LOGINบทที่ 11 เมอร์เรลรี่
เด็กหนุ่มผู้เป็นนักปรุงยาก้าวเดินออกจากกิลด์ด้วยกำลังใจแล้วก็พลังกายที่เต็มเปี่ยมไปบนทางเท้าบนถนน แน่นอนว่าระหว่างทางเขาก็ได้สาดส่องสายตาสังเกตไปรอบๆ ไม่ว่าจะแผงลอยขายอาหาร หาบเร่ที่เดินขายอาหารกล่อง แน่นอนในระยะสายตาก็มีที่ขายโพชั่นด้วยอยู่เหมือนกัน และด้วยเทคนิคการประเมินเขาสามารถรู้ได้ว่าอะไรเป็นของปลอมแล้วก็ไม่เป็นของปลอม เมื่อมองไปแล้วก็เห็นว่าของเจ้านี้ไม่ใช่ของปลอมเขาก็ปล่อยผ่านไป ถ้าถามว่าเขาจะมุ่งไปเก็บเมอร์เรลรี่ที่ฝั่งเหนือหรือใต้คำตอบก็คงเป็นฝั่งเหนือ ที่มีทิศทางติดกันกับป่าแห่งความตายป่าอสูรนั่นแหละ เพราะมันน่าสบายใจกว่าตรงที่มันไม่เป็นที่นิยมจากนักผจญภัยทั้งหลายที่ไม่ต้องการเฉียดเข้าใกล้ปากที่มีสัตว์อสูรกับพวกสัตว์ประหลาดอันตรายโผล่ออกมาได้ตลอดเวลา ระหว่างทางที่จริงแล้วเขาตั้งใจจะแวะไปที่กิลด์นักผจญภัยเพื่อดูผลลัพธ์นิดหน่อย แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างพอเดินไปชะเง้อดู แค่ยังไม่ทันชะเง้อก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกลเลย พอมองดูดูเหมือนว่าที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก็เต็มไปด้วยนักผจญภัยระดับมหาศาลเห็นแล้วพวกเขาพวกเธอคงกำลังพยายามแย่งกันรับเควสละมั้ง? คงถือว่าเป็นเรื่องปกติประจำวัน เด็กหนุ่มที่คิดไปในทำนองแบบนั้นก็… ตัดสินใจที่จะไม่เข้ารบกวนแล้วเดินไปที่ประตูทิศเหนือแทน แล้วมาคิดดูแล้วเห็นทีเขาต้องเอาบัตรเข้าเมืองชั่วคราวคืนด้วยแหละนะ ในเวลาไม่นานเท่าไหร่นักเดินมาที่ประตูทิศเหนือของเมือง ซึ่งพอมองออกไปทางไปสายตาก็เห็นว่ามีพี่ทหารยามคนเดิมยืนอยู่ด้วยอีกต่างหาก! “โอ้! จะไปไหนอย่างนั้นหรือเจ้าหนู?”หัวหน้าทหารยามหนุ่มไม่รอช้าได้เอ่ยทักทายออกมาด้วยความสงสัยแล้วก็สนใจว่าเด็กหนุ่มจะไปไหนกันแถมประตูทิศเหนือด้วย “พอดีรับเควสเก็บผลเมอร์เรลรี่มาน่ะครับ…”เจมส์เลยบอกเอามาตามตรงว่าตัวเองรับเควสที่ว่านั้นมา ในทันใดนั้นสีหน้าของทหารยามคนอื่นๆ เหมือนจะเบือนหน้านี้เบาๆ “อ่า…ผลไม้นั้นหวานน่ากลัวมากเลย…” คนเป็นหัวหน้าทหารยามอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่ารสชาติมันถึงจะหวานแต่มันก็หวานแบบสุดขั้วจนอยู่ในระดับเลวร้ายไม่ต่างอะไรกับขมเลยทีเดียวเชียว มันหวานขนาดที่ว่านั้นเลยนั่นแหละ หวานระดับน้ำตาลยังสู้ไม่ได้ “ที่จริงแล้วตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นส่วนผสมโพชั่นฟื้นพลังเวทแล้วล่ะครับ”ด้วยความที่มันไม่ใช่ความลับเพราะอีกเดี๋ยวก็คงจะรู้กันแบบทั่วไปเขาเลยพูดขึ้นมาแบบนั้น “หื้ม? ขะ-ของขมกับขะ-ของหวานสุดขั้วเรอะ? อย่าบอกนะว่าที่กิลด์นักผจญภัยวุ่นวาย…!”ในตอนนั้นเองหัวหน้าทหารยามอยู่ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ “ครับ เพราะโพชั่นสูตรใหม่ลงขายแล้วก็ราคาขายถูกลงกว่าด้านนอกครับ”เขาเลยถือโอกาสตอบรับแล้วก็โฆษณาออกมาแบบนั้นเลย “ไม่ได้การละ! พวกเจ้า! รีบส่งคนไปซื้อเร็ว!”