แชร์

ตอนที่ 4 สำรวจรอบจวน

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-05 20:45:52

‘ตกลง...ข้าจะลองดู’

หลังกล่าวจบเสิ่นหลิวเวยจึงได้ลืมตาขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง นางยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นหลิวเช่นเดิม ทุกอย่างรอบตัวยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ร่างเล็ก ๆ ของนางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเพ่งสมาธิไปที่พื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย พร้อมกับนึกในใจว่า ‘ชุนหยา...ออกมาสิ’

ทันใดนั้นเอง ประกายแสงสีเขียวอ่อน ๆ ก็ได้รวมตัวกันกลางอากาศ ก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นร่างของภูตน้อยชุนหยาที่นางเพิ่งเห็นในมโนสำนึกไม่ผิดเพี้ยน!

ร่างของภูตน้อยโปร่งแสงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนพอที่จะมองเห็นชุดใบไผ่และศีรษะรูปหน่อไม้ที่น่ารักน่าเอ็นดูของนาง

‘ข้าตื่นเต้นมากเลยนายท่าน... ข้าอยู่ในพู่หยกมานานมากไม่เคยได้ออกมาด้านนอกเลย’  ภูตน้อยพูดพลางบินวนรอบตัวของหลิวเวยอย่างร่าเริง พร้อมกันนั้นเสียงเล็กใสของนางก็ดังขึ้นในหัวของเด็กหญิงโดยตรง

หลิวเวยมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็ว เสี่ยวชิงยังคงยืนรออยู่ห่าง ๆ และดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ เลย

‘ไม่มีใครเห็นเจ้าจริง ๆ สินะ’ หลิวเวยเอ่ยขึ้นเพื่อความมั่นใจ

‘แน่นอนเจ้าค่ะ! มีแค่นายท่านคนเดียวเท่านั้น!’

เมื่อมีเพื่อนคู่คิด... เอ่อ... ภูตคู่ใจปรากฏตัวอยู่เคียงข้างแล้ว ลำดับต่อมาสิ่งที่หลิวเวยคิดจะทำก็คือการสำรวจจวน แต่การที่นางจะเดินสำรวจไปทั่วแล้วพูดคุยกับอากาศอันว่างเปล่าย่อมเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเกินไป ดังนั้นนางคิดว่าจำเป็นจะต้องมีผู้ช่วย

และแล้วสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดที่ยังคงนั่งเล่นกันอยู่อย่างเงียบ ๆ ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบของตน... หลิวเวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังเด็กแฝดทั้งสองทันที

“ท่านพี่สี่ ท่านพี่ห้า” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส “ข้าเพิ่งหายป่วยข้าอยากเดินเล่นสักหน่อย พวกท่านช่วยพาข้าเดินเล่นได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าอยากจะเดินให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น”

จื้ออันและจื้อคังผู้เงียบขรึมมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย การได้ทำหน้าที่เป็นพี่ชายปกป้องดูแลลูกพี่ ลูกน้องตัวน้อยก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเขา

เมื่อได้แนวร่วมแล้ว หลิวเวยก็จูงมือพี่ชายทั้งสองเดินไปขออนุญาตท่านแม่และท่านอาสะใภ้รอง ซึ่งพวกนางก็เอ่ยอนุญาตอย่างง่ายดายโดยไม่ลืมกำชับให้เสี่ยวชิงคอยดูแลคุณหนูเล็กไม่ให้คลาดสายตา

ไม่นานหลังจากนั้นภารกิจเก็บข้อมูลภาคสนามที่มีฉากหน้าเป็นการเดินเล่นของเด็ก ๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีภูตน้อยชุนหยาที่มองไม่เห็นบินตามมาอย่างตื่นเต้น

เสิ่นหลิวเวยจงใจเดินพาพวกเขาไปยังทิศทางของโรงครัวก่อนเป็นอันดับแรก นางแสร้งทำเป็นเดินชมดอกไม้ไปเรื่อย ๆ แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองเข้าไปในครัวที่เปิดโล่งอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับสูดจมูกฟุดฟิดทำทีเป็นได้กลิ่นหอมของอาหาร

