LOGIN“ขอบคุณคุณลุงมากนะครับ ที่มาเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานของพวกผม”
สิชลยิ้มกว้างให้กับคนพูด ที่พาเพื่อนมาไหว้ขอบคุณเขา เขาตบไหล่หลานชายแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม
“ต้องสนับสนุนสิ หลานลุงทั้งคน ไม่ดันแล้วจะดันใคร”
“งานเลี้ยงเปิดตัววันนี้ เราอาจจะได้สปอนเซอร์เพิ่มอีกเยอะเลยนะครับ เพราะบารมีของลุงชล”
“ถ้าไม่พอก็บอก ลุงจะจัดให้ งานดันศิลปินไทยแบบนี้ ลุงชอบ”
พูดคุยกับบรรดาหลานๆ และหุ้นส่วนของเขาสักพัก สิชลก็ขอตัวเลี่ยงออกมาอยู่มุมหนึ่ง จริงๆ แล้วเขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาออกงานเลี้ยงอะไร แต่หนนี้มาเพราะเสียไม่ได้ เนื่องจากออกเงินให้หลานลงทุนไปทำรายการไอดอล เขาเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ทางนี้เลยชวนเขามาเป็นประธานในงาน เขาบอกว่าออกแค่ชื่อก็พอ ขี้เกียจไปกล่าวอะไรบนเวที รุนหลังให้สุธารที่มาด้วยไปพูดแทน สุธารยักไหล่แต่ก็ยอมโดนลากขึ้นเวทีไปแต่โดยดี
เขามองการเปิดงานและการแสดง อยู่ที่มุมหนึ่งของงาน วันนี้สิชลแต่งตัวเรียบง่าย ในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีน แถมด้วยหมวกปิดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง มองผาดๆ แทบไม่รู้ว่าเป็นเขา สิชล หนุ่มใหญ่ไฮโซ...ผู้โด่งดังและร่ำรวย เขาแต่งตัวแบบนี้ดูลดอายุไปอีกมาก เนื่องจากดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ยังคงฟิตปั๋งไม่ได้แก่ตามอายุแต่อย่างใด
ปรกติแล้วประพัทธ์เลขาของเขามักจะตามติดนาย แต่วันนี้ประพัทธ์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล เลขาผู้ยอดเยี่ยมของเขาป่วยเป็นหนแรกในรอบหลายปี นอกจากเป็นห่วงตามประสาคนคุ้นเคยแล้ว อีกข้อคือสิชลดันนึกดีใจที่เป็นอิสระจากความห่วงและดูแลของยอดเลขา...
เขากลืนไปกับคนที่มาร่วมงานไม่ใช่แขกคนสำคัญ เหมือนกับว่าเป็นคนมาดูมากกว่ามาเป็นสปอนเซอร์เพราะเลือกมานั่งในโซนของเก้าอี้ธรรมดาไม่ได้หุ้มโบหรูหราและอยู่แถวหน้า ขืนประพัทธ์รู้ว่าเขาทำแบบนี้ต้องโดนบ่นโอดมากมาย เรื่องภาพลักษณ์ท่านต้องรักษานะครับ ท่านควรจะเป็นคนเปิดงานนะครับ ท่านแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ บลาๆๆ
นึกถึงประพัทธ์แล้วก็อมยิ้ม เลขาของเขาคงมาจุกจิกวุ่นวายกับเขาไม่ได้ไปอีกพักหนึ่งแหละ เพราะผ่าตัดต้องพักฟื้น และพอประพัทธ์กลับมาทำงานอีกหน เขาจะจ้างนักโภชนาการและนักบำบัดให้จัดการเรื่องสุขอนามัยของเลขาของเขาบ้าง เป็นการตอบแทน ประพัทธ์จะได้อยู่บ่นเขาไปอีกนานๆ สำหรับเขาแล้วประพัทธ์เป็นมากกว่าเลขาที่ต้องดูแลกันไปจนกว่าจะปลดเกษียณ
ตาของเขามองกวาดไปรอบๆ มองไปยังเวทีที่ลูกชายกำลังเอ่ยกล่าวเปิดงาน สุธารเหมือนเป็นเขาในวัยหนุ่ม เหมือนเขากำลังมองดูตัวเอง...มันทำให้เขาภาคภูมิใจในความเก่งของลูกชาย แบบนี้เขาสามารถปล่อยการดูแลกิจการไว้ในมือของสุธารได้ ถ้าถึงวัยที่เขาอยากปลดเกษียณ
มลธารนั้นปลดตัวเองจากการทำงานไปแล้วเรียบร้อย และปลดตัวเองออกจากการดูแลเขาในแบบที่ภรรยาควรทำ หล่อนออกไปอยู่กับสิ่งที่หล่อนเห็นว่าชอบและมีความสุข นั่นคือการไปท่องเที่ยวกับเพื่อนสายธรรมะของหล่อน แทบไม่ค่อยอยู่บ้านสักเท่าไหร่ แถมยังพูดจาเหมือนเชิงว่าอยากไปศึกษาพระธรรมเต็มที่...โลกใบนี้สำหรับมลธารตอนนี้ มันวุ่นวายเหลือเกิน
เฮ้อ...
