เข้าสู่ระบบหลิวเวยไม่รอช้า นางคิดว่าหากจะทำให้พวกเขาเห็นก็จะต้องเริ่มจากการให้มีของกินมายืนยันเสียก่อน ดังนั้นนางจึงได้เอ่ยเรียกพี่ชายทั้งสองพร้อมกับทำท่าทางเป็นมีลับลมคมใน
“พี่สี่ พี่ห้า” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังและลึกลับ “เมื่อสักครู่ข้าสัมผัสได้ว่าในจวนของเรานั้นมีเถามันเทศป่าอยู่ติดกับริมกำแพงจวนตรงนั้นเจ้าค่ะ และยังมีพุทรามากมายข้างเรือนเก็บฟืนทางทิศใต้ด้วย พวกเราไปเก็บมากินดีหรือไม่” เด็กแฝดทั้งสองต่างจ้องมองนางเป็นตาเดียว และเมื่อพูดถึงของกินจู่ ๆ เสียงโครก... ก็ดังออกมาจากท้องเล็ก ๆ ของเสิ่นจื้อคัง
และเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดนี้ก็ได้ทำลายความเงียบและความลึกลับของสถานการณ์ลงทันที... เสิ่นจื้อคังผู้เป็นเจ้าของเสียงถึงกับหน้าแดงก่ำ เขารีบยกมือขึ้นกุมท้องของตัวเองด้วยความอับอาย ส่วนเสิ่นจื้ออันผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดก็พยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นรวมถึงเสี่ยวชิงด้วย
“พี่ห้าหิวหรือเจ้าคะ?” หลิวเวยถามด้วยรอยยิ้มเอ็นดู แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ขะ... ข้าเปล่าเสียหน่อย!” เสิ่นจื้อคังเถียงเสียงอ่อย แต่ท้องของเขากลับส่งเสียงประท้วงดังขึ้นอีกครั้งเป็นการยืนยัน
จื้ออันเลิกกลั้นหัวเราะแล้วหันไปมองหลิวเวยด้วยดวงตาเป็นประกาย ความสงสัยในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม “น้องเล็ก... ที่เจ้าพูดเมื่อครู่... เรื่องมันเทศป่ากับพุทรา... มันจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอนสิเจ้าคะ!” หลิวเวยยืดอกเล็ก ๆ ตอบอย่างมั่นใจ “ท่านเทพเซินหนงเพิ่งกระซิบข้าเมื่อครู่นี้เอง ท่านบอกว่าเถามันเทศตรงนั้นกำลังรอให้พวกเราไปเก็บเกี่ยวอยู่พอดี!”
“คุณหนูเทพเซินหนงคือใครหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงถามขึ้นด้วยความใคร่รู้ เช่นเดียวกับฝาแฝดสองคนที่กำลังมองนางตาแป๋วอย่างสงสัยเช่นกัน
“เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนที่ข้าสลบไปนั่นแหละเจ้าค่ะ” เสิ่นหลิวเวยเกริ่นด้วยท่าทางจริงจัง “คือในตอนที่ข้าหลับไป... ข้าได้ฝันถึงท่านปู่คนหนึ่ง” หลิวเวยแสร้งทำตาโตราวกับยังตื่นเต้นกับความฝันไม่หาย
“แต่ท่านปู่คนนั้นไม่เหมือนคนธรรมดาอย่างเรา ๆ นะเจ้าคะ! บนศีรษะของท่านมีเขาเล็ก ๆ งอกออกมาเหมือนกับลูกวัว! เส้นผมกับเคราของท่านก็ยาวรุงรังไปหมดเลย แล้วเสื้อผ้าที่ท่านใส่ก็ไม่ได้ทำมาจากผ้า แต่ทำมาจากใบไม้สีเขียวสดทั้งนั้นเลย เจ้าค่ะ!”
คำบรรยายที่แปลกประหลาดนั้นทำให้เด็กแฝดทั้งสองตาโตด้วยความทึ่ง... รวมถึงเสี่ยวชิงด้วย ทว่าพวกเขาก็ยังคงนิ่งฟังคำพูดของเด็กหญิงต่อไปอย่างตั้งใจ
“แล้วก็... ที่ท้องของท่านมันก็ยังแปลกมาก” หลิวเวยทำเสียงตื่นเต้นขึ้นมากกว่าเดิม “มันใสมาก! ใสจนข้ามองเห็นสมุนไพรที่ท่านเพิ่งกินเข้าไปกำลังทำงานอยู่ในท้องของท่านเลยและในมือของท่านก็ยังถือแส้สีแดงทำมาจากดินเส้นหนึ่ง พอท่านเอาแส้ไปแตะที่ต้นไม้ใบหญ้า ข้าก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าต้นไหนกินได้ ต้นไหนเป็นยา แล้วต้นไหนมีพิษ! มันวิเศษมากเลยจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“จริงหรือ!?” ครั้งนี้เป็นเสียงร้องของจื้อคัง... เนื่องจากเจ้าตัวยังไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้มาก่อน
หลิวเวยพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง “จริงสิเจ้าคะ ท่านปู่ผู้นั้นบอกว่าท่านคือเทพเซินหนง ท่านสงสารที่เห็นพวกเรามีของกินน้อย ท่านก็เลยสอนทุกอย่างเกี่ยวกับพืชพรรณให้ข้า... แต่ท่านมีข้อแลกเปลี่ยน...”
“ข้อแม้อันใดหรือเจ้าคะ คุณหนู” เสี่ยวชิงอดไม่ได้ที่จะถามแทรกขึ้นมา
“ท่านสั่งว่า... ห้ามข้าเก็บความรู้นี้ไว้คนเดียวอย่างเด็ดขาด ต้องนำไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วย! ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ข้ารู้จะหายไป”
เด็กทั้งสามต่างพากันเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์นี้ ยกเว้นก็แต่ภูตน้อยที่กำลังยกมือปิดปากของตนทว่าแววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความขบขัน
‘นายท่าน เรื่องราวของท่านนั้นสุดยอดมากเลยเจ้าค่ะ’ คำพูดของนางได้เรียกค้อนวงใหญ่จากเสิ่นหลิวเวยทีเดียว
‘หากข้าไม่อ้างเช่นนี้พวกเขาจะเชื่อได้อย่างไร หรือจะให้บอกว่าข้ามีภูตเรืองแสงพูดได้มาอยู่ด้วย และข้าเป็นวิญญาณมาจากอีกโลกเช่นนั้นหรือ หากพูดออกไปเช่นนี้มิแคล้วข้าจะได้ถูกหาว่าบ้ากันพอดี... เพราะข้าคิดว่าเรื่องราวของข้านั้นน่าเชื่อน้อยกว่าเรื่องของเทพเจ้าเสียอีก’ เสิ่นหลิวเวยเอ่ยตามจริงอย่างที่ใจคิด
‘ข้าน้อยก็คิดเห็นเช่นเดียวกับนายท่านเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าน้อยไม่คิดว่านายท่านจะสามารถแต่งนิทานเช่นนี้ออกมาได้ด้วย’ ชุนหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างร่าเริง
‘ข้ายังมีนิทานอีกหลายเรื่องเลยทีเดียว แต่เรื่องนี้จะว่าไปก็ไม่นับว่าเป็นนิทานของข้าหรอกนะเพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณแล้วต่างหาก’ เสิ่นหลิวเวยแย้งก่อนที่นางจะหันมาสนใจลูกพี่ลูกน้องของตนกับเสี่ยวชิงต่อ
“ว่าอย่างไรเจ้าคะ พวกท่านสนใจจะไปขุดมันเทศป่ากับข้าหรือไม่” คำถามของนางทำให้เด็กต่างวัยทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้ารับ
“ถ้าเช่นนั้นเราจะรออะไรอยู่เล่า!” จื้อคังร้องขึ้นเป็นคนแรก “รีบไปกันเถอะ!”
“ไปเลย! ไปเลย!” จื้ออันสนับสนุนทันควัน
“ดีมาก! ถ้าเช่นนั้นกองทัพพิทักษ์ปฐพี... เคลื่อนพลได้!” หลิวเวยตะโกนสั่งการอย่างสนุกสนานประหนึ่งว่านางเป็นเช่นเด็กน้อยคนหนึ่งจริง ๆ
“กองทัพพิทักษ์ปฐพีเช่นนั้นหรือ” หรงจื้ออันแฝดพี่เอ่ยทวนอย่างสนใจ “เจ้าค่ะ ต่อไปนี้ข้าจะเป็นแม่ทัพ ส่วนพี่สี่กับพี่ห้าจะเป็นรองแม่ทัพ และเสี่ยวชิงก็เป็นนายกองดีหรือไม่เจ้าคะ พวกเราจะเป็นผู้พิทักษ์ผืนดิน”
“น่าสนใจ เอา ๆ พี่เอาด้วยตกลงตามนี้” เสียงของหรงจื้อคังที่มีความซุกซนมากกว่าคนเป็นพี่ตะโกนเสริมเสียงดัง
“บ่าวก็ตกลงเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเองก็ส่งเสียงออกมาบ้าง
“แล้วพี่สี่ล่ะเจ้าคะ ว่าเช่นไร” เสิ่นหลิวเวยหันไปถามพี่ชายแฝดพี่ของพี่ชายคนที่ห้าอย่างคาดหวังเล็ก ๆ
“ตกลง ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพต้องการให้พวกเราทำอันใดก็ว่ามาได้เลยขอรับ” จบคำพูดนี้ของเขา... เสียงหัวเราะอย่างร่าเริงอันสดใสของเด็ก ๆ ก็พลันดังลั่นไปทั่วจวน
“ถ้าอย่างนั้นภารกิจแรกของเราก็คือ... ไปขุดมันเทศป่ากันเจ้าค่ะ”
“ได้เลยขอรับ/เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” จบคำพูดของพวกเขาทั้งสามคน
เสิ่นหลิวเวยก็ได้ออกตัวนำโดยมีชุนหยาที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากนางเป็นผู้นำทาง ‘ทางนี้เจ้าค่ะ นายท่านตามมาดี ๆ นะเจ้าคะ’ ชุนหยาไม่วายเอ่ยเตือนโดยนางได้ใช้อำนาจของตนขับไล่สัตว์มีพิษต่าง ๆ ไปด้วย
ส่วนเด็กแฝดทั้งสองกับเสี่ยวชิงพวกเขาต่างก็รีบวิ่งตามน้องสาวกับคุณหนูของตนไปอย่างกระตือรือร้น ไม่นานนักคณะสำรวจตัวน้อยก็มาถึงบริเวณกำแพงจวนด้านที่รกร้างมากที่สุด
หลิวเวยแสร้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา ก่อนจะชี้นิ้วไปยังพุ่มไม้หนาทึบแล้วประกาศออกมาเสียงดัง “ตรงนั้นเจ้าค่ะ! ท่านเทพเซินหนงบอกข้ามาเช่นนี้”
เด็ก ๆ ทั้งสามช่วยกันแหวกพงหญ้าตามนิ้วเรียวเล็กของนางเข้าไป ก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความดีใจ เมื่อสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเถามันเทศป่าที่เลื้อยพันกันอยู่เป็นบริเวณกว้างจริง ๆ
“มีจริง ๆ ด้วย!” เสิ่นจื้ออันร้องอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้นพวกเรารีบเก็บกันเถอะ!” จื้อคังกล่าวพลางมองหาไม้แข็ง ๆ มาเตรียมขุดดินทันที
ความสำเร็จเล็ก ๆ ก้าวแรกนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าให้กับเด็ก ๆ ทั้งสาม... และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการปฏิวัติครัวเรือนของเสิ่นหลิวเวยเท่านั้นเอง
ในขณะที่เด็กทั้งสี่คนกำลังช่วยกันขุดมันเทศป่าอยู่นั้น หญิงชราผู้ไม่เห็นหน้าหลานชายหลานสาวหลังจากเดินออกมาจากห้องก็รู้สึกประหลาดใจ
“เจ้าสี่ เจ้าห้า เวยเอ๋อเล่า” คำถามของนางทำให้หญิงสาวที่กำลังทำงานเย็บปักอย่างเพลิดเพลินต่างพากันหยุดมือ
“เวยเอ๋อชวนไปเดินเล่นเจ้าค่ะ” หลิวซูซินเป็นผู้ตอบ ก่อนที่จะมีเสียงของจางชุนฮวาเอ่ยเสริม “จะว่าไปพวกเด็ก ๆ ก็หายไปกันนานแล้วนะเจ้าคะ”
“นานแล้ว! ไม่ได้การเหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ออกไปดู” น้ำเสียงร้อนใจของหญิงชราดังขึ้น
‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เราเพิ่งมาถึง การจะลงมือทำสิ่งใดสักอย่างนั้นจำเป็นต้องรู้เขารู้เราเสียก่อน’‘ที่นายท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่นายท่านอย่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานมากนักนะเจ้าคะ เพราะชุนหยารู้สึกปวดใจยิ่งนักที่เห็นวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้ไม่น่ากินเจ้าค่ะ’‘ข้ารู้ ข้าเองก็กลัวพี่ ๆ จะผอมลงเหมือนกัน เจ้าดูสิกว่าข้าจะขุน เอ้ยทำให้พวกเขามีเนื้อมีหนังขึ้นมานั้นไม่ใช่ง่ายเลย หากแก้มยุ้ย ๆ ของพี่สาม พี่สี่ พี่ห้าหายไปข้าคงปวดใจแย่ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองเองก็สูงขึ้นมาก... หากต้องมาหยุดการเจริญเติบโตเพราะว่ากินไม่ได้ข้าเองก็ไม่พอใจเช่นกันนั่นแหละ เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง’แต่แม้ว่ารสชาติของอาหารจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ทว่าเด็ก ๆ ตระกูลเสิ่นกลับกินกัน
หลังจากที่เสิ่นหลิวเวยได้รับอนุญาตให้ใช้โรงครัวของสถานศึกษาได้ตามอัธยาศัยแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มปฏิบัติการปฏิวัติอาหารทันที ในเย็นวันนั้นเองนางอ้างกับท่านอาจารย์หยางว่าจะขอลองเตรียมอาหารมื้อเย็นสำหรับพี่น้องของนางก่อนเพื่อทดสอบครัวดังนั้นเมื่อได้กุญแจครัวเล็ก... ซึ่งเป็นครัวแยกสำหรับอาจารย์ที่อยู่ติดกับโรงอาหารใหญ่มาอยู่ในมือ เด็กหญิงก็สั่งให้เสี่ยวชิงไปตระเตรียมถ่านและฟืน ส่วนตนเองก็เข้าไปสำรวจด้านในครัวตามลำพัง‘ชุนหยา เจ้าพร้อมหรือไม่’ นางเอ่ยถามภูตน้อยทันทีที่ประตูปิดลง‘พร้อมเจ้าค่ะ! ว่าแต่นายท่านต้องการสิ่งใดในมิติบ้างหรือเจ้าคะ’‘ข้าอยากได้ไก่หมักสูตรไก่ทอดผู้พัน... ซี่โครงหมูหั่นขนาดพอดีคำ... มันฝรั่งสำหรับตุ๋น มะเขือเทศกับไข่... และที่สำคัญ สาลี่กับเห็ดหูหนูขาวสำหรับของหวาน! เจ้าเตรียมให้ข้าได้หรือไม่’‘เรื่องแค่นี้เองสบายมากเจ้าค่ะ นายท่านไว้ใจชุนหยาได้เลย’เพียงพริบตาเดียวจบคำของภูตน้อยไม่นาน บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกเตรียมไว้มีทั้งไก่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้น... หมักด้วยเครื่องเทศจนเข้าเนื
ทว่ายังไม่ทันที่เมิ่งหย่าฉีจะได้ตอบรับ เสียงของอาจารย์ หยางซือเจ๋อก็ได้ดังขึ้นมาเสียก่อนอย่างตื่นเต้น“ศิษย์น้อยเวยเวย เจ้าสนใจมาเป็นผู้ช่วยสอนของอาจารย์หรือไม่”คำถามนี้ของเขา ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กทั้งสองหยุดชะงักแต่ยังทำให้ทั้งโรงอาหารที่กำลังเริ่มจะกลับสู่สภาวะปกติต้องเงียบกริบลงอีกครั้ง! เหล่าศิษย์พี่ที่เพิ่งจะจ่ายเงินพนันกันเสร็จถึงกับหันขวับกลับมามองทางคนทั้งสามเป็นตาเดียว!“ผู้ช่วยสอน... หรือเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยทวนคำอย่างงุนงง‘ชุนหยาดูเหมือนว่าชีวิตอันสงบสุขของข้ากำลังจะจบลงแล้ว’‘นายท่านเจ้าขา ชุนหยาคิดว่านายท่านจะรู้ตั้งแต่รับคำท้าแล้วนะเจ้าคะ’ คำตอบของชุนหยาทำให้เสิ่นหลิวเวยอยากเอามือก่ายหน้าผาก‘สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว’ เจ้าตัวอยากจะหลั่งน้ำตา“ใช่!” หยางซือเจ๋อพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า“ข้าเป็นอาจารย์มาจนอายุขนาดนี้ บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นวิธีการคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! วิชาคำนวณในใจของเจ้ามันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยข้าอาจารย์เ
ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว“จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวนี้ ทำให้เมิ่งหย่าฉีรีบนำลูกคิดของตนขึ้นมาทันที นิ้วของนางดีดอย่างรวดเร็ว... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ!” นางตะโกนตอบออกมาอย่างมั่นใจในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ!แต่เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันกับนาง... ก็คือเสียงเล็กใสของเสิ่นหลิวเวย“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ”อาจารย์หยางเลิกคิ้วสูง! เร็วเท่ากัน! “ถูกต้องทั้งคู่! ข้อนี้เสมอกัน!”“โธ่เอ๊ย!” เสียงโอดครวญจากกลุ่มศิษย์พี่ที่ลงพนันดังขึ้นเบา ๆเมิ่งหย่าฉีหันไปมองหลิวเวยด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย (บังเอิญน่ะสิ! โจทย์ข้อนี้นับว่ายังง่ายไป!)“โจทย์ข้อที่สอง... ยากขึ้นมาหน่อย” เสียงของหยางซือเจ๋อกล่าวต่อ“จงฟังให้ดี... ช่างทอผ้าผู้หนึ่ง ทอผ้าไหม
เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!” นางยกมือขึ้นห้าม “ของอร่อยมีจำกัด! ไก่ที่ข้าเตรียมมามีไม่พอสำหรับทุกคนแน่ ๆ!” คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนหน้าสลดลงทันที“แต่...” นางฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากทุกท่านอยากกิน... ก็ต้องมาช่วยกันทำ!”“ได้เลย” แม้ว่าเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาเหล่านี้จะไม่เคยทำอาหารก็ตาม ทว่าด้วยทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รับปากออกมาอย่างลืมตัว“ถ้าอย่างนั้น ทุกคนรอกันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยพูดขึ้น‘ชุนหยารีบนำไก่หมักออกมาเพิ่มเร็วเข้า เอามาให้พอกับจำนวนคนนะ’‘ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่าน’ สิ้นคำพูดของภูตน้อย ไก่หลายอ่างดินเผาพร้อมกับแป้งในอ่างอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมา“น้องเล็ก เจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน” เส
ไม่นานหลังจากวันที่เหล่าพี่น้องบ้านเสิ่นไปสมัครเรียน ในที่สุดวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของสถานศึกษาไห่เหวินซู เยวียนก็มาถึง...บรรยากาศในยามเช้าของวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ รถม้าหรูหราหลายคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้า เหล่าคุณชายและคุณหนูในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีต่างทยอยกันลงจากรถม้า พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่หอบหิ้วหีบเสื้อผ้าและตำราตามหลังมาเป็นพรวนแม้ว่าสำนักศึกษาจะอยู่ภายในตัวมณฑลตงไห่ ทว่าตามกฎระเบียบของที่นี่ เหล่าว่าที่บัณฑิตทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในหอพักของสถานศึกษา ซึ่งหากจะให้เสิ่นหลิวเวยเปรียบเปรย ที่แห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนประจำชั้นสูงนั่นเองจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดจะรู้ที่ในยุคนี้ผู้คนไม่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียน อีกทั้งยังไม่มีการบังคับเรื่องการศึกษาจึงทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่คนชั้นสูงบางครอบครัวไม่คิดว่าการศึกษาสำคัญ ยกเว้นครอบครัวนั้นต้องการจะให้บุตรหลานสอบรับราชการ หรือไม่ก็หากเป็นสตรีก็หวังจะให้นางแต่งกับคนชั้นสูงเพื่อสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวดังนั้นแม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษากินนอนก็ทำให้ห้องพักยังมีเพียงพอ ซึ่งเสิ่