“พี่เสี่ยวชิง วันนี้มื้อกลางวันมีอะไรกินหรือเจ้าคะ?” นางหันไปถามบ่าวรับใช้ตัวน้อยที่เดินตามอยู่ไม่ห่าง

“มื้อกลางวัน?” เสี่ยวชิงทำหน้างง

“คุณหนูพวกเราเพิ่งรับข้าวเช้ากันไป ท่านหิวแล้วหรือเจ้าคะ แล้วมื้อกลางวันเป็นแบบใดเจ้าคะ ปกติพวกเราจะรับข้าวกันเพียงสองเวลาคือยามสายกับยามเย็นเจ้าค่ะ” คำตอบของนางทำให้หลิวเวยตกใจจนหน้าซีด

“น้องสาวเจ้าหิวหรือ” เสียงของแฝดคนพี่ถามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะตามมาด้วยแฝดน้อง “หากเจ้าหิว พี่ว่าพวกเราลองไปดูในห้องเก็บอาหารว่าพอจะมีมันเทศดีหรือไม่ จะได้เอามาย่างให้เจ้ากินรองท้อง”

คำพูดที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างใสซื่อของเสิ่นจื้อคัง ทำให้หัวใจของหลิวเวยกระตุกวูบ

นางไม่ได้ตกใจแค่เรื่องที่คนในยุคนี้กินข้าวกันเพียงสองมื้อ... แต่นางตกใจกับความจริงที่ว่า เด็ก ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างพี่ชายทั้งห้าคนของนาง ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงสองมื้อต่อวันมาโดยตลอด!

มิน่าเล่า ร่างกายของเด็ก ๆ ในจวนถึงได้ดูผอมบางกันทุกคน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน... แต่มันคือภาวะทุพโภชนาการที่ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของร่างกายและสมอง!

และในตอนนี้เป้าหมายของเสิ่นหลิวเวยไม่ใช่การปฏิวัติครัวเรือนแค่เรื่องความอยากกินของอร่อยอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อสุขภาพและอนาคตของครอบครัวนี้!

หลิวเวยส่ายหน้าช้า ๆ มองลูกพี่ลูกน้องทั้งสองด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... จากความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่มองเด็ก กลายเป็นความรู้สึกปกป้องอย่างแรงกล้า

“ขอบคุณท่านพี่สี่ ท่านพี่ห้า... แต่ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเกินวัย “แต่ในอนาคตข้าสัญญาว่าจะหาของอร่อยมาให้พวกเราทั้งครอบครัวได้กิน”

เด็กแฝดทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความแน่วแน่ในแววตาคู่นั้น จึงได้แต่พยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงหนัก

“พวกเราเชื่อเจ้า!”

เมื่อพันธมิตรได้ถูกก่อตั้งขึ้น ปฏิบัติการเก็บข้อมูลภาคสนามก็ดำเนินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

‘ชุนหยา!’ หลิวเวยเรียกหาภูตน้อยในใจอย่างเร่งร้อน ‘รอบ ๆ จวนนี้ มีพืชป่าอะไรที่กินได้และให้พลังงานสูงบ้างหรือไม่!?’

‘มีสิเจ้าคะนายท่าน!’ ชุนหยาบินวนไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางดีใจ ‘ทางกำแพงด้านโน้นมีเถามันเทศป่าซ่อนอยู่เจ้าค่ะ! แม้ว่าหัวของมันจะเล็กกว่าที่คนปลูก แต่รับรองว่าหวานอร่อยมาก! แล้วก็มีต้นพุทราป่าอยู่ใกล้เรือนเก็บฟืนทางทิศใต้ด้วยนะเจ้าคะ! ไม่เพียงแค่นั้นข้ายังเห็นต้นถู่โต้ว/มันฝรั่ง ด้วยเจ้าค่ะ แต่ว่าคนที่นี่มักเรียกมันว่าพืชพิษจึงทำให้ไม่มีใครกล้ากิน’

คำพูดของชุนหยาทำให้สมองของเสิ่นหลิวเวยสว่างวาบขึ้นมาทันที! มันเทศป่ากับพุทราป่าน่ะหรือ? นั่นเป็นเพียงอาหารว่างเท่านั้น แต่ถู่โต้ว... นั้นต่างออกไปเพราะมันฝรั่ง... มันคือสุดยอดอาหารหลักที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงและปลูกได้แม้ในดินที่ไม่สมบูรณ์!

หากนางสามารถนำมันฝรั่งมาเผยแพร่ในยุคนี้ได้ ปัญหาเรื่องความอดอยากของครอบครัว... ไม่สิ... ของคนทั้งอำเภอ       ซีซานก็อาจจะถูกแก้ไขได้เลย!

ทว่าความตื่นเต้นนี้อยู่ได้เพียงชั่วครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความหนักใจที่ใหญ่หลวงกว่า... แต่นางจะทำให้ทุกคนเชื่อได้อย่างไรว่าพืชพิษที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องนั้น แท้จริงแล้วคืออาหารชั้นเลิศ?

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนางใช้ไม่ได้ผลในโลกใบนี้แน่ การจะให้เด็กสี่ขวบไปอธิบายเรื่องสารโซลานีน[1] ในส่วนที่เป็นสีเขียวและประโยชน์ของแป้งในหัวมันนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี

แต่ถ้าหากนางดึงดันที่จะกินมันเข้าไป... ก็มีหวังคงถูกท่านแม่จับตัวไว้แล้วตามหมอมาดูอาการอย่างแน่นอน

(ไม่ได้การ) หลิวเวยคิดในใจอย่างจริงจัง (หากจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงจะต้องแนะนำผู้คนอีกมากถึงสิ่งที่กินได้และกินไม่ได้... การกระทำที่ดูเหมือนปาฏิหาริย์เหล่านี้ จำเป็นต้องมีข้ออ้างที่น่าเหลือเชื่อและทรงพลังมารองรับ... ข้ออ้างที่จะทำให้ทุกคน...โดยเฉพาะท่านปู่ผู้เป็นบัณฑิตและท่านพ่อผู้เป็นขุนนาง... ยอมรับได้อย่างไม่มีข้อกังขา)

เด็กหญิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของนาง... ในเมื่อโลกนี้ยังเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์... และตระกูลเสิ่นก็เป็นตระกูลบัณฑิตที่ให้ความเคารพต่อปราชญ์ในอดีต...

(ใช่แล้ว!) หลิวเวยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ (ในเมื่อท่านปู่เป็นถึงอาจารย์ เช่นนั้นข้าก็จะขอยืมบารมีของปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาใช้เสียเลย!)

ไวเท่าความคิดเมื่อนางได้ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว... นั่นก็คือเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่นางนอนหมดสติไปนั่นเอง! เมื่อวางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลิวเวยก็คิดว่าควรจะเริ่มลงมือจากลูกพี่ลูกน้อยของนางนี่แหละให้เขาเชื่อเสียก่อน

[1] สารโซลานีน (Solanine) เป็นสารพิษตามธรรมชาติประเภทไกลโคอัลคาลอยด์ (glycoalkaloid) ที่พบในพืชวงศ์ Solanaceae/ โซ-ละ-เน-ซี-อี เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ และมะเขือยาว โดยในมันฝรั่งสารโซลานีนมักพบในส่วนที่มีสีเขียว หน่อ หรือผิวที่สัมผัสแสงแดด เนื่องจากแสงแดดกระตุ้นการผลิตสารนี้เพื่อป้องกันพืชจากศัตรู เช่น แมลงหรือเชื้อรา

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 56 ท้า

    ‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เราเพิ่งมาถึง การจะลงมือทำสิ่งใดสักอย่างนั้นจำเป็นต้องรู้เขารู้เราเสียก่อน’‘ที่นายท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่นายท่านอย่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานมากนักนะเจ้าคะ เพราะชุนหยารู้สึกปวดใจยิ่งนักที่เห็นวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้ไม่น่ากินเจ้าค่ะ’‘ข้ารู้ ข้าเองก็กลัวพี่ ๆ จะผอมลงเหมือนกัน เจ้าดูสิกว่าข้าจะขุน เอ้ยทำให้พวกเขามีเนื้อมีหนังขึ้นมานั้นไม่ใช่ง่ายเลย หากแก้มยุ้ย ๆ ของพี่สาม พี่สี่ พี่ห้าหายไปข้าคงปวดใจแย่ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองเองก็สูงขึ้นมาก... หากต้องมาหยุดการเจริญเติบโตเพราะว่ากินไม่ได้ข้าเองก็ไม่พอใจเช่นกันนั่นแหละ เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง’แต่แม้ว่ารสชาติของอาหารจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ทว่าเด็ก ๆ ตระกูลเสิ่นกลับกินกัน

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 59 หอมกลิ่นอะไร?

    หลังจากที่เสิ่นหลิวเวยได้รับอนุญาตให้ใช้โรงครัวของสถานศึกษาได้ตามอัธยาศัยแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มปฏิบัติการปฏิวัติอาหารทันที ในเย็นวันนั้นเองนางอ้างกับท่านอาจารย์หยางว่าจะขอลองเตรียมอาหารมื้อเย็นสำหรับพี่น้องของนางก่อนเพื่อทดสอบครัวดังนั้นเมื่อได้กุญแจครัวเล็ก... ซึ่งเป็นครัวแยกสำหรับอาจารย์ที่อยู่ติดกับโรงอาหารใหญ่มาอยู่ในมือ เด็กหญิงก็สั่งให้เสี่ยวชิงไปตระเตรียมถ่านและฟืน ส่วนตนเองก็เข้าไปสำรวจด้านในครัวตามลำพัง‘ชุนหยา เจ้าพร้อมหรือไม่’ นางเอ่ยถามภูตน้อยทันทีที่ประตูปิดลง‘พร้อมเจ้าค่ะ! ว่าแต่นายท่านต้องการสิ่งใดในมิติบ้างหรือเจ้าคะ’‘ข้าอยากได้ไก่หมักสูตรไก่ทอดผู้พัน... ซี่โครงหมูหั่นขนาดพอดีคำ... มันฝรั่งสำหรับตุ๋น มะเขือเทศกับไข่... และที่สำคัญ สาลี่กับเห็ดหูหนูขาวสำหรับของหวาน! เจ้าเตรียมให้ข้าได้หรือไม่’‘เรื่องแค่นี้เองสบายมากเจ้าค่ะ นายท่านไว้ใจชุนหยาได้เลย’เพียงพริบตาเดียวจบคำของภูตน้อยไม่นาน บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกเตรียมไว้มีทั้งไก่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้น... หมักด้วยเครื่องเทศจนเข้าเนื

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 58 อาจารย์น้อย

    ทว่ายังไม่ทันที่เมิ่งหย่าฉีจะได้ตอบรับ เสียงของอาจารย์ หยางซือเจ๋อก็ได้ดังขึ้นมาเสียก่อนอย่างตื่นเต้น“ศิษย์น้อยเวยเวย เจ้าสนใจมาเป็นผู้ช่วยสอนของอาจารย์หรือไม่”คำถามนี้ของเขา ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กทั้งสองหยุดชะงักแต่ยังทำให้ทั้งโรงอาหารที่กำลังเริ่มจะกลับสู่สภาวะปกติต้องเงียบกริบลงอีกครั้ง! เหล่าศิษย์พี่ที่เพิ่งจะจ่ายเงินพนันกันเสร็จถึงกับหันขวับกลับมามองทางคนทั้งสามเป็นตาเดียว!“ผู้ช่วยสอน... หรือเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยทวนคำอย่างงุนงง‘ชุนหยาดูเหมือนว่าชีวิตอันสงบสุขของข้ากำลังจะจบลงแล้ว’‘นายท่านเจ้าขา ชุนหยาคิดว่านายท่านจะรู้ตั้งแต่รับคำท้าแล้วนะเจ้าคะ’ คำตอบของชุนหยาทำให้เสิ่นหลิวเวยอยากเอามือก่ายหน้าผาก‘สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว’ เจ้าตัวอยากจะหลั่งน้ำตา“ใช่!” หยางซือเจ๋อพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า“ข้าเป็นอาจารย์มาจนอายุขนาดนี้ บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นวิธีการคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! วิชาคำนวณในใจของเจ้ามันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยข้าอาจารย์เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 57 ข้ายอมแพ้

    ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว“จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวนี้ ทำให้เมิ่งหย่าฉีรีบนำลูกคิดของตนขึ้นมาทันที นิ้วของนางดีดอย่างรวดเร็ว... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ!” นางตะโกนตอบออกมาอย่างมั่นใจในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ!แต่เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันกับนาง... ก็คือเสียงเล็กใสของเสิ่นหลิวเวย“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ”อาจารย์หยางเลิกคิ้วสูง! เร็วเท่ากัน! “ถูกต้องทั้งคู่! ข้อนี้เสมอกัน!”“โธ่เอ๊ย!” เสียงโอดครวญจากกลุ่มศิษย์พี่ที่ลงพนันดังขึ้นเบา ๆเมิ่งหย่าฉีหันไปมองหลิวเวยด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย (บังเอิญน่ะสิ! โจทย์ข้อนี้นับว่ายังง่ายไป!)“โจทย์ข้อที่สอง... ยากขึ้นมาหน่อย” เสียงของหยางซือเจ๋อกล่าวต่อ“จงฟังให้ดี... ช่างทอผ้าผู้หนึ่ง ทอผ้าไหม

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 60 มีลูกศิษย์เพิ่ม?

    เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!” นางยกมือขึ้นห้าม “ของอร่อยมีจำกัด! ไก่ที่ข้าเตรียมมามีไม่พอสำหรับทุกคนแน่ ๆ!” คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนหน้าสลดลงทันที“แต่...” นางฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากทุกท่านอยากกิน... ก็ต้องมาช่วยกันทำ!”“ได้เลย” แม้ว่าเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาเหล่านี้จะไม่เคยทำอาหารก็ตาม ทว่าด้วยทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รับปากออกมาอย่างลืมตัว“ถ้าอย่างนั้น ทุกคนรอกันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยพูดขึ้น‘ชุนหยารีบนำไก่หมักออกมาเพิ่มเร็วเข้า เอามาให้พอกับจำนวนคนนะ’‘ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่าน’ สิ้นคำพูดของภูตน้อย ไก่หลายอ่างดินเผาพร้อมกับแป้งในอ่างอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมา“น้องเล็ก เจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน” เส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   ตอนที่ 55 ข้าไม่อยากรังแกเด็ก!!

    ไม่นานหลังจากวันที่เหล่าพี่น้องบ้านเสิ่นไปสมัครเรียน ในที่สุดวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของสถานศึกษาไห่เหวินซู เยวียนก็มาถึง...บรรยากาศในยามเช้าของวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ รถม้าหรูหราหลายคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้า เหล่าคุณชายและคุณหนูในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีต่างทยอยกันลงจากรถม้า พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่หอบหิ้วหีบเสื้อผ้าและตำราตามหลังมาเป็นพรวนแม้ว่าสำนักศึกษาจะอยู่ภายในตัวมณฑลตงไห่ ทว่าตามกฎระเบียบของที่นี่ เหล่าว่าที่บัณฑิตทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในหอพักของสถานศึกษา ซึ่งหากจะให้เสิ่นหลิวเวยเปรียบเปรย ที่แห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนประจำชั้นสูงนั่นเองจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดจะรู้ที่ในยุคนี้ผู้คนไม่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียน อีกทั้งยังไม่มีการบังคับเรื่องการศึกษาจึงทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่คนชั้นสูงบางครอบครัวไม่คิดว่าการศึกษาสำคัญ ยกเว้นครอบครัวนั้นต้องการจะให้บุตรหลานสอบรับราชการ หรือไม่ก็หากเป็นสตรีก็หวังจะให้นางแต่งกับคนชั้นสูงเพื่อสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวดังนั้นแม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษากินนอนก็ทำให้ห้องพักยังมีเพียงพอ ซึ่งเสิ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status