ตอนแรกเป็นห่วง เพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับลัทธินอกรีตอ้างพระธรรม อ้างนิพานมากมาย ที่ภรรยาอาจจะไปเผลอหลงงมงายด้วย ห่วงมากจริงๆ เพราะกลัวว่าหล่อนจะถูกชักจูงไปเสียเงินเสียเวลากับอะไรแบบนั้น แต่พอเห็นว่ามลธารนั้นไม่ได้ไปเข้ากิจกรรมแบบนั้นก็เบาใจ คำพูดของหล่อนเหมือนคนปลงไปเสียทุกวัน...ปลงจนอยากจะปล่อยเรื่องทางโลกทิ้งเข้าแล้วจริงๆ
คนเราบางทีไม่จำเป็นต้องผิดหวัง ถึงจะเข้าหาธรรมะ บางคนก็แค่อยากได้คำตอบในชีวิตว่าอยากใช้บั้นปลายแบบไหน มลธารเป็นอย่างหลัง...หล่อนต้องการความสงบ ความสงบคือทางสุขของหล่อนโดยแท้จริง
ส่วนเขา...
สิชลไพล่ไปคิดถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจเขามาตั้งแต่ที่ตื่นมาแล้ว ‘ของขวัญ’ ของเขาหายไป คิราอร...ตั้งแต่วันนั้น เขาให้คนคอยตามเรื่องของเธออยู่ห่างๆ เพราะเป็นห่วงเธอ เกรงว่ามธุจะทำกับเธออีก...แบบที่เคยส่งเธอมาให้เขา
ถ้ามธุทำเมื่อไหร่ เขาจะตามไปพาเธอกลับมา
โอ...
เขามีสิทธ์อะไรที่จะทำแบบนั้นเล่า
สิชลถึงกับถอนใจ เขาไม่ได้มีสิทธิ์เสียหน่อย อีกอย่างหนึ่งการทำแบบนั้นมันก็เสี่ยงมาก และไม่ควรทำอย่างมาก
เธอคือภรรยาของคนอื่น
เขาเองก็มีภรรยาอยู่แล้ว
มันไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง
สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังบรรดาแขกที่หลานชายเชิญมา หรี่ตาลงเมื่อสะดุดตาเข้ากับผู้หญิงในชุดสีเขียวมิ้น...และผูกผมด้วยริบบิ้นสีเขียวเข้ม ลาดไหล่นั่นคุ้นตา เธอนั่งตัวตรงอยู่ข้างๆ กับผู้ชายคนหนึ่ง ที่เมื่อหันเอียงหน้ามา เขาก็เห็นชัดว่าคือใคร มธุ...พอเห็นแบบนั้น สิชลถึงกับใจเต้นแรง เขามองไม่ผิดและไม่ได้หลอนไปเองสินะ ผู้หญิงชุดเขียวนั่นคือ...
และเมื่อเธอหันมาคุยกับมธุ และค่อยๆ ลุกขึ้น ขอทางผ่านเพื่อเดินออกไปจากบริเวณหน้าเวที เขาก็ดึงหมวกลงให้บังหน้าของตนเองมากขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินตามเธอไป...อย่างระวังตัว
“ท่านจะพาคิราไปอยู่เมืองนอกหรือคะ”คิราที่นำน้ำผักผลไม้ปั่นมาเสิร์ฟให้กับท่านด้วยตนเองถาม พอเธอรู้ว่าท่านจะมาหาก็ตระเตรียมทำไว้ให้ สิชลทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นน้ำแก้วที่เธอถือเดินมายื่นส่งให้ พร้อมกับรับไปแล้วพินิจมองมัน ก่อนจะดมกลิ่น...กลิ่นคุ้นมาก “น้ำอะไร?”“น้ำผักผลไม้ปั่นค่ะ คุณมลสอนคิรามา บอกว่ามันมีประโยชน์ ท่านไม่ค่อยชอบกินผัก เอ่อ...คุณมลบอกให้คิราทำให้ท่านรับประทานเป็นประจำค่ะ”“อื้อหือ”สิชลเลิกคิ้ว เขามองหน้าคิราอร ดูว่าเธอจะลุ้นว่าเขาจะยอมรับประทานไหม สิชลจำต้องกล้ำกลืนกินมันเข้าไป จนหมดแก้วแล้วทำหน้าเหยเก พร้อมกับส่งแก้วคืนให้กับคิราอร ที่มองผลงานของตัวเองอย่างพอใจ“อร่อยไหมคะ”“ให้ตอบตรงๆ ก็รสชาติ...ฉันไม่ชอบเลย”“แต่ท่านต้องดื่มนะคะ มันดีต่อสุขภาพ แล้วคุณมลก็สั่งหนูมาด้วย”“ไปคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่” เขามองหน้าหวานๆ ของคิราอร หญิงสาวมีเพียงแค่ความยิ้มแย้มแจ่มใสส่งให้กับเขา และทรุดลงนั่งข้างเขาเธอเอียงหน้าลงซบกับบ่าของเขาอย่างอ้อนๆ คิราอรตั้งแต่เปิดใจยอมรับว่ารักสิชล เธอก็กลายเป็นเหมือนสาวน้อยขี้อ้อน...มันทำให้เขายิ่งรักและหลงเธอ ส่วนความอบอุ่นที่คิราไม่เคยได้รับจ
ข่าวร้ายถูกส่งมาถึงเธอหลังจากนั้นอีกหนึ่งวัน เมื่อมีคนเข้าไปพบศพของทั้งคู่ นอนตายเคียงกันในโรงแรมที่ต่างประเทศ สื่อตีข่าวกันคึกโครมเป็นอย่างมาก เพราะลดาพรเป็นดาราวัยรุ่นกำลังมีชื่อเสียง ส่วนมธุเองก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เขามีชื่อเสียงในวงสังคม และข้อสำคัญคือเขาแต่งงานแล้ว นั่นแหละทำให้ข่าวนี้ยิ่งดังมากขึ้นอีกคนพุ่งความเห็นใจมาที่คิราอร ที่กลายเป็นแม่หม้ายหุ้มเพชรทันที เพราะได้สินสมรสจากมธุ เขาไม่มีลูก...นั่นยิ่งทำให้ทุกอย่างกลายเป็นของคิราอรแม่ของเธอยิ้มหน้าบานมาก ที่เธอได้ทุกอย่างแบบนี้ ท่านมาประกบเธอตลอดเวลา และนึกสงสัยว่าชายสูงวัยหน้าตาหล่อเหลาและภูมิฐานดูดีที่คอยตามดูแลช่วยเหลือคิราอรตลอดงานพิธีของมธุจนถึงเรื่องคดีต่างๆ ให้คนของเขา ให้ทนายมาช่วยดูแล ช่วยเคลียร์ปัญหาต่างๆ คือใครกัน?เธอโดนโกงเรื่องที่ไปลงทุนจนหมดตัว แถมติดหนี้สินอีกหลายล้าน โดนลูกทีมขู่จะตามล่าตามฆ่า สิ่งที่ลูกสาวเตือนไว้คือเรื่องจริง เพราะเธอไปลงทุนกับแชร์ลูกโซ่และตอนนี้ทางนั้นก็หนีไปต่างประเทศแล้ว เหลือแต่เธอที่ต้องรับภาระรับใช้หนี้สินนี่แหละ แล้วมธุก็มาตายทิ้งมรดกไว้ให้กับคิราอรมหา
“อะไรนะคะ คุณจะให้หนู จะให้หนูฆ่าลูกของเราเหรอ” เสียงของลดาพรโวยวายดังลั่น เมื่อรู้ว่ามธุจะให้เธอมาอยู่ที่นี่เพื่อทำอะไร “ก็...”มธุถอนใจ เขาเลือกที่จะใช้ไม้นวมก่อน เขาดึงเธอมากอด แต่ทว่าลดาพรพยายามผลักไส ปฏิกิริยาของหล่อนรุนแรงเกินกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก“ใจเย็นสิ บาร์บี้ฟังก่อนได้ไหม”“ไม่ หนูไม่ฟัง คุณมันคนใจร้าย คุณจะฆ่าลูก คุณทำได้ยังไง”“มันยังไม่เป็นตัวด้วยซ้ำไปไหมล่ะ แล้วทำไมฉันจะให้เธอจัดการมันไม่ได้ ในเมื่อเธอปล่อยให้มีมันขึ้นมาเองนะบาร์บี้”“...” ลดาพรน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอช็อคไม่คิดว่าเขาจะใจร้ายได้ถึงเพียงนี้ เธอมีลูกเพราะหวังจะให้เขาหันมาหาเธอนั่นก็คือใช่ เธอนั้นรักเขามากถึงได้ลงทุนทำสิ่งนี้ลงไป นอกจากเงินทองของเขาแล้ว ตัวของเขาก็ทำให้เธอรักมากความรักคืออารมณ์ที่ไม่มีเงื่อนไข ข้อจำกัด แต่ลงได้รักไปแล้วจะได้รับความรู้สึกแบบใดตอบแทน หรือจัดการกับความรักของตนเองแบบไหน แล้วแต่ว่ารักแบบไหน รักเพื่อหวังอะไร สำหรับตอนนี้ลดาพรใจสลายที่เขาบอกให้เธอจัดการเอาเด็กออกซะเธอโถมตัวเข้าหาเขาด้วยความลืมตัว และตบหน้าเขา...มธุคำรามเมื่อถูกเด็กเลี้ยงของตัวเองตบหน้าจนหน้าหัน ไม่ม
รถตู้คันหรูถูกส่งมารับคิราอรที่ห้างสรรพสินค้าตามเวลาที่นัดหมาย และพาเธอออกนอกเมือง คิราอรตื่นเต้นมาก มันเป็นครั้งแรกที่เธอกล้าทำอะไรแบบนี้เหมือนกับว่าเธอเป็นนกที่ถูกขังกรงมาตลอดและเป็นหนแรกที่เธอแหกกรงออกมาโบยบินหาอิสระ โบยบินหาคนที่เธอรักมันช่างเป็นความรู้สึกที่ทั้งเปี่ยมสุขและขมขื่น ปนไปด้วยความหวาดกลัวกลัวในบาปที่เธอกำลังทำ...สุขที่ได้ไปเจอลมหายใจของเธอขมขื่น...กับความรักที่แทบเป็นไปไม่ได้เธอยิ้ม...ทว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา คิราอรปาดน้ำตานั้นเสีย แล้วหยิบเอากระเป๋าเครื่องสำอางขึ้นมาตรวจดูว่าน้ำตาเมื่อครู่ทำความเสียหายกับเมคอัพของเธอบ้างไหม เธอไม่ควรเศร้า และควรสวยสดใสเมื่อเจอท่านเธอแต่งเติมลิปสติกและทาแป้งกลบรอยน้ำตา ก่อนจะยิ้มให้กับตนเองที่เห็นสะท้อนในกระจก เพียงแค่คิดว่าจะเจอท่าน นัยน์ตาสวยโศกของเธอมีประกายแห่งความสุขขึ้นมาทันที รถแล่นพาเธอไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นทาสีขาวทั้งหลัง คนขับเปิดประตูให้เธอ คิราอรลงมาจากรถตู้ ร่างสูงของใครคนหนึ่งที่รอเธออยู่แล้วเดินก้าวอย่างรวดเร็วตรงมาหาเธอในทันที“สะ อุ๊ย ท่าน” อุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อเธอได้ร
“ไม่ไหวก็ไม่ต้องไป...แล้วก็พักรักษาตัวดีๆ ล่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องแวะไปรับเธอ อ้อ...เรื่องบทน่ะ หายแล้วค่อยอ่านก็ได้ ฉันอ่านไปรอบหนึ่งแล้ว ให้เขาแก้ไปรอบหนึ่งล่ะ”“ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ” เธอเอ่ยอวยพร ใจเต้นตุบๆ เกรงว่าเขาจะจับพิรุธในน้ำเสียงของเธอได้ เธอเป็นนักแสดงอาชีพ จึงเอาบทบาทนี้มาใช้ให้เขาเชื่อว่าเธอป่วยจนลุกไปกับเขาไม่ไหวจริงๆ “อืม...ถ้าพักนี้มีข่าวอะไร เธอก็อย่าไปสนใจมาก มันมีคนพยายามจะทำลายชื่อเสียงของฉันอยู่ เพราะอาจจะรู้ว่าฉันกำลังจะลงสมัคร”“ค่ะ”“กลับมา เธอหายดีแล้ว เราก็ไปคุยกับผู้จัดกันอีกที ละครเรื่องนี้ทำเพื่อเธอนะคิรา ทำมันให้ดีที่สุด”“ค่ะ”“เด็กดี” เขาเอ่ยชมทิ้งท้าย ชินเสียแล้วที่ภรรยาไม่มีเงื่อนไข คำค้าน เธอมักจะตอบรับเขาสั้นๆ แบบนี้มาตลอด โดยไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กดีของเขา กำลังแหกกฎเกณฑ์ของเขาอย่างร้ายแรง เธอกำลังทรยศเขา...แต่นั่นก็มันเพราะเขาเป็นต้นเหตุ ที่ผลักไสให้คิราอรผิดศีลข้อสาม เขาเอาเธอไปถวายพานใส่ให้กับสิชลเองกับมือกรรมกำลังตลบหลังเขาแล้วตอนนี้เมื่อวางสายแล้วจากสามี เธอก็ลุกขึ้นจากเตียงและเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแต่งตัว วันนี้เธออยากจะแต่งต
“ยัยคิรา มาเยี่ยมแม่บ้างสิ ว่างหรือเปล่า”เสียงของมารดาดังมาตามสาย คิราอรเกร็งตัวโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงของท่าน เสียงที่บงการเอาแต่ใจกับเธอมาเกือบตลอดชีวิตยี่สิบสี่ปีของเธอดังขึ้น ท่านห่างจากการบงการเธอไปตั้งแต่เธอแต่งงานกับมธุ แต่ก็เหมือนเปลี่ยนมือ...จากคุณเครือรัตน์มาเป็นมธุแทน คนหลังแม้จะควบคุมน้อยหน่อย แต่ก็รีดเร้นเอาพลังชีวิตและผลประโยชน์ไปจากเธอพอๆ กัน“พักนี้หนูต้องออกงานกับคุณธุน่ะค่ะแม่ หนูเลยไม่ค่อยมีเวลา แม่เป็นยังไงบ้างคะ กิจการรีสอร์ตเป็นไปด้วยดีไหม?”“ก็ พอได้แหละ แต่แม่มีโครงการใหญ่กว่ารีสอร์ตกระจอกๆ นี่เยอะเลย ยัยคิรา แกรู้ไหมว่าแม่มีทางทำธุรกิจที่รวยเป็นล้านๆ ได้แล้ว”“อา...ธุรกิจอะไรหรือคะ”“มันเป็นการเทรดหุ้นน่ะ เนี่ยแม่เริ่มลงทุนไปแล้วก็ได้คืนมาจริงๆ นะ ลงทุนแรกแค่แสนบาท แต่แม่ได้คืนกำไรตั้งสี่หมื่นนะยัยคิรา แกชวนคุณธุมาลงทุนกับแม่สิ”“แม่คะ ระวังบ้างนะคะข่าวก็ออกจะโครมๆ เรื่องเทรดหุ้นอะไรแบบนี้ มันเหมือนแชร์ลูกโซ่นะคะ แม่ระวังนะคะ”“โอ๊ย! อย่ามาสอนฉันเลยยัยคิรา ทำตามที่ฉันบอก พาผัวแกมาลงทุนกับฉันด้วยล่ะ ขอเงินผัวแกมาน่ะ ทำได้ไหม แล้ว...ให้ดีแกก็มาหาแ







