เข้าสู่ระบบ4
ลูกไม่ชอบ
“หากเป็นแค่เรื่องล้อเล่นกันเจ้าก็ควรไปขอโทษคุณชายจ้าวเถิด พูดให้ทางนั้นเข้าใจจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง จะว่าไปคุณชายจ้าวผู้นั้นก็ดูอนาคตไกลเจ้าไม่ชอบจริงๆ นะหรือ” เยว่เยี่ยนซีถามหยั่งเชิงอีกครั้งหนึ่ง
“ลูกไม่ชอบเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าลูกจะไปขอโทษคุณชายจ้าวตามที่ท่านพ่อชี้แนะ ขอบคุณท่านพ่อที่ไม่ตำหนิ”
หากบิดาไม่เข้าใจ ในวันที่จ้าวเฟยเทียนพาแม่สือมาทาบทามจะต้องยกนางให้เป็นภรรยาของจ้าวฟู่เฉิงแน่ๆ เพราะบิดาคิดว่าบุตรสาวชื่นชอบคนผู้นั้น อะไรที่เป็นความสุขของลูกเยว่เยี่ยนซีไม่เคยขัด ตามเนื้อเรื่องที่ดูมาเป็นประมาณนี้จริงๆ
เยว่ซานซีกลับมาที่ห้องของตนเอง นั่นคิดไตร่ตรองเรื่องจ้าวฟู่เฉิง พรุ่งนี้นางจะชวนโม่สือปาไปเป็นเพื่อนด้วย จะไม่ก้าวเข้าไปจวนตระกูลจ้าวเพียงผู้เดียวเด็ดขาด เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นตัวละครหลัก ขยับเพียงก้าวเดียวชื่อเสียงระบือไปไกลทั่วเมือง
เฮ้อ…
เยว่ซานซีถอนใจพลางเดินมาหยุดชิดขอบหน้าต่าง ทอดมองออกไปบนฟ้ากว้าง คิดถึงความสะดวกสบายของเมืองที่จากมา ในตอนนี้หากไม่ใช่กำลังดูซี่รี่ย์อยู่ก็คงอ่านหนังสือเล่มโปรดสักเล่ม พอรุ่งเช้าก็ตื่นแต่งตัวไปทำงาน ในอีกมิติเยว่ซานซีคือพนักงานออฟฟิศของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนไม่มากนักแต่ก็พอใช้ได้ตลอดเดือน ส่วนเงินเก็บนะหรือไม่มี
“นั่นใคร”
นางโพล่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ด้านนอก พอสิ้นเสียงฝีเท้าม้าก็ได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าคน ท่ามกลางจันทร์กระจ่างมองเห็นเงาร่างสูงเดินโซเซผ่านส่วนหย่อมไปยังเรือนตะวันตก
“หัวหน้าเสิ่นเป็นอะไร”
หญิงสาวตั้งคำถามแต่ไม่ต้องการคำตอบ รีบวิ่งออกจากเรือนหลักตามหลังเขาไปติดๆ พอไปถึงเรือนหลังเล็กเห็นโลหิตสีแดงหยดอยู่บนพื้นหลายจุด ด้วยความตกใจเยว่ซานซีวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปข้างใน ภาพตรงหน้าทำเอาตะลึงค้าง
ตกใจเลือด…เปล่าเลย ตะลึงกับมัดกล้ามแน่นๆ นั่นต่างหาก นักแสดงชายท่านนี้ผิวขาวจั๊วะ!
เสิ่นเวยหลงปลดเปลื้องอาภรณ์ท่อนบ่นออก เผยให้เห็นมัดกล้ามแน่นๆ ที่อกด้านขวามีลูกธนูปักอยู่ เลือดยังไหลออกจากปากแผลไม่หลุด พอสายตาของเยว่ซานซีปะทะเข้ากับโลหิตสีแดงฉาน นางรีบสลัดความคิดลามกทิ้งไปแล้วดึงสติกลับมา
มีสติ มีสติ มีสติ นี่มันใช่เวลามาอ่านกินบุรุษไหมซานซาน
“หัวหน้าเสิ่นบาดเจ็บ”
ก็พอรู้ว่าเขาอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ามือปราบชุดเขียว เรื่องบาดเจ็บจากการต่อสู้กับพวกผู้ร้ายนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นเยว่ซานซีก็ยังขนลุกซู่ ทว่าในใจกลับมีเสียงหนึ่งแย้งขึ้น นี่มันแผลจริงหรือเอฟเฟคที่ดูสมจริงเกินไป
“เจ้ามาทำไม”
ใบหน้าของเขาขาวซีด เหงื่อเม็ดเล็กผุดเต็มหน้าผาก เสียงลมหายใจเข้าออกดังกว่าปกติ
“ท่านบาดเจ็บ ข้าจะไปตามท่านพ่อ”
“ข้าไม่อยากให้ท่านลุงเป็นห่วง”
“เช่นนั้นข้าจะไปตามหมอ”
“เจ้ามาดึงลูกธนูออกให้ข้า”
“ดึงลูกธนู!”