คนเป็นหัวหน้าทหารยามที่รู้สึกว่ารอช้าไม่ได้แล้วก็เล่นผ่านไปสั่งลูกน้องเลยทีเดียวเชียว “““ครับ! หัวหน้า!!!””” บรรดาทหารยามทั้งหลายที่โดนสั่งแบบนั้นก็ขันรับคำสั่งทันที ก่อนคนเป็นหัวหน้าจะเดินไปหยิบกระเป๋าเงินกองกลางที่เป็นงบประมาณสำหรับจัดซื้อโพชั่นประจำวันออกมาแล้วก็ยื่นให้กับลูกน้องเอาไปซื้อมาซะ ในเวลาเดียวกัน เจมส์เลยบอกออกมาตามตรงว่าสามารถติดต่อสั่งซื้อที่กิลด์นักปรุงยาก็ได้นะ หัวหน้าทหารยามประตูเหนือยิ้มแฉ่งก่อนจะบอกออกมาว่าหลังจากวันพรุ่งนี้ไปจะเอาตามนั้น แต่คงต้องขอคุยกับหัวหน้าทหารรักษาการณ์เมืองก่อน หลังจากแลกเปลี่ยนบทสนทนากันเล็กน้อยเจมส์ก็ได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีชื่อว่า ‘กัสเนอร์’ เคยเป็นนักผจญภัยระดับเงินก่อนจะผันตัวเปลี่ยนอาชีพมาเป็น… ทหารที่มั่นคงกว่า แล้วก็ได้รู้เล็กน้อยว่าเจ้าตัวแต่งงานแล้วก็เลยต้องการอาชีพที่มั่นคงแล้วก็ไม่ต้องไปเสี่ยงภัยอันตรายที่ด้านออกเมืองนั่นเอง ฝ่ายเด็กหนุ่มที่ได้ฟังก็คิดว่าเป็นเรื่องราวที่ดีก่อนเขาจะถือโอกาสคืนไปชั่วคราวให้แก่อีกฝ่ายพร้อมกับแสดงกิลด์การ์ดให้ดู หัวหน้าทหารยามหนุ่มที่เห็นแบบนั้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะขยี้หัวเด็กหนุ่มเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู ก่อนจะให้ผ่านออกจากเมืองได้แต่ก็ไม่ลืมที่จะตะโกนบอกให้ระมัดระวังอย่าได้ไปไกลมากเกินไปหรืออย่าได้เข้าใกล้ชายป่าถ้าไม่จำเป็น และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้รีบวิ่งกลับมาที่ประตูเมืองเลยพวกตัวเองที่เป็นทหารรับมือได้แน่นอน เจมส์โค้งคำนับแล้วก็กล่าวขอบคุณของหมาก่อนจะเริ่มเดินหาชอบผลไม้ที่ว่าบริเวณพุ่มรอบๆ ทุ่งหญ้าของเมืองใหญ่ แน่นอนพอมองด้วยสายตาเปล่าๆ มันก็ค่อนข้างไม่เห็นเป็นหลักเป็นแหล่งหรือไม่เห็นเป็นกอใหญ่เท่าไหร่นัก มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงคุกเข่าลง… “<<ตรวจจับพื้นดิน>>” เขาได้ร่ายเวทค้นหาที่เป็นเวทมนตร์ธาตุดินออกมาพร้อมกับใช้ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือขวานั้นเคาะไปบนพื้นหญ้าเบาๆ โดยที่หลับตาลงไปด้วย ซึ่งสะท้อนจากจุดกำเนิดที่ปลายไม้เท้านั้นกระจายไปบนพื้นดินโดยมีตัวของเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ไปได้กันจับจิตเขาได้รับรู้ถึงตำแหน่งของต้นหญ้าต้นพืชทั้งหมด ที่อยู่บนผิวดินในบริเวณแถวนั้น และเขาก็สัมผัสได้ถึงตำแหน่งของต้นผลไม้ที่กำลังตามหาอยู่ด้วย แล้วมันอยู่หลังก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 7-8 เมตร รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเด็กหนุ่ม เขาปลดตะกร้าที่สะพายไว้บนหลังแล้วถือด้วยมือซ้ายก่อนจะเดินไปที่ด้านหลังก้อนหิน “ว้าว~มีเยอะมากเลยนะเนี่ย…”เขามองออกไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นเพราะที่ด้านหลังแล้วก้อนหินตรงนี้เนี่ยเต็มไปด้วยต้นที่ว่านั้นเยอะอย่างแท้จริงเลย “…แต่ควรเก็บไว้เท่าไหร่ดีล่ะหว่า ตะกร้าที่ยืมมานี่ก็ค่อนข้างใหญ่ซะด้วย”ก่อนเขาจะพูดออกมาด้วยความคิดหนักอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว “เอาสักประมาณครึ่งนึงก็แล้วกัน น่าจะพอมั้ง” เจมส์พูดขึ้นมาคนเดียวก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนทุ่งหญ้าโดยที่มือนั้นสวมถุงมือเอาไว้ป้องกันไม่ให้โดนเกี่ยวหรือโดนอะไรที่เป็นพิษเข้าผิวหนังโดยตรง ผลไม้ที่เป็นผลลูกขนาดเล็กเท่า 1 ข้อนิ้วชี้ที่เป็นสีน้ำเงินม่วงได้ถูกเด็ดอย่างระมัดระวังโดยไม่ออกแรงมากจนเกินไป เพราะถ้าหากว่าออกแรงมากจนเกินไปตามที่เขารู้มันจะเละอย่างง่ายดาย เหมือนกับมันที่ว่าสามารถบดแล้วก็ผสมเป็นยาได้อย่างง่ายดายโดยไม่เหลือแม้แต่กากอะไรในทำนองที่ว่านั้น ใช้เวลาอยู่สักพักหนึ่งในบริเวณนี้ เด็กหนุ่มก็ได้คลานไปยังจุดใกล้ๆ แล้วก็เก็บเกี่ยวใส่มือแล้วก็ไปใส่ตะกร้าสะพายหลัง เขาได้บรรจงทำอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ โดยในช่วงเวลาเช้าตรู่ก็ค่อยๆ กลายเป็นเช้าปกติจนใกล้เวลาสายเขาก็กลับมาดูที่ตะกร้าอีกครั้งหนึ่งก็พบว่ามันได้ปริมาณที่ต้องการแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาเก็บเฉพาะผลไม้เหล่านี้ลงกระเป๋ามิติก่อน แล้วก็ค่อยยกขึ้นสะพายหลังเตรียมที่จะเดินกลับเมือง แต่ว่า… “สวัสดีตอนเช้า พี่ยูมิส พี่เออร์น่า…ทางนี้เป็นพี่มาร์คัส”เจมส์ได้ทักทายทั้งสองคนก่อนจากนั้นก็ทำท่าทางเหมือนไม่แน่ใจกับฝ่ายเด็กหนุ่มเล็กน้อยเพราะเพิ่งได้คุยกันเป็นครั้งแรก “สวัสดีตอนเช้า ได้ยินว่ารับเควสเหรอ? น้องเจมส์” ยูมิสตอบรับทั้งรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยถามออกมาแบบนั้นด้วยท่าทางที่เป็นมิตรแล้วก็มองดูอุปกรณ์ของเจ้าตัวที่พร้อมอย่างน่าชื่นชมอย่างแท้จริง เหมือนยิ่งกว่านักผจญภัยบางคนที่เป็นมือใหม่ด้วยกันซะอีกถ้าว่ากันตามจริงแล้วน่ะนะ คิดแล้วเรื่องของปลอมวันนั้นทำเธอปวดหัวจริงๆ “ครับ เควสเก็บเมอร์เรลรี่น่ะครับ”เขาตอบรับออกมาทั้งรอยยิ้มก่อนจะทำท่าทางเป็นกระชับตะกร้าที่สะพายหลังเอาไว้อยู่เล็กน้อยว่าเป็นเควสที่ว่านั้นเอง “ผะ-ผลไม้หวานน่ากลัวนั่น…ขอบใจมาก! ถ้าไม่ได้เจ้าช่วยไว้ข้าตายไปแล้ว!” มาร์คัสที่ได้ยินชื่อผลไม้นั้นแล้วก็ตกใจนิดหน่อย ก่อนจะรีบก้มหัวลงพร้อมกับกล่าวขอบคุณเพราะถ้าไม่ได้อีกฝ่ายตัวเองตายไปแล้วอย่างแน่นอนแบบไม่ต้องสงสัยเพราะตัวเองโดนหลอกด้วยการซื้อโพชั่นปลอมมาใช้อะไรในทำนองที่ว่านั้นน่ะนะ คิดแล้วก็น่าเจ็บใจจริงๆ “น่า…มันเป็นหน้าที่ของนักปรุงยา จริงสิ ได้ซื้อโพชั่นใหม่หรือยัง?”เขาได้พูดออกมาตามตรงว่ามันเป็นหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้วที่จะต้องช่วยเหลือ ก่อนจะถือโอกาสถามถึงเรื่องนั้น “ซื้ออยู่แล้วล่ะ! โดยเฉพาะโพชั่นฟื้นพลังเวทสูตรใหม่!”เออร์น่ารีบตอบออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้นทันทีเลยทีเดียวเชียวโดยเฉพาะอันที่ว่านั้นเธอรู้สึกมีความสุขมากที่มีสูตรใหม่ขาย “ฮ่ะฮ่าฮ่า…จากนี้ก็คงไม่ต้องระวังโพชั่นปลอมแล้วล่ะนะ” เจมส์หัวเราะออกมาทั้งรอยยิ้มการให้พูดขึ้นมาแบบนั้นด้วยความรู้สึกสบายใจ เด็กสาวผู้เป็นนักผจญภัยระดับเงินพยักหน้าเล็กน้อยเชิงเห็นด้วย ส่วนตัวของเด็กหนุ่มผู้เป็นน้องชายของเธอเหมือนจะมีสีหน้าขยาดนิดหน่อย แต่เหมือนจะเข็ดแล้วแถมดูเหมือนว่าจากนี้จะกลายเป็นลูกค้าประจำของกิลด์ด้วย และสำหรับเด็กสาวผู้เป็นนักเวทธาตุดินเธอนั้นมีความสุขกับน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทใหม่เพราะเธอไม่จำเป็นจะต้องมาลำบากทนฝืนกินน้ำยาขมๆ พวกนั้นแล้วยังไงล่ะ! ในฐานะผู้ปรุงยาพวกนั้น แน่นอนว่าเจมส์ก็มีความสุขที่ทุกคนดูจะสบายใจแล้วก็ชื่นชอบพอถามเรื่องราคาดูพวกเจ้าตัวก็บอกว่า ราคาลดลงเยอะมากกว่าที่คิด! เท่านั้นยังไม่พอคุณภาพดีขึ้นเยอะด้วย! พอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็ค่อนข้างสบายใจยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยที่สุด ทุกคนก็ได้ใช้ของดีในราคาถูกนั่นแหละนะ หลังจากนั้นก็พูดคุยกันอยู่แป๊บนึงก่อนจะแยกย้ายกันไป เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีงานของตัวเองที่ต้องทำ นักผจญภัยสาวระดับเงินที่ทำหน้าที่ในฐานะพี่เลี้ยงแล้วก็คนดูแลอดไม่ได้ที่จะแอบมองไปทางเด็กหนุ่มผู้เป็นเพื่อนใหม่ที่เพิ่งพบกันเมื่อวาน ด้วยเหตุผลบางอย่างเธอรู้สึกว่าไม่ธรรมดามีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ในขณะเดียวกัน เจมส์ก็ได้กลับมาที่ประตูเมืองแล้วก็เสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปที่กิลด์นักผจญภัย โดยระหว่างทางเขาก็ได้สอดส่องสายตาสังเกตเพื่อดูเกี่ยวกับพวกคนที่ขายน้ำยาโพชั่นปลอมเล็กน้อยด้วย และเขาก็เจอจริงๆ อีกฝ่ายสวมเสื้อคลุมสีเขียวเข้มมีคางแหลมร่างกายผอมแห้งดวงตาดำคล้ำที่ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อถือ เขาประเมินแล้วโพชั่นเป็นของปลอม… “พี่ชาย มีโพชั่นแก้สถานะผิดปกติหรือเปล่า?”โดยไม่รอช้าเขาที่ตัดสินใจเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างก็ได้เข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วก็ถามว่ามีโพชั่นชนิดนั้นขายอยู่หรือเปล่า? โดยพยายามแสดงความต้องการนิดๆ “มีสิ เจ้าหนู…ขวดละ 40 เยลเท่านั้น” พ่อค้าหาบเร่ที่ท่าทางไม่น่าไว้วางใจนั้นได้หันไปทางเด็กหนุ่มด้วยแววตาที่เหมือนกับเจอเหยื่อแล้วก็ได้ตอบออกมาทันทีว่ามีอย่างแน่นอน แล้วไม่รอช้ายังบอกถึงราคาที่ขายของตัวเองอีกด้วย ซึ่งขายถูกกว่าราคาตลาดมากถึง 30 เยลกันเลยทีเดียวเชียว เมื่อราคาถูกบอกออกมาแล้วนั้น “ถูกมาก! ที่จริงขอโพชั่นฟื้นพลังเวทกับฟื้นฟูรักษาด้วย…ใช้กิลด์การ์ดได้หรือเปล่า?”เขาทำท่าทางเป็นเหมือนตื่นเต้นก่อนจะถามในตอนท้ายว่าสามารถจ่ายผ่านกิลด์การ์ดได้หรือเปล่า? “ได้แน่นอน ทั้งหมด 120 เยลเจ้าหนู”คนขายได้ตอบออกมาทั้งรอยยิ้มที่แน่นอนว่าเป็นรอยยิ้มที่เลือดเย็นไม่มีแม้แต่ความเห็นใจเจ้าตัวเลขล้วงหยิบกิลด์การ์ดของตัวเองขึ้นมาในทันที “นี่ครับขอบคุณมาก…” เขาตอบรับออกมาด้วยความขอบคุณก่อนจะเจตนาซื้อของพวกนี้เอาไว้เป็นหลักฐานแล้วเขาก็จะได้ถือโอกาสจดจำใบหน้าของอีกฝ่ายใดมากที่สุด โดยใช้การซื้อขายด้วยบัตรการ์ดน่าจะพอใช้เป็นหลักฐานได้อะไรแบบนั้น เด็กหนุ่มได้แยกตัวออกมาแล้วมุ่งหน้าไปที่กิลด์นักผจญภัยทันที ตอนนี้เหมือนจะเงียบสงบลงเยอะพอสมควรแล้วคงเพราะว่านักผจญภัยออกไปทำเควสกันหมด ในกิลด์เลยค่อนข้างร้างคนอยู่พอสมควร แน่นอนว่าช่องที่เขามุ่งไปไม่ใช่ที่ไหนอื่นแต่มุ่งต้องไปหาเพนน่าที่กำลังยิ้มแล้วก็โบกมือทักทายเขาอยู่พอดีเลย เจมส์ยิ้มออกมาบางๆ แล้วก็มุ่งหน้าเข้าไปหาทันที… “สวัสดีตอนสายครับ พี่เพนน่า มาส่งเควสที่ทำครับ”เขาได้ทักทายออกมาทั้งรอยยิ้มก่อนจะบอกถึงธุระของตัวเองว่าตัวเองนั้นมาส่งเควสที่ได้รับไปเมื่อวานนี้นั่นเองอะไรๆทำนองที่ว่านั้น “สวัสดีตอนสายเช่นกัน น้องเจมส์ พี่ขอตรวจผลเมอร์เรลรี่สักหน่อยนะ”เพนน่าตอบรับทั้งรอยยิ้มโดยทักทายกับด้วยความเอ็นดูอ่อนโยนก่อนเธอนั้นจะขอตรวจผลไม้ที่ว่านั้นหน่อย “ได้เลยครับ…(ที่จริงแล้ว วันนี้มีผมเจอหาบเร่ที่ขายโพชั่นปลอมด้วย)” เจมส์เขาตอบรับออกมาในทันทีก่อนที่จะทำท่าทางเป็นถอดตะกร้าแล้วยื่นส่งให้กับหญิงสาวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยในขณะเดียวกันที่เธอยื่นเอื้อมตัวเข้ามาหาเขาก็ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเป็นน้ำเสียงของการกระซิบช่วยบอกถึงเรื่องนั้นว่าตัวเองเจอคนหาบเร่ที่ขายของปลอมอยู่ด้วย “เห๋…(เห็นที่ไหนหน้าตาเป็นยังไง?)”หญิงสาวมีความลากเสียงยาวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามตอบด้วยน้ำเสียงกระซิบเช่นกันเพราะรู้ว่าไม่ควรเปิดเผยดังจนเกินไปในตอนนี้ “(ที่จริงแล้วนอกจากเห็น ผมเลยซื้อมาด้วยเอาเป็นหลักฐาน…)” เจมส์ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แผ่วเบาก่อนจะทำท่าทางเป็นล้วงกระเป๋าเอาขวดโพชั่นทั้ง 3 ขวดที่มีสีของเหลวแตกต่างกัน 3 สีอันได้แก่สีแดงทึบ สีฟ้าทึบ และสีม่วงทึบออกมาวางลงบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าของหญิงสาวที่เอาตะกร้าที่มีผลไม้ ‘เมอร์เรลรี่’ ไปวางช่างอยู่บนเครื่องอุปกรณ์เวทย์บางอย่างอยู่ และแน่นอนว่าเธอได้หยิบโพชั่นทั้ง 3 ขวดที่ว่านั้นขึ้นมาตรวจสอบทีละขวดโดยใช้สกิลทักษะประเมิน และแน่นอนว่าผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เด็กหนุ่มได้บอกเอาไว้เลยว่ามันเป็นของปลอม เนื้อนอกเหนือจากนั้นชื่อแหล่งผลิตก็ตรงกันทั้ง 3 ขวดอีกด้วย พวกที่ขายของปลอมมันช่างเหิมเกริมอย่างแท้จริง “พอจำหน้าคนขายได้หรือเปล่า?”เธอตัดสินใจถามออกมาด้วยน้ำเสียงสีหน้าเคร่งขรึมปานคาดหวังหนักมากเพราะถ้ามีแค่ชื่อมันไม่มีประโยชน์อย่างน้อยที่สุดเธออยากรู้ว่าเขาจำหน้าคนร้ายได้หรือเปล่า “ถ้ามีกระดาษประกาศขนนกแล้วก็น้ำหมึก…ถ้าเป็นตอนนี้ผมวาดเป็นภาพให้ได้เลย”เจมส์ตอบออกมาตามตรงเลยว่าถ้าตอนนี้มีสิ่งนั้นเขาสามารถวาดเป็นภาพให้ได้เลยด้วยซ้ำไป “งั้นก็ตามมาที่ห้องด้านหลังเลยน้องเจมส์” พอเธอได้ยินแบบนั้นแล้วก็ไม่ลังเลหรือรอช้าเปิดประตูให้เด็กหนุ่มเดินตามไปที่ห้องด้านหลังเลย เธอได้ขอกิลด์การ์ดของเด็กหนุ่มเอาไว้ก่อนพร้อมกับส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเธอดูแลเรื่องการสำเร็จเควสแทนพร้อมกับจ่ายค่าตอบแทนด้วย โดยพอเข้ามาที่ห้องด้านหลัง เธอได้มอบกระดาษแล้วก็ประกาศขนนกกับขวดน้ำหมึกให้แก่ตัวเด็กหนุ่มในทันที พอได้รับมาแล้วก่อนที่จะลืม เจมส์ก็ไม่รอช้าเปิดฝาขวดแล้วจุ่มปลายปากกาขนนกลงไปก่อนจะเริ่มตวัดวาดภาพร่างหน้าเหมือนของโจรที่ขายโพชั่นปลอมให้กับตัวของเธอได้รับเอาไปดู ใช้เวลาสักพักนึงถึงจะวาดเสร็จ “นี่ครับ หน้าตาโจรที่ขายของปลอม”หลังจากใช้เวลาอยู่พอสมควรเขาก็วาดภาพนั้นเสร็จแล้วก็ยื่นคืนให้กับเธอ โดนกระดาษเหลืองนั้นมีภาพเหมือนของคนร้ายที่ขายของปลอมอยู่อย่างเด่นชัด “น้องเจมส์มีพรสวรรค์ด้านวาดภาพเหมือนกันนะเนี่ย…”เพนน่าเธอค่อนข้างแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ตัวของเด็กหนุ่มมีความสามารถด้านการวาดภาพสูงถึงขนาดนี้ “อาจารย์เคยบอกไว้ว่านักปรุงยาต้องวาดภาพให้ได้ เผื่อเจอสมุนไพรพันธุ์ใหม่ที่ไม่รู้จักมาก่อน”เขาได้ให้เหตุผลออกมาแบบนั้นตามเหตุผลหลายอย่างมีอะไรอ้างอาจารย์ไปเลย “อ๊ะ นั่นเป็นความจริงเลยล่ะ” เพนน่าเธอค่อนข้างเห็นด้วยกับอะไรแบบนั้นเพราะแน่นอนว่าถ้าสามารถบันทึกรูปภาพด้วยภาพร่างเอาไว้ได้คนที่มาค้นหาต่อจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกันอะไรในทำนองที่ว่านั้น แต่ยังไงก็ตามภาพร่างเหมือนเนี่ยสมจริงมากเธอน่าจะติดประกาศเตือนนักผจญภัยทั้งหลายได้แต่ยังไงก็ตามต้องปรึกษากิลด์มาสเตอร์ก่อน ส่วนเจ้าตัวของกลางที่มันมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายขึ้นมาด้วยในประเมินระดับสูงของเธอเนี่ย ถ้าถึงคราวจำเป็นต้องให้เป็นพยานหวังว่าเด็กหนุ่มจะเป็นพยานให้ได้นะ เจมส์ตอบรับด้วยความยินดีเพราะในฐานะนักปรุงยาเขาไม่สามารถยอมรับให้มีของปลอมขายหลอกให้คนไปเสียตายได้หรอก และแล้วเขาก็ออกมาด้านนอกพร้อมกับเธอก่อนที่จะได้รับกิลด์การ์ดคืนโดยรางวัลนั้นได้ถูกอัดเต็มเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนั้นเขาก็ได้รับเควสขนย้ายวัตถุดิบไปส่งที่กิลด์นักปรุงยาด้วย ไม่เพียงแค่ลงทะเบียนกิลการ์ดเท่านั้นก็ยังได้เอกสารสำหรับเซ็นรับรู้รับเรื่องมาด้วย…บทที่ 25 กลับสู่บ้านเรา [-จบบริบูรณ์-]หลังจากนั้น แน่นอนว่าเจมส์ก็ได้เข้าเรียนรู้พื้นฐานขั้นต่ำในฐานะหัวหน้าตระกูลขุนนางซึ่งมันมาเป็นหนังสือกฎระเบียบขุนนางที่ควรพึงต้องรู้เลยเพราะตัวเขาเป็นขุนนางระดับกลางหน้าใหม่ตามปกติก็อยากจะให้เข้าสถาบันหลวงหรือโรงเรียนหลวงอยู่หรอกแต่ด้วยความสามารถ…ถ้าต้องเข้าเรียนคงเสียเปล่าในการพัฒนาฝีมือเป็นแน่แท้เลย ในชั่วขณะนั้นเข้าได้มีขุนนางมากมายเข้ามาแวะทักทายที่พระราชวังหลวงสำหรับคฤหาสน์ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะสำเร็จซึ่งให้อยู่รอคงไม่ใช่อะไรที่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก ในขณะเดียวกันนั้น เอกสารแจ้งไปยังคณะบริหารของเมืองพาร์มเบลก็ได้รับยืนยันแล้วไปถึงโดยสัตว์อสูรสื่อสารทางไกล แน่นอนว่าชาวเมืองก็ได้รับรู้ข่าวดีนี้แล้วด้วยในวันที่ผู้ปกครองเมืองมาถึงคงจะมีพิธีต้อนรับอย่างแน่นอน และด้วยเหตุผลบางอย่างคนเป็นกษัตริย์อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมว่าเด็กหนุ่มค่อนข้างได้รับความนิยมสูงพอสมควรเลยนี่นาโดยเฉพาะกับกิลด์ต่างๆ ในท้องถิ่นรวมไปจนถึงธุรกิจที่ขึ้นตรงกับกิลด์อีกด้วย ตัวของเจมส์ที่ถูกให้เรียนรู้เรื่องนี้โดยตรงจากผู้เป็นกษัตริย์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งว่าตัวเอ
บทที่ 24 งานเลี้ยงฉลอง!หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่นัก ซิลฟราเรียที่มีสีหน้าสดชื่นกับยูเนียร์ที่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีสีหน้าผ่อนคลาย เธอได้เดินเข้าไปหาผู้เป็นบิดามารดาเพื่อกระซิบอะไรบางอย่างเล็กน้อยหรือสีหน้าที่เขินอายว่าเหมือนจะตกลงอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างลงตัวมากแล้วอะไรในทำนองที่ว่านั้นเลยทีเดียวเชียวแหละผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันลงไปจนถึงผู้เป็นราชินี และรวมไปจนถึงผู้เป็นมารดาแท้ๆ ที่เป็นภรรยาลำดับที่ 3 ต่างค่อนข้างแปลกใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยินดีกับลูกสาวคนนี้ที่ในที่สุดแล้วก็ได้มีโอกาสหมั้นหมายกับตัวของเอิร์ลหนุ่มคนนี้ที่แน่นอนว่าอายุน้อยกว่า และในขณะเดียวกันเจ้าตัวอดีตดยุกแอสเตรียพร้อมกับลูกชายของเจ้าตัวก็นึกขึ้นได้ว่าเมืองพาร์มเบลนั้นยังขาดตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองนครอยู่พอดีส่วนผู้ที่ทำหน้าที่บริหารในปัจจุบันเป็นคนของตัวเองอยู่แล้ว ให้เด็กหนุ่มได้มีฐานะเป็นผู้ปกครองแล้วก็ฝากงานด้านบริหารดินแดนไว้กับเจ้าหญิงยูเนียร์คงจะดีไม่น้อยเลย โดยทุกฝ่ายตกลงกันอย่างรวดเร็วขุนนางชั้นสูงที่ในตอนแรกเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้างในตอนแรกเพราะได้รู้ถึงพื้นเพแล้วก็ตัวอาจารย์ของเด็กหนุ่มก็รับรู้ได
บทที่ 23 ใครคืออาจารย์?การปรากฏตัวของอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่เกษียณด้วยการสละราชบัลลังก์ไปก่อนนั้นทำเอาเกิดความปั่นป่วนไม่น้อยเพราะเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านทั้งสองพลานามัยไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เนื่องด้วยโรคไข้หวัดประจำฤดูกาลมาถึงท่านทั้งสองก็ได้รับเชื้อด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะรักษาหายโดยปาฏิหาริย์แต่ร่างกายก็ไม่น่าที่จะกลับมาแข็งแรงเร็วขนาดนี้ ผู้เป็นอดีตราชาชี้ไปทางเจ้าตัวเด็กหนุ่มที่ทำมาเจ้าตัวเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเจ้าตัวได้พูดในทำนองว่าโพชั่นชนิดใหม่ที่ว่าฟื้นฟูให้ร่างกายหายเหนื่อยล้าแล้วก็ทำให้สดชื่นนั่นน่ะทำให้ร่างกายตัวเองฟื้นกลับมาเหมือนครั้งอย่างหนุ่มเลย!แน่นอนเพราะเป็นแบบนั้นแล้วก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างใหญ่หลวง คนเป็นราชาองค์ปัจจุบันซึ่งเป็นลูกชายรีบสั่งการให้ไปยังอีกห้องนึงโดยขอให้ขุนนางทั้งหมดไปรออยู่ที่ห้องโถงจัดเลี้ยงได้เลยเพื่อการเฉลิมฉลองแด่เอิร์ลตระกูลใหม่นี้ เพราะเดี๋ยวคุยเสร็จต้องเอาท่านเอิร์ลคนนี้ไปแห่รอบเมืองด้วยอย่างไรก็ตามอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่ถูกพามาด้วยนั้นยังอีกห้องหนึ่งคณะแพทย์หลวงที่ประกอบไปด้วยแพทย์หลายศาสตร์ก็ได้ทำการตรวจสุขภาพท่านในทันทีแล้วก็ต้
บทที่ 22 พิธีมอบรางวัลเวลานั้นได้ดำเนินต่อไปในช่วงเวลาสายของวันใหม่ ณ ท้องพระโรงใหญ่ที่กล่าวได้ว่าเป็นห้องโถงบัลลังก์ซึ่งด้านในสุดนั้นมีพระที่นั่งยกสูงจากพื้นปกติอยู่ในคำกล่าวนี้หมายถึงว่ามีพื้นสูงยกเป็นขั้นบันได 3 ขั้นซึ่งมีพระที่นั่งซึ่งเป็นบัลลังก์ขององค์กษัตริย์แล้วก็ราชินีตั้งตะหง่านอยู่และบนบัลลังก์สูงในเวลานี้นั้นผู้เป็นกษัตริย์แล้วก็ราชินีนั่งอยู่เคียงข้างกันโดยมีสนมนั่งอยู่ทางด้านหลังแล้วก็พระราชบุตรแล้วก็พระราชธิดาทุกพระองค์ ไม่สิ ยกเว้นเจ้าหญิงลำดับที่ 5 ที่เหลือทุกพระองค์นั้นอยู่ครบ โดยเมื่อมองออกไปนั้นสองฝั่งของพรมสีแดงที่ได้ปูจากด้านหน้าของบัลลังก์สูงมันถูกปูยาวไปจนถึงประตูทางเข้าด้วยสองฝั่งของผมแดงได้มีเหล่าผู้ทรงเกียรติขุนนางทั้งน้อยกลางแล้วก็ใหญ่ของราชอาณาจักรพาราเวลล์ไม่อยู่อย่างพร้อมเพียงพร้อมหน้าพร้อมตากัน ในเวลานั้นเอง นอกเหนือจากขุนนางแล้วก็ยังมีกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ศูนย์ใหญ่ทั้งหลายมาร่วมด้วยเช่นกันไม่ต่างอะไรกับผู้บัญชาการอัศวิน ผู้นำภาคีจอมเวทย์ และคณะแพทย์หลวงรวมไปจนถึงคณะผู้บริหารของประธานองคมนตรีทั้งหมดต่างสวมเครื่องแบบพิธีการหรือเครื่องแบบที่เป็
บทที่ 21 เดินเล่นยามเช้าการเสวนายังคงดำเนินต่อไปแบบใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ แน่นอนมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีโดยบรรดาพวกขุนนางที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายแต่แค่อิจฉาจนพยายามสร้างเรื่องด้วยวาทกรรมอะไรในทำนองแบบนั้น แน่นอนเจมส์เข้าใจได้ว่ามันเป็นสังคมแบบป้ายใหญ่กินปลาเล็กถ้าเกิดตนเองทำตัวอ่อนแอก็จะเป็นเป้าหมายให้ถูกเล่นงาน ดังนั้นแล้ว ตนเองก็ขอตอบรับว่าจะสู้กับเต็มที่แน่นอน สู้กับด้วยวิธีของตนเองอะไรในทำนองที่ว่าแบบนั้น แล้วจะคุยไม่ได้สักพักใหญ่ๆ เมื่อมองดูเวลาแล้วก็เห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกินมื้อค่ำนั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม…ไม่ว่าจะเจมส์หรือซิลฟราเรียต่างก็ได้รับเชิญให้กินมื้อค่ำด้วยกันในห้องอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกราชวงศ์ทุกคน ซึ่งเจ้าตัวเด็กหนุ่มก็ค่อนข้างรู้สึกทึ่งเมื่อเขาได้พบว่าผู้เป็นพระราชานั้นมีภรรยามากถึง 7 คน และมีลูกชายลูกสาวรวมกันมากถึง 13 คนกันเลยทีเดียวเชียวเนื้อหาบทสนทนาระหว่างบนโต๊ะอาหารก็เป็นไปเรื่อยเปื่อยส่วนมากก็คือ ถามเกี่ยวกับโพชั่นแล้วก็มุมมองการพัฒนาแล้วก็คิดค้นโพชั่นใหม่ ซึ่งเจมส์ก็ตอบออกมาตามตรงตามเท่าที่สามารถตอบได้แน่นอนข้อมูล
บทที่ 20 เข้าเฝ้าราชวงศ์ระหว่างการนั่งรอแน่นอนด้วยเหตุผลบางอย่างก็เริ่มเห็นว่าผู้คนเริ่มมารวมตัวกันเยอะขึ้น เจมส์ก็พยายามทำใจตัวเองให้สงบเข้าไว้ด้วยการจ้องหน้ามองตาสบตาซิลฟราเรียผู้เป็นคนรักจนในที่สุดเจ้าตัวเธอคนโดนจ้องก็บอกว่าพอก่อนอย่าจ้องกันเยอะแบบนั้นมันเขิน!? แล้วมันก็กลายเป็นแบบนั้นไป…ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นเบาบางความตึงเครียดลงจนหลังจากที่รอไม่นานเท่าไหร่นักก็ได้ยินเสียงของล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนพร้อมกับเสียงฝีเท้าของอาชาหลาย 10 คู่ที่วิ่งเข้ามาเหมือนกับเสียงกรอบที่กระทบกัน พอลุกขึ้นแล้วมองไปตามทิศทางเสียงนั้นเจมส์ก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นขบวนม้าสวมเกราะสีเงินพราวประกายระยิบระยับที่สะท้อนกับแสงไฟถนน ซึ่งไม่เพียงแค่นักรบหรืออัศวินที่ขี่อยู่บนหลังม้าศึกเหล่านั้นที่สวมชุดเกราะแต่ม้าพวกนั้นเองก็สวมชุดเกราะด้วยเช่นกัน โดยอัศวินทั้งหลายได้ถือธงที่เป็นธงเฉลิมเกียรติตามที่ได้รับฟังคำพูดของคุณปีแอร์ รถมา 2 คันได้ทำการวนเข้าจอดโดยคันด้านหลังนั้นได้ถูกเชิญให้ท่านคลอฟอร์ด และคุณปีแอร์ส่วนเจมส์กับซิลฟราเรียได้ถูกเชิญให้ขึ้นนั่งบนรถม้าที่มีตราราชวงศ์ประดับติดเอาไว้อยู่ แน่นอนว่าเจ้าตั







