LOGINชีวิตของเด็กสาวที่ชื่อทานตะวัน เหมือนดั่งทานตะวันที่ติดเปลวไฟ ไม่ว่าจะโยกย้ายไปทิศทางใด ก็นำพาความร้อนของไฟไปทุกหนแห่ง
View Moreท้ายหาดแห่งหนึ่งในพัทยา บ้านที่มีขนาดเล็กจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตสองชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่ได้ สภาพของบ้านมีลักษณะเป็นเพิงหมาแหงนเก่า ๆ สร้างขึ้นโดยใช้ต้นไม้จากป่าละเมาะ ขนาดเท่าขายึดเป็นเสาจำนวนเก้าต้น ตีแปะมุงด้วยสังกะสีสนิมเขรอะ จากโรงสีที่บริจาคให้กับ ‘ยายบุญมี’ ด้วยความสงสาร ยายบุญมีอาศัยอยู่กับหลานสาววัย 20 ปี ที่ลูกสาวนำมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงตั้งแต่แบเบาะผ่านมา 20 ปี ลูกสาวก็หายหน้าหายตาไป ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย
ยายบุญมีตั้งชื่อให้หลานสาวว่า ‘ทานตะวัน’ เพราะแกชอบดอกทานตะวันเป็นการส่วนตัว นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ทานตะวันโตเป็นสาวสวยสะพรั่ง ส่วนยายบุญมีก็แก่ชราลงทุกที โรคมากมายรุมเร้าจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ห่วงก็แต่ทานตะวันสิจะอยู่อย่างไร อันตรายรอบตัวมันมากมายไปหมด ยิ่งต้องไปทำงานหามรุ่งหามค่ำ หาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกวัน รวมถึงค่าหยูกยาที่ทานตะวันจะต้องหามารักษาเธออีก
คิดแล้วก็น้อยใจตัวเองที่มีปัญญาส่งหลานเรียนได้แค่ ม.3 หากทานตะวันได้เรียนสูงกว่านี้สักหน่อย ก็คงไม่ต้องมาทนลำบากหาเงินเลี้ยงคนแก่ใกล้ตายอยู่อย่างนี้
“ยายหนูเป็นยังไงบ้างคะหมอ” เสียงใสๆ เอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล เมื่อคืนก่อนยายบุญมีล้มหัวฟาดกับพื้น ขณะที่ทานตะวันออกไปทำงานในช่วงกลางคืน เมื่อกลับมาถึงก็เห็นยายบุญมีนอนนิ่งไปเสียแล้ว แต่เธอก็ไม่รอช้ารีบขอให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงพายายมาส่งที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากที่พบเห็น โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็ดันเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ค่ารักษาสูงเสียด้วย
“อาการน่าเป็นห่วงครับ ถ้าไม่รีบผ่าตัดด่วน หมอต้องพูดกันตามตรงว่าคงไม่รอด” เหมือนฟ้าผ่าลงกลางอก ยายเป็นทุกอย่างของเธอ เป็นทั้งพ่อ และแม่ ถ้าเธอไม่มียาย ชีวิตนี้ก็ไม่มีใครอีกแล้ว
แม้ตอนเรียนจะโดนล้ออยู่เสมอ ว่าเสื้อผ้าที่ใส่เก็บมาจากกองขยะ แต่นั่นมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ยายจะมอบให้กับเธอได้ ตัวของยายเองนั้นไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใส่เลย แต่ทุกวันปีใหม่ยายจะแอบเอาเงินที่ขายของเก่าได้ ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้กับทานตะวันทุกปี
ยายมักจะกินข้าวแค่พออิ่ม แล้วเหลือไว้ให้หลานได้กินเต็มที่ เพราะกลัวหลานจะกินไม่อิ่ม วันไหนหาเก็บของเก่าไม่ได้ ยายบุญมีก็จะไปขโมยของในตลาดมาทำกับข้าวให้หลานกิน จนตัวเองต้องถูกแม่ค้าขว้างปาข้าวของใส่ราวกับหมูกับหมา แต่เพราะคนส่วนใหญ่มองว่าแกสติไม่ดี จึงไม่ได้ถือสาอะไร หรือบางครั้งเขาเห็นแกไปด้อม ๆ มอง ๆ อยู่แถวนั้น ก็อาจจะมอบของให้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ พอได้เอามาแบ่งกันกินกับหลาน
“ใช้เงินเยอะไหมคะหมอ”