นี่มันฉากนางเอกช่วยพระเอกดึงลูกธนูชัดๆ โอ้! พี่ชายหน้าหล่อท่านเป็นแค่ตัวประกอบ เท่าที่ดูมาไม่เห็นมีฉากเลิฟซีนของท่านกับข้าเลย
“เร็วเข้า”
“ได้ๆ จะดึงให้เดี๋ยวนี้เลย ลูกธนูนั่นมันก็แค่อุปกรณ์ประกอบฉากไม่ใช่รึไง”
ไม่พูดพล่ามให้มากความ เยว่ซานซีวางฝ่ามือข้างหนึ่งที่อกด้านซ้ายของเขา แล้วใช้มืออีกข้างดึงลูกธนูออกมาแบบไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว
อ๊ากกกกก
ชายหนุ่มร้องลั่นแต่ไม่นานก็ต้องกัดฟันเก็บเสียงสุดกำลัง กลัวว่าคนอื่นจะผ่านมาได้ยินเข้า
“เหตุใดไม่ให้ข้าตั้งตัวก่อน”
“อ๊ะ หรือว่าผิดคิว งั้นเดี๋ยวข้าแทงกลับเข้าไปใหม่”
“หยุดนะ!”
นางชะงักค้าง กำลูกธนูไว้ในท่าพร้อมแทงกลับคืน เสิ่นเวยหลงขมวดคิ้วแน่น สีหน้าโกรธเคืองเยว่ซานซีถึงขีดสุด
“อ้อ ไม่แทง ไม่แทงก็ไม่แทง เช่นนั้นหัวหน้าเสิ่นบอกมาว่าจะให้ข้าทำอย่างไร”
“ไปเอาผ้ากับน้ำอุ่นมาหนึ่งถัง”
“เจ้าค่ะ”
นางวิ่งหายไปพักหนึ่ง ส่วนเขาใช้ผ้าที่มีอยู่กดบาดแผลห้ามเลือดเอาไว้ ครู่ต่อมานางก็กลับมาพร้อมสิ่งของที่ให้ไปเอา
เยว่ซานซีจัดการทำความสะอาดบาดแผลเสร็จแล้วโรยผงยาสมุนไพร จากนั้นใช้ผ้ายาวพันรอบอกเบี่ยงไปหาลาดไหล่ เคยเห็นจากซีรี่ส์หลายเรื่องมักจะมีวิธีการพันแผลเช่นนี้ หลังจากทำแผลเสร็จนางก็ยังไม่ละสายตาจากมัดกล้ามแน่น มองอยู่อย่างนั้นจนเจ้าของร่างต้องถามกลับ
“เจ้ามองอะไร”
“ข้ามองกล้ามน่ะ เอ้ย! ข้ามองดูบาดแผลของท่าน ดูว่าจะมีเลือดซึมออกมาไหม ตอนแรกข้านึกว่าเป็นเทคนิคซ่อนถุงเลือด โธ่เอ้ย! ท่านหัวหน้าเสิ่นเจ็บจริง แล้วใครเขาให้เอาอาวุธจริงมาเข้าฉากกันเล่า”
ความพูดไปเรื่อยของนางทำให้เสิ่นเวยหลงยิ่งงุนงง วันนี้เยว่ซานซีมีท่าทางแปลกไปตั้งแต่เจอกันตอนกลางวัน จู่ๆ ความคิดประหลาดบางอย่างก็ผุดขึ้น สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นดุดันคว้ากระบี่มาพาดไหล่ของนางอย่างรวดเร็ว ตะเบ็งถาม
“เจ้าเป็นใคร!”
เยว่ซานซีสะดุ้งเฮือก ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาระหว่างอก เป็นสัญญาณบอกว่ายอมแล้ว
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
47 ให้ข้าพูดเอง"ตัดขาดงั้นหรือ เจ้าคิดว่าถ้าไม่มีตระกูลจ้าวค้ำคอ ไม่มีเงินทองที่ข้าหามาให้ คนอย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่ดีดฉินบรรเลงพิณ ถ้าก้าวเท้าออกจากประตูจวนนี้ไปไม่เกินสามวัน เจ้าต้องซมซานกลับมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษข้าวที่หน้าประตู!""ข้าอาจจะอดตาย หรืออาจจะกลายเป็นยาจก แต่มันก็ยังดีกว่าอยู่ที
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ







