FAZER LOGINเขาแต่งกับนางเพื่ออำนาจ แต่นางแต่งกับเขาเพราะความรัก เมื่อนางเลิกพยายามจนอยากได้ใบหย่าแต่เขายื้อให้นางทรมานอยู่ในจวนจวิ้นอ๋องท่ามกลางอันตราย
Ver maisเมื่อ 15 ปีก่อน ชายแดนบูรพาในรัฐเว่ย แคว้นจงโจว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่ากงซีเป็นที่พักชั่วคราวของฮูหยินแม่ทัพซ่งอัน ซึ่งห่างจากทัพใหญ่บูรพาไม่กี่ลี้ หมู่บ้านนั้นเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญชนิดสุดกู่ เส้นทางสัญจรไปในหมู่บ้านนั้นมีแต่ทางเดินเท้าของชาวบ้านและทางเกวียนวัว ถ้าจะเดินทางออกไปด้านนอก หากไม่นั่งเกวียนเทียมวัวไปหรือเดินเท้าไป พาหนะที่ดีที่สุดก็คือขี่ม้าไปนั่นเอง
องค์หญิงเกาหยางกงจู่ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งพามาพำนักชั่วคราวเนื่องจากในค่ายทหารนั้นลำบากยากแค้น แต่ทว่าไม่กี่วันให้หลังก็มีข่าวแจ้งว่าท่านแม่ทัพซ่งอันรับอนุเข้ากระโจมแม่ทัพ หัวใจคนเป็นแม่มองลูกน้อยวัยสามขวบที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างรู้สึกสงสาร
เดิมทีนางเป็นองค์หญิงปลายแถวอยู่ในวังหลัง ครั้นแม่ทัพชนะศึกเหนือใต้ เสด็จพ่อจึงพระราชทานนางเป็นรางวัล ซึ่งการเกิดเป็นสตรีในวังหลังล้วนไม่มีสิทธิ์เลือก หากแต่ต้องอยู่ใต้เท้าบุรุษเพียงเท่านั้น
การแต่งงานท่ามกลางไฟสงครามยากจะเกิดแล้ว นางเพียงทำพิธียกน้ำชาดื่มเหล้ามงคลแล้วติดตามแม่ทัพซ่งอันออกรบยังชายแดนบูรพาทันทีราวกับเขานั้นกลั่นแกล้งนาง
แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหญิงสาวก็มีครรภ์ การอยู่ในกองทัพท่ามกลางบุรุษนั้นลำบากยากเข็ญ แม่ทัพใหญ่จึงตัดสินใจให้นางมาอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ห่างจากกองทัพนัก การเดินทางจากกองทัพมาที่เรือนรับรองชั่วคราวเพียงควบม้าชั่วเวลาครึ่งชั่วยาม
แต่เมื่อนางคลอดลูกเป็นสตรี ก็ไม่ได้รับความสนใจอีกเลย ภายในใจผู้เป็นแม่อย่างนางได้แต่อดทน จนเมื่อลูกน้อยวัยสามขวบ สตรีนามซูหลันหนี่ว์ก็เข้ามาพัวพันกับแม่ทัพซ่งอัน และตั้งครรภ์เฉกเช่นเดียวกัน
หัวใจผู้เป็นแม่ทุกข์ระทมตรอมตรมเช่นไรก็ต้องหยัดยืนสู้ต่อไปเพื่อลูกสาว จวบจนลูกสาวนางได้ 6 ขวบความวิตกกังวลใจมากจนเกินไปทำให้นางป่วย อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ แม้แต่หมอทหารก็ไร้ทางเยียวยา ทั้งไม่ได้รับความสนใจและความใจร้ายของสามีคือ ใช้ยาเท่าที่จำเป็น
แม่ทัพซ่งอันไม่เคยมีความพิศวาสต่อเกาหยางอยู่แล้ว จึงให้รักษาแบบตามมีตามเกิด ทั้งที่นางเป็นฮูหยินใหญ่จวนแม่ทัพซ่งแท้ ๆ แต่นางก็เก็บความทุกข์ไว้ในใจเท่านั้น ไม่กล้าหลั่งน้ำตาต่อหน้าลูกสาว
เด็กน้อยที่ใช้ชื่อแฝงตัวเป็นชาวบ้านนามว่ากูเทียนมี่วิ่งเล่นไปรอบ ๆ หมู่บ้าน เด็กน้อยท่าทางสะอาดสะอ้านเนื่องจากได้รับการเลี้ยงและดูแลอย่างดีจากบ่าวรับใช้ ที่ทำตัวเหมือนชาวบ้านเช่นเดียวกัน จึงทำให้ใบหน้าหมดจรดงดงามสวยเหมือนลูกหลานขุนนาง เพียงแต่เสื้อผ้านั้นซีดเซียวตามชาวบ้านไม่ได้แต่งงานหรูหราจนเป็นที่สนใจ
“เจ้า...เจ้ามีซาลาเปา...เอามาให้ข้า” เด็กชายเกเรคนหนึ่งผู้หิวโหยไม่เพียงไม่ขอดี ๆ ยังเข้ามายื้อแย่งซาลาเปาไส้เนื้อของกูเทียนมี่เอาไป
“เจ้า...นั่นมันของข้า”
“ของเจ้าก็ต้องอยู่ในมือเจ้าสิ...อยู่ในมือข้าแสดงว่าของข้า” เสียงเด็กชายเกเรผู้นั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะ แต่ทว่า...
หมับ!
ห่อซาลาเปาห่อนั้นถูกยื้อแย่งโดยเด็กชายที่โตกว่าท่าทางของเขาบาดเจ็บแต่เมื่อเห็นเด็กน้อยโดนรังแก เขาก็ไม่อาจจะนิ่งดูดาย ปล่อยเช่นนั้นไปได้
“เจ้า! เอาซาลาเปาของข้าคืนมานะ” เด็กชายอันธพาลผู้นั้นยิ้มค้างทั้งชี้หน้าเมื่อในมือที่มีห่อซาลาเปานั้นถูกยื้อแย่งไปโดยง่ายดาย
“เจ้าพูดเองมิใช่...ซาลาเปาอยู่ในมือใครก็ของคนนั้น” หงจื่อติดตามบิดาออกรบจนโดนข้าศึกตีแตกแยกกันคนละทิศคนละทาง เขาจึงหลบเข้ามาที่หมู่บ้านนี้เพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วก็พบว่าเด็กน้อยโดนรังแก
“เจ้า...นั่นมันของข้า”
“ของข้าต่างหากเจ้าอย่ามาขี้ตู่” กูเทียนมี่เถียงขาดใจ พร้อมทั้งยืนด้านหลังชายผู้นั้นที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด หากเลือกได้ซาลาเปานางอยากแบ่งให้เขามากกว่าเจ้าคนอันธพาลนั่นเสียอีก
“เจ้า!”
ฟิ้ง!!!
เสียงชักกระบี่ของเด็กหนุ่มนั้นทำให้เด็กอันธพาลวัย 6 หนาววิ่งกระเจิงไป แล้วหงจื่อยื่นห่อผ้าที่ภายในมีซาลาเปาด้วยกัน 4 ลูกให้กับเด็กหญิงตรงหน้า เมื่อเปิดห่อออกควันจาง ๆ ที่ลอยออกมากับกลิ่นหอมของซาลาเปาทำให้เขารู้สึกหิว ท้องเริ่มร้องประท้วงเพราะตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ แต่จะให้มาแย่งเด็กหญิงน่ารักตรงหน้าก็กระไรอยู่
“พี่ชาย...ท่านหิวหรือไม่...กูเทียนมี่กินไม่หมด...แบ่งท่านสองลูก” เด็กน้อยนั่งลงทำให้เขาทรุดนั่งลงใต้ต้นไม้ริมลำธารด้วยเช่นเดียวกัน นางบิซาลาเปาออกกลิ่นหอมพร้อมกับควันจาง ๆ มันยั่วน้ำลายเขาจริง ๆ แต่เขาก็ยังไม่กล้ากินอยู่ดีจนนางยื่นมือเล็ก ๆ มาป้อนให้กับเขาถึงปาก นั่นเป็นซาลาเปาที่เขารู้สึกอร่อยที่สุดตั้งแต่เกิดมาจน 13 หนาว
“แม่เจ้าทำให้รึ” เขาเคี้ยวไปอย่างเอร็ดอร่อย และหมดภายในพริบตา แล้วนางก็ยื่นลูกถัดมาให้เขาอีกลูก ส่วนนางกินยังไม่หมดเพียงครึ่งลูกด้วยซ้ำ
“ใช่เจ้าค่ะ...แม่ของกูเทียนมี่ทำให้ ท่านแม่ไม่ค่อยสบายกูเทียนมี่เลยมาเล่นข้างนอกคนเดียว” เด็กน้อยไม่ชอบกลิ่นยาในห้องท่านแม่ จึงขอออกมานั่งเล่นริมลำธาร แต่ก็เจออันธพาลเข้าให้ ที่จริงวันนี้นางต้องหัดเขียนอักษรแล้ว แต่ทว่าแม่ไม่ว่างสอน จึงเป็นเวลาที่นางออกมาเที่ยวเล่นลำพังได้
“อร่อยยิ่งนัก” เขายิ้มให้เด็กน้อยแก้มป่อง ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก กับดวงตาที่มองเขามีประกายความบริสุทธิ์ทำให้เขามองนางอย่างเพลินตา
ซาลาเปาหมดลงพร้อมกับเขาที่ต้องแยกกับนางเนื่องจากเริ่มมีทหารเข้ามาตามหาเขาแล้ว หากผู้ใดรู้ว่าเขาเป็นใคร ข้าศึกอาจจะมาทำลายหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้ได้
เขารีบหลบออกไปแต่ก็มีเด็กน้อยที่วิ่งตามมา
“พี่ชายท่านชื่ออะไร” กูเทียนมี่รู้สึกถูกชะตากับเขายิ่งนัก นางไม่อยากลืมชื่อเขา
“เรียกข้าว่าอาหงก็แล้วกัน” แน่นอนว่าเขาปกปิดชื่อแซ่ไม่อยากให้ใครล่วงรู้
“ข้าจะรอพี่อาหงที่ลำธารนะเจ้าคะ”
เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสมองพี่อาหงของนางเดินจากไป
หงจื่อไม่รู้ว่าทำไมต้องคิดคำนึกถึงคำพูดเด็กน้อย แล้วเขาก็มาพบนางตามที่สัญญา ทุกเจ็ดวัน แต่มีช่วงหนึ่งนางไม่ได้มาด้วยตัวเอง เพียงแต่ฝากจดหมายกับคนผู้หนึ่งมาให้เขา จากนั้นก็เกิดสงครามใหญ่หมู่บ้านแห่งนั้นก็โดนพิษสงครามเล่นงาน ทั้งโดนเผาวอดวาย ในใจหงจื่อเจ็บแค้นฆ่าพวกมันจนสิ้นแล้วตามหานาง แต่แม้แต่ข่าวคราวหรือศพก็ไม่พบจนแต่ไม่ทำให้เขาล้มเลิกที่จะตามหานาง
ร่างองอาจนั่งดื่มเหล้าในสวนใกล้เรือนพักส่วนตัวในจวนจวิ้นอ๋อง ผ่านงานมงคลของเขามาหนึ่งเดือนแล้ว แต่ทว่าเขากลับไม่เคยไปเยี่ยมเยียนเรือนจวิ้นหวังเฟยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงน้องสาวของจวิ้นหวังเฟยที่ดูเหมือนอยากทำหน้าที่แทนพี่สาวเข้ามาหาทุกค่ำเช้า
“ถวายพระพรจวิ้นอ๋องเพคะ หลินเหยาทำน้ำแกงบำรุงร่างกายให้ลองดื่มเพคะ”
ซ่งหลินเหยาที่ไม่ได้แต่งเข้าจวนจวิ้นอ๋อง แต่ทว่าอยากตามพี่สาวออกเรือนมาด้วย คนนอกมองอย่างไรก็รู้ว่าลูกของอดีตอนุหรือฮูหยินเอกซ่งปัจจุบันต้องการทำสิ่งใด แม้แต่หงจื่อเองก็รับรู้ได้เช่นเดียวกัน หากแต่เขาไม่อยากเปิดเผยให้อับอาย เนื่องจากมารดาของนางเป็นญาติห่าง ๆ ของเสด็จแม่ ถึงต้องจำใจรับไว้เพื่อเป็นไมตรีจิตระหว่างตระกูลซู
เขาหรือจะต้องการมีเมียหลายคน เพียงหนึ่งเดียวที่เขาอยากพบและอยากแต่งงานด้วยมีเพียงกูเทียนมี่เท่านั้น หากนางยังอยู่ เขาก็อยากจะพบนางสักครั้ง
“ออกไป!” ดวงตาแดงก่ำใบหน้าเครียดขรึมมองปราดไปยังผู้ที่มารบกวนความสงบใจ ทั้งมองหน้าฝูเฉินองครักษ์ที่สั่งห้ามผู้ใดรบกวน กลับทำหน้าที่บกพร่อง แต่สีหน้าก็รู้ว่าซ่งหลินเหยานั้นดื้อดึงเพียงใด
“ขออภัยเพคะท่านอ๋อง เพียงแต่หลินเหยาอยากช่วยพี่หญิงดูแลท่านอ๋อง ดื่มเหล้ามากนักจะไม่ดีต่อสุขภาพ หลินเหยากังวลใจแทนพี่หญิง นางแต่งงานเข้าจวนจวิ้นอ๋องก็ช่างกระไร ไม่รู้จักดูแลท่าน” ใบหน้าเสแสร้งแกล้งทำดีต่อหน้าจวิ้นอ๋องนั้นมีความต้องการแทนที่ หาได้ห่วงใยแทนไม่
ซ่งหลินเหยาแต่เล็กถูกปลูกฝังเรื่องเอาชนะซ่งเว่ยเหยามาโดยตลอด นางมิเคยเห็นอีกฝ่ายเป็นพี่สาว เพียงแต่เป็นศัตรูผู้หนึ่ง ยิ่งชาติกำเนิดมารดาที่เป็นฮูหยินใหญ่และยังมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงของอดีตจักรพรรดิ ทำให้นางถูกกดให้อยู่ใต้เท้าของพี่สาวผู้นี้ไปอีกหลายขุม ต่อให้นางไม่เคยมาระรานก็ตาม
แต่นับว่านางยังพอมีวาสนา ที่ไท่จื่อเฟยเสด็จแม่ของหงจื่อจวิ้นอ๋องยังเมตตานางกับแม่ จึงให้เข้าจวนมาชวนดูแลปรนนิบัติจวิ้นอ๋องได้ แต่ต่อให้ไม่โปรดพี่สาว ท่านอ๋องก็ไม่โปรดนางเช่นกัน แม้แต่ตำแหน่งเซ่อเหริน หรือชายารองเรียกแบบภาษาชาวบ้านคืออนุนั่นเอง ก็ไม่คิดจะยกนางขึ้นมา ทั้งที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก
“จุ้นจ้านวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง เรือนพักของข้าเจ้าก็เข้านอกออกในได้ตามอำเภอใจรึ!” วาจาไม่รักษาน้ำใจไม่พอ เสียงกร้าวที่ตวาดลั่นออกมานั้นทำให้รู้ว่าผู้เป็นใหญ่ในจวน
จวิ้นอ๋องอยู่ในอารมณ์ใดเสียงที่ดังออกไปด้านนอก ทำให้คนที่เพิ่งมาถึงสะดุ้ง ซ่งเว่ยเหยาได้รับการเตือนจากเป่ยเป่ย ว่าจวิ้นอ๋องดื่มเหล้าทุกวัน มิค่อยได้เสวยอาหารดีนักจึงลงครัวทำอาหารมาให้ แต่เมื่อมาถึงหน้าประตู กลับเห็นน้องสาวของนางกำลังทำให้อารมณ์ของสามีนางขุ่นเคือง
“ฮึก...ท่านอ๋อง” หลินเหยาบีบน้ำตาต่อหน้าเขา เขาเกลียดนักสตรีที่ทำเป็นอ่อนแอต่อหน้า ความเสแสร้งนี้ถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษหรืออย่างไร ถึงกล้าทำได้แนบเนียนเช่นนี้ แต่เมื่อเหลือบมองไปยังหน้าประตู เห็นสตรีที่เขารังเกียจตั้งแต่แต่งเข้ายืนแข็งค้างไม่ก้าวเท้าเข้ามา ในใจก็พลันหงุดหงิดขึ้นไปอีกเท่าตัว
“เจ้าก็เหมือนกัน มิรู้จักอบรมสั่งสอนน้องสาว หากคิดอยากเข้าหาบุรุษนัก ข้าจะให้ฝูเฉินสงเคราะห์ให้สักคราดีหรือไม่”
วาจาน่าเกลียดเสียดแทงกระทบไปยังนางผู้เป็นพี่สาวทำให้รู้สึกสะอึกในอก และอับอายแทบแทรกแผ่นดินกับพฤติกรรมของน้องสาว ยิ่งทำให้ตระกูลซ่งโดนดูแคลนเช่นกัน
เดิมหลินเหยาก็ไม่เคยรักใคร่ปรองดองกับนาง แต่ทว่ากลับมาพะเน้าพะนอออดอ้อนสามีนางทุกวัน ครั้นจะผลักไสไล่กลับจวนเสนาบดีกลาโหม นางก็หน้าทนเหลือแสน แต่ไม่ว่านางทำผิดใดตนที่เป็นพี่สาวก็ต้องยอมทนรับคำเสียดแทงไปด้วยทุกครั้ง
“ขอประทานอภัยท่านอ๋อง...ข้าจะอบรมนางให้ดี พรุ่งนี้จะให้รถม้าไปส่งนางที่จวนท่านพ่อ ไม่ให้นางมารบกวนจวิ้นอ๋องอีก”
สิ้นคำพูดใบหน้าของหลินเหยาเรียบตึง นางหันขวับมองพี่สาวยามนี้ที่เป็นจวิ้นหวังเฟย ย่อมมีสิทธิ์ในการรับชายารองหรือสตรีอุ่นเตียง หากท่านอ๋องไม่พอพระทัยย่อมขับไล่ออกไปได้ แต่มีหรือนางจะยอม ได้อยู่จวนจวิ้นอ๋องแล้ว นางไม่ยอมกลับออกไปเด็ดขาด
“ให้ดี พวกเจ้าออกไปให้หมด ออกไปทั้งคู่อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีกหากไม่จำเป็น”
“เพคะ” เว่ยเหยาออกจากเรือนพักของจวิ้นอ๋องพร้อมกับให้คนไปพยุงน้องสาวหน้าไม่อายผู้นั้นออกมาด้วย
น้ำเสียงจริงจังกับใบหน้าขึงขังบอกให้รู้ว่าท่านอ๋องมีความประสงค์เช่นนั้นจริง ๆ คนที่รักเขาเช่นนางก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย นางยอมหลับหูหลับตาเป็นคนโง่เขลาอยู่กับความหวังเลือนรางที่วันหนึ่งเขาจะรักนางเหมือนที่นางรักบ้าง แต่ไม่เคยเลยที่จะมองนางในแง่ดี
นางทำอาหารให้เขา แต่เมื่อเขารู้ว่านางเป็นคนทำ อาหารเหล่านั้นก็ถูกยกออกจากโต๊ะเสวยทันที นางเย็บเสื้อผ้าให้เขา เมื่อเขารู้ว่าเป็นฝีมือนาง เสื้อผ้าเหล่านั้นก็ถูกให้นำไปเก็บ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนดูเหมือนมันยังไม่มากพอให้เขาหันมารักมาสนใจนางเลยสักนิดเดียว
ยิ่งน้องสาวต่างมารดาน่ารังเกียจผู้นี้ทำเรื่องน่าอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำหนักของนางในใจจวิ้นอ๋องก็เบาบางดุจปุยฝ้ายไปทุกที นางไม่เคยปรารถนายศตำแหน่ง หากเพียงแต่ความรักเท่านั้นที่นางอยากได้รับ
หรือแท้ที่จริงนางควรพอสักที!
จนถึงวันที่ไฉ่เฉินต้องเดินทาง หงจื่อก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ เพียงแต่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงทั้งอยากพานางไปอยู่ที่จวนด้วยกัน “ท่านเดินทางปลอดภัยนะ” เว่ยเหยามาส่งเขาที่หน้าจวนอวยพรให้เขาปลอดภัยกลับมา แต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขากลับแช่งชักเสียนี่ “ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมา” “เจ้า...!” สายตาของบุรุษทั้งสองส่งกันไปมาราวกับจะวางมวยจนเดือดร้อนคนท้องอย่างนางต้องห้ามทัพ “ท่านรีบไปเถิดสายแล้วจะร้อนเอาได้ ขอให้ท่านมีชัยกลับมา” “เจ้าอยู่ทางนี้ก็รักษาสุขภาพด้วย” เขามีแต่ความหวังดีให้กับนาง แม้ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากได้นางมาครอบครองก็ตาม “พอแล้วจะไปก็รีบไป เดือดร้อนเมียข้าต้องลำบากมายืนส่ง” เขาไม่ชอบใจนักที่นางใส่ใจคนอื่นแต่รังเกียจเดียดฉันท์เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น “หึ...พูดให้มันดี ๆ” นางส่งสายตาอำมหิตกลับมาทำให้คนที่ปากดีเมื่อครู่สะดุ้งแล้วยิ้มเจื่อนทันที “ขอโทษจ้ะ...เมียจ๋าอย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวลูกอารมณ์ไม่ดี” เขาเดินเข้ามาหมายจะลูบท้องนาง แต่นางเดินหนีเขาอย่างเคย “ไม่ต้องตามข้าจะพักผ่อนเหม็นเจ้านัก
คนช่างตื๊อยิ้มเห็นฟันขาวครอบทุกซี่ให้กับภรรยา เขานั่งรถม้าตามนางมาเช่นกัน แล้วให้คนของเขาจัดการเอาเป่ยเป่ยไปเก็บชั่วคราว แล้วตัวเองก็ถือดอกไม้เดินตามหลังนางมาจนถึงด้านบนโดยที่นางไม่รู้ตัวเลย “ข้าถือดอกไม้มาให้เจ้าไหว้พระ ไปเถิดไปไหว้พระกัน” เขาจับมือนางเดินเข้าไปแต่ก็โดนสะบัดหลุดออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี แต่ทว่าเขาก็ไม่ถือโทษโกรธนาง เพราะตัวเองทำผิดไว้มากจริง ๆ “ข้าไม่อยากทำบุญร่วมกับท่านออกไป ข้าจะไหว้พระ” “ห้ามกันได้ที่ไหนทำบุญร่วมกัน อย่างไรเจ้ากับข้าก็ต้องได้เกิดเป็นคู่ทุกภพชาติอยู่แล้ว” นอกจากหน้าหนาแล้วเขาก็ยังหน้ามึนอีกต่างหาก ง้อไปเรื่อย ๆ จนกว่านางจะให้อภัย เว่ยเหยาพยายามทำใจให้เย็น ใจให้เป็นกุศลที่สุด วันนี้มาทำบุญหลังจากผ่านเคราะห์กรรมมาแล้ว นางรอดชีวิตมาได้นับว่าโชคดี จากนี้คิดว่าจะทำกุศลให้หนักหน่อย แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นมารขัดขวางบุญที่นางจะทำเสียนี่ นางจึงไม่สนใจเขาแล้วเข้าไปไหว้พระขอพรจากพระด้านใน นางนั่งสวดภาวนาราวหนึ่งเค่อ แล้วก็ออกมาด้านนอก ด้านบนอารามร่มรื่นนักจนนางไม่อยากกลับด้วยซ้ำ หากไม่เพราะว่ามีคนที่ไม่ได้อยากให้ม
รถม้าของทั้งสี่คนเคลื่อนมายังเมืองหลวง หลังจากส่งเว่ยเหยาที่จวนกั๋วกงแล้ว เขาทั้งสองก็รีบเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที เพราะเมียคนดีของเขานั้นไม่อยากกลับจวนของเขา จำเป็นต้องมาส่งที่นี่ ดีกว่าให้หางเลือกกลับไปยังชายแดนบูรพาเสี่ยงอันตรายคนเดียว “คืนนี้ห้ามเจ้าลงกลอน ไม่งั้นเจอดีแน่” “ข้าก็อยากเจอที่ดีของเจ้าสักแค่ไหน” ไฉ่เฉินอยากทรมานมันให้ถึงที่สุด ดูสิจะหอนขนาดไหน สมน้ำหน้าแล้ว “เจ้าคนชั่ว” “ขอบคุณที่ชม” สุดท้ายก็ไม่อาจทำให้มันโอนอ่อนได้ จึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจแล้วรายงานต่อเสด็จปู่เรื่องที่เจอมาก่อน หลังจากหารือแล้วส่งทหารลงไปแทรกซึมพร้อมจัดการให้สิ้นซาก ก็ถึงเวลาแยกย้าย แต่ทว่าไท่หวงจื่อเรียกหลานชายให้อยู่ก่อน “หงจื่อ...เจ้าไม่คิดจะรับตำแหน่งคืนจริง ๆ หรือ ปู่ว่าอย่างน้อยเป็นหน้าเป็นตากับภรรยาเจ้าไม่ดีหรือ” เขาอายุขนาดนี้แล้ว เรื่องอำนาจใดล้วนไม่อยากมีแล้ว ส่งต่อให้ลูกหลานจนสิ้นจะดีกว่า อีกไม่เกินสามปีคิดจะสละบัลลังก์ให้กับลู่จื่อขึ้นแทน เขานั่งมานานแล้วบัลลังก์มังกร มันเหนื่อย “เห้อ...ทูลเสด็จปู่หลานก็ไม่ใช่ไ
“เดี๋ยวปล่อย...ปล่อยข้า...ปล่อยข้า...อื้อ...!” ไฉ่เฉินรู้ว่ากำลังจะโดนนำตัวไปขึ้นเขียงก็ร้องโวยวายไปตลอดทาง เขาโดนมัดมือไม่พอยังโดนมัดขาอีก เมื่อเข้าไปในกระโจมที่มีผ้าแดงคลุมราวกับนี่จะเป็นคืนเข้าหอของเขาก็ไม่ปาน แต่ทว่ากลับไม่ได้เป็นการเข้าหอแบบปกตินี่สิ นี่มันข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าชัด ๆ ข้าจะไม่ยอมโดนปล้ำเด็ดขาด! ต่อให้ดิ้นรนปานใด แต่ทว่ากลับสู้แรงของสมุนนางโจรพวกนี้ไม่ได้เลย ตอนทำพิธีเขาเห็นนางผ่านแพรผืนบางที่ปิดหน้าปิดตาอยู่ ก็ไม่คิดว่านางจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวคิดปลุกปล้ำบุรุษเช่นนี้ “เอาผ้าอุดปาก ข้ารำคาญไม่อยากให้มันร้องเหมือนบุรุษผู้นั้น” เหล่าสมุนของเขาบอกว่าคู่สามีภรรยาเข้าหอกันราวกับหมูป่าถูกเชือด แต่นางเป็นถึงหน้าโจรย่อมไม่ให้บุรุษใดพรากพรหมจรรย์ได้ นอกจากนางจะเป็นคนขึ้นเอง นี่เป็นการสืบทอดการทำทายาทมารุ่นต่อรุ่น “จับขามัดให้แน่นกับเตียงอ้าให้กว้าง แขนด้วย” สตรีที่มีใบหน้างดงามล่มเมืองสั่งสมุนของตน แล้วที่เขาต้องตกใจคือ นางสั่งให้คนเหล่านั้นเปลื้องผ้าให้หมดจนเหลือเพียงชั้นในบดบังของสงวนเท่านั้น บัดซบ! ‘นี่เขาต้องถูกสตรีปล

