“น่าจะไม่ต่ำกว่าแสนนะครับ”
“สะ แสนหนึ่ง....เลยเหรอคะ” เงินตั้งแสนเธอจะไปหาจากไหนได้ ลำพังทุกวันนี้ล้างจานจนมือเปื่อย ก็ยังได้แค่วันละสามร้อยบาทเท่านั้น เด็กสาวได้แต่รำพันในใจ
หลังจากไปดูยายในห้องแล้ว ทานตะวันก็ออกมาทำงานในร้านที่เธอทำงานอยู่ประจำ เธอทำงานอยู่หลังร้านตลอดเวลา จนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองไปเสียแล้ว เธอเดินเข้าออกทุกวันจนเคยชิน แต่วันนี้มันไม่เหมือนทุกวัน ในหัวนั้นคิดแต่เรื่องยาย กับเงินหนึ่งแสน ที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหามาจากไหนได้
เพล้งงง!! เสียงจานกระเบื้องหล่นกระทบพื้นดังสนั่น เศษจานแตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น
“เฮ้ยตะวันระวังหน่อย เจ๊มาเห็นเข้าได้หักไม่เหลือกินเลยนะเว้ย” เสียงของ ‘ฟ้า’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของทานตะวันกระซิบกระซาบเตือน ทานตะวันรีบก้มลงเก็บเศษจาน แต่เหมือนว่าจะช้าไป
“นังตะวัน นังฟ้า ฉันได้ยินเสียงจานแตก!!” ร่างบางของ ‘ซ้อหลิว’ ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู แม่หม้ายสาวสองพันปี เจ้าของร้านหน้าเลือดที่เค็มยิ่งกว่าเกลือทั้งทะเล รีบวิ่งมาดูทันทีจริงๆ การรอหักเงินลูกจ้าง๔อเป็นงานถนัดของเจ๊หลิว ยิ่งลูกจ้างอย่างทานตะวันกับฟ้าที่มักจะถูกหักยิบหักย่อยอยู่เสมอ ถ้ามีที่อื่นไปสองสาวคงไม่ทนอยู่ที่นี่เป็นแน่ ซ้อหลิวเปิดร้านอาหารขึ้นมาบังหน้าอีกธุรกิจที่ทำเงินได้ดีกว่านั่นคือธุรกิจขายบริการ ชั้นใต้ดินในร้านถูกเปิดเป็นซ่องค้ากามให้กับเหล่ามาเฟียใหญ่ๆ และพวกคนมีอิทธิพล ด้วยความหน้าเงินซ้อหลิว ทำให้เธอค่อนข้างที่จะเลือกลูกค้า ไม่ใช่จะปล่อยให้ใครเข้ามาได้มั่วซั่ว เพราะกลัวจะไม่คุ้มค่าแรงเด็กๆ ไหนจะเสี่ยงกับตำรวจอีก ปล่อยให้แต่รายใหญ่กระเป๋าหนักๆเพราะเธอเชื่อเสมอว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
“อ๋อ!! นังตะวัน แกใช่ไหมหา!! มานี่เลยมานี่ หลักฐานคามือเลยหนอย…”
“เจ๊หนูเจ็บ โอ๊ยยย” ซ้อหลิวตรงเข้าไปกระชากผมที่รวบมัดไว้เป็นหางม้ายาวสลวยสีดำขลับของทานตะวันแล้วออกแรงกระชากให้เธอตามไปที่ห้องบัญชี
“แกแหกตาดูนะ สองวันนี้แกทำจานที่ร้านของฉันแตกไปกี่ใบแล้วหา!! ฉันจะไล่แกออกดีไหม? เอานังฟ้าไว้คนเดียวจะได้ไม่เปลืองเงินฉันด้วย เซ่อซ่าดีนัก!!” ซ้อหลิวกางบัญชีแล้วชี้ให้ทานตะวันดู ร่างบางล้มตัวลงคุกเข่าพนมมือกราบกรานอ้อนวอนขอความเมตตา เนื้อตัวสั่นพร่าด้วยความกลัว
“เจ๊ขา...ฮึกตะวันกำลังลำบาก ยายตะวันกำลังป่วย ตะวันจะหาเงินไปรักษายาย”
“ยายมีน่ะเหรอ แกก็แก่แล้วตายๆ ไปก็สิ้นเรื่อง แกจะได้สบายด้วยไงนังตะวัน ไม่ต้องมาทำงานหาค่ายาแบบนี้” พอได้ยินอย่างนั้นดวงตากลมโต ก็เอ่อนองไปด้วยน้ำตา ‘ถ้ายายตายไปตะวันจะอยู่ยังไง ทำไมเจ๊ต้องมาแช่งยายแบบนี้ด้วย’ เธอมองคนพูดพลางคิดในใจ
“เจ๊ขา....ถ้าหนูขอยืมเงินเจ๊สักแสนหนึ่งได้ไหมคะ” ทานตะวันใช้โอกาสนี้เงยหน้าขึ้น ขอความเมตตาจากหญิงหม้ายวัยกลางคนที่ยังคงสวยฉ่ำ ทันทีที่เธอได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอ้อนวอน สายตาคู่คมก็หันมากวาดมองร่างของเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะหัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า แสนหนึ่ง” ร่างระหงลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วสาวเท้าตรงไปก้มมองเด็กสาวที่นั่งพนมมืออ้อนวอนอยู่ที่พื้น ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากมน แล้วออกแรงผลักจนคนโดนกระทำเซถลา
“ถุย นังตะวันแกจะยืมเงินฉันแสนหนึ่ง แล้วแกทำงานล้างจานได้วันละสามร้อย แถมยังโดนหักทุกวันแบบนี้ ชาติหน้ากี่ชาติกว่าแกจะคืนฉันหมดหา!!” มีหรือที่ซ้อหลิวหน้าเงินจะให้ อะไรที่ทำแล้วไม่มีผลประโยชน์ คนอย่างซ้อหลิวไม่ทำทั้งนั้น
“ตะวันขอร้องนะคะเจ๊ ตะวันไม่มีทางอื่นแล้ว”
“ฉันจะได้อะไรจากแกล่ะนังตะวัน แกทำงานแกก็เก็บเงินไปสิเก็บเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ครบเองนั่นแหละ” ร่างบางในชุดกี่เพ้าสีแดงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้เด็กสาวนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นแบบนั้นไม่แม้แต่จะชายตามอง
“แม่เสี่ยกวงให้เอามาให้” เล้ง ลูกชายคนเดียวของซ้อหลิวยืนซองสีน้ำตาลให้ผู้เป็นแม่ ก่อนหันมองเสียงสะอื้นที่ห่างออกมาเพียงไม่กี่ก้าว
“ตะวันจ๋าของพี่เล้งเป็นอะไรจ๊ะ ใครทำอะไร” เล้งทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็กที่กำลังฟูมฟาย มือก็ฉวยโอกาสเอื้อมไปโอบไหล่บาง
“มันทำตัวเองสองวันจานแตกห้าใบ แม่จะไล่มันออกแล้ว” ซ้อหลิวพูดพร้อมกับกางกระดาษออกอ่าน
“โธ่!! แม่น้องตะวันจ๋าเขาอยู่กับยายแค่สองคน ยายมีก็แก่ใกล้ตายแล้ว จะไล่น้องออกทำไม น้องจะเอาอะไรกิน” พอได้ยินแบบนั้นตะวันก็สะบัดแขนเล้งออกไปอย่างทันทีด้วยความโกรธ สายตาที่พร่ามัวเพราะน้ำตาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว
“เอ่อพี่ขอโทษนะจ๊ะตะวัน” เล้งพอได้สติรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก็รีบขอโทษขอโพยใหญ่ แต่ดูเหมือนคนฟังจะไม่ยอมให้อภัยเขาแน่
“นังตะวัน ฉันมีทางออกให้แกแล้ว แกจะเอาแสนหนึ่งใช่ไหม?”
ซ้อหลิวละสายตาจากกระดาษในมือหันไปมองเด็กสาว
“อะไรเหรอคะ” ทานตะวันมองด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ความหวังสุดท้ายมาถึงแล้ว เธอสุดแสนดีใจที่จะมีเงินไปรักษายายแล้ว
“อาทิตย์หน้าเสี่ยกวงจะจัดล่องเรือสำราญ เขาต้องการสาวบริสุทธิ์ไปขึ้นประมูลขายบนเรือ ถ้าแกตกลง ฉันจะออกค่ารักษายายแกทั้งหมดให้” ข้อเสนอพาให้สาวน้อยชาไปทั้งตัว ‘ขายตัวเหรอ’ อาชีพที่ยายพร่ำสอนมาโดยตลอดว่าอย่าทำ อาชีพที่ยายขอมาทั้งชีวิตต่อให้จนปัญญาแค่ไหนก็ห้ามทำเด็ดขาด คำสัญญาที่เคยให้ยายไว้ผุดขึ้นมาในหัวของเด็กสาว ทานตะวันนิ่งเงียบอยู่นาน จนคนรอคำตอบเริ่มจะหงุดหงิด
“นังตะวัน แกคิดเอาก็แล้วกัน ยายแกกำลังจะตาย แค่ขายตัวแกไม่ตายหรอก ขายแค่บนเรือครั้งเดียว ล่องเรือก็แค่สามวัน ถ้าคนที่มันได้แกไปมันเบื่อ มันก็โยนแกทิ้งเองนั่นแหละ คงไม่เอาทั้งวันทั้งคืนหรอกน่า!!” เพราะซ้อหลิวเองก็ไม่มีตัวเลือกอื่นเหมือนกัน เสี่ยกวงไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้เธอไปหาสาวบริสุทธิไม่ทัน มีทานตะวันมาเป็นตัวเลือกแบบนี้ แถมยังเป็นคนโง่ ๆ ไม่ประสาอะไร กดค่าแรงก็ง่าย เงินที่เธอจะใช้ก็แค่เศษเสี้ยวที่จะได้เท่านั้น
“แม่ถ้าแม่เอาน้องตะวันจ๋าไปประมูลเล้งจะไปด้วย”
“หุบปากไปเลยไอ้เล้ง ฉันจะเอาเงินฉันไปประมูลเด็กตัวเองมาทำอะไร มีงานอะไรก็ไปทำซะเดี๋ยวฉันขว้างด้วยแก้วนี่” ซ้อหลิวยกแก้วขึ้นขู่ลูกชาