมายังเมืองหลวง หลังจากส่งเว่ยเหยาที่จวนกั๋วกงแล้ว เขาทั้งสองก็รีบเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที เพราะเมียคนดีของเขานั้นไม่อยากกลับจวนของเขา จำเป็นต้องมาส่งที่นี่ ดีกว่าให้หางเลือกกลับไปยังชายแดนบูรพาเสี่ยงอันตรายคนเดียว “คืนนี้ห้ามเจ้าลงกลอน ไม่งั้นเจอดีแน่” “ข้าก็อยากเจอที่ดีของเจ้าสักแค่ไหน” ไฉ่เฉินอยากทรมานมันให้ถึงที่สุด ดูสิจะหอนขนาดไหน สมน้ำหน้าแล้ว “เจ้าคนชั่ว” “ขอบคุณที่ชม” สุดท้ายก็ไม่อาจทำให้มันโอนอ่อนได้ จึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจแล้วรายงานต่อเสด็จปู่เรื่องที่เจอมาก่อน หลังจากหารือแล้วส่งทหารลงไปแทรกซึมพร้อมจัดการให้สิ้นซาก ก็ถึงเวลาแยกย้าย แต่ทว่าไท่หวงจื่อเรียกหลานชายให้อยู่ก่อน “หงจื่อ...เจ้าไม่คิดจะรับตำแหน่งคืนจริง ๆ หรือ ปู่ว่าอย่างน้อยเป็นหน้าเป็นตากับภรรยาเจ้าไม่ดีหรือ” เขาอายุขนาดนี้แล้ว เรื่องอำนาจใดล้วนไม่อยากมีแล้ว ส่งต่อให้ลูกหลานจนสิ้นจะดีกว่า อีกไม่เกินสามปีคิดจะสละบัลลังก์ให้กับลู่จื่อขึ้นแทน เขานั่งมานานแล้วบัลลังก์มังกร มันเหนื่อย “เห้อ...ทูลเสด็จปู่หลานก็ไม่ใช่ไ
“เดี๋ยวปล่อย...ปล่อยข้า...ปล่อยข้า...อื้อ...!” ไฉ่เฉินรู้ว่ากำลังจะโดนนำตัวไปขึ้นเขียงก็ร้องโวยวายไปตลอดทาง เขาโดนมัดมือไม่พอยังโดนมัดขาอีก เมื่อเข้าไปในกระโจมที่มีผ้าแดงคลุมราวกับนี่จะเป็นคืนเข้าหอของเขาก็ไม่ปาน แต่ทว่ากลับไม่ได้เป็นการเข้าหอแบบปกตินี่สิ นี่มันข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าชัด ๆ ข้าจะไม่ยอมโดนปล้ำเด็ดขาด! ต่อให้ดิ้นรนปานใด แต่ทว่ากลับสู้แรงของสมุนนางโจรพวกนี้ไม่ได้เลย ตอนทำพิธีเขาเห็นนางผ่านแพรผืนบางที่ปิดหน้าปิดตาอยู่ ก็ไม่คิดว่านางจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวคิดปลุกปล้ำบุรุษเช่นนี้ “เอาผ้าอุดปาก ข้ารำคาญไม่อยากให้มันร้องเหมือนบุรุษผู้นั้น” เหล่าสมุนของเขาบอกว่าคู่สามีภรรยาเข้าหอกันราวกับหมูป่าถูกเชือด แต่นางเป็นถึงหน้าโจรย่อมไม่ให้บุรุษใดพรากพรหมจรรย์ได้ นอกจากนางจะเป็นคนขึ้นเอง นี่เป็นการสืบทอดการทำทายาทมารุ่นต่อรุ่น “จับขามัดให้แน่นกับเตียงอ้าให้กว้าง แขนด้วย” สตรีที่มีใบหน้างดงามล่มเมืองสั่งสมุนของตน แล้วที่เขาต้องตกใจคือ นางสั่งให้คนเหล่านั้นเปลื้องผ้าให้หมดจนเหลือเพียงชั้นในบดบังของสงวนเท่านั้น บัดซบ! ‘นี่เขาต้องถูกสตรีปล
หมับ! เว่ยเหยาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ เขาใช้สองมือกอบกุมสองเต้าอวบของนางเอาไว้แล้วบีบเคล้นคลึงขยำจนร่างเล็กรู้สึกว่ามันเจ็บปวด“ดะ...เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านพี่” เสียงเรียกหวานกระเส่าปลายเสียงเมื่อเขาขยับร่างที่เปล่าเปลือยเช่นเดียวกับนางทาบทับ หัวใจสาวสั่นหวิวเมื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของส่วนกลางกายของเขา แม้ว่านางจะรั้งเขาไว้ แต่เสียงนั้นเหมือนดังเติมเชื้อไฟสวาทให้กับเขาก็เท่านั้น มือหนาไม่ได้ลดความแรงในการบีบนวดลงเลยสักนิด สองเต้าอวบของนางช่างเต็มไม้เต็มมือยิ่งนัก ครั้นได้ลองจูบและซุกไซ้ลำคอของนาง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกโม่ลี่ฮวา ที่เป็นกลิ่นประจำตัวนางโชยออกมาก็ยิ่งทำให้เขาหลงใหล “อะ...อื้อ...ท่านพี่...อื้อ...พี่หง...อื้อ” ไม่ว่าริมฝีปากของสามีของนางจะเคลื่อนไปที่ใด นางรู้สึกวาบหวามใจไปทุกที่ที่กลีบปากของเขาได้สัมผัส จนเมื่อริมฝีปากของเขาหยุดอยู่ตรงป้านรอบเต้าอวบโดยมีจุดกึ่งกลางแข็งชูชันขึ้นเป็นไต รอคอยให้เขาไปหยอกเย้าด้วยปลายลิ้น หัวใจชายหนุ่มก็รู้สึกสั่นระริกอยากเข้าไปกลืนกินนางทันที นางมองตามการเคลื่อนไหวริมฝีปากของเขา เมื่อมันหยุดที่ยอดป
“เอาเขาสองคนไปอาบน้ำ เตรียมเข้าพิธีบูชา” เสียงกร้าวของหัวหน้าโจรสาวสั่งการอย่างมีอำนาจ เหล่าพี่น้องโจรนั้นก็รับคำอย่างแข็งขัน “พิธีบูชา...บูชาอันใดไฉ่เฉิน” หงจื่อเริ่มหวั่นวิตก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เมียจะเป็นเช่นไรบ้างนึกเป็นห่วงนางเหลือเกิน แต่ทว่าก็ไม่อาจจะหลุดจากการคุมขังของคนพวกนี้ได้ เขาจะทำเช่นไรดีเล่า “ข้าก็โดนจับมากับเจ้าจะรู้ได้เช่นไรกันล่ะ” ไฉ่เฉินเจ็บใจนัก หัวหน้าโจรเป็นสตรีรู้ถึงไหนอายถึงนั้น แพ้ให้กับสตรีเช่นนี้ “พวกเจ้ากระซิบกระซาบอันใดกัน” “ปะเปล่า...เพียงอยากรู้ว่าพิธีอันใดที่ข้าต้องเข้าร่วม” “ก็แต่งงานกับท่านหัวหน้าของพวกเรา แล้วก็เข้าพิธีบูชาเพื่อส่งให้ทายาทของหัวหน้ามาเกิดในท้องของนายหญิง คืนนี้จันทร์เต็มดวงพอดี นับว่าฤกษ์ดีนัก” หนึ่งในกลุ่มนางข้ารับใช้หญิงกล่าว “ข้าเป็นชายแต่งงานแล้วมีราคี สวรรค์คงไม่โปรด เจ้าเอาเขาเลยรับรองว่านายหญิงของเจ้าจะได้รับบุตรที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าใครในใต้หล้า เหมาะสมสืบทอดอำนาจชุมโจรพวกเจ้าแน่นอน เขาทั้งองอาจชาตินักรบ ส่วนข้าเป็นคนขี้ขลาด” หงจื่อตัดช่องน้อยแต่พอตัว โยนหน้าที่อันสูงส่งใ





![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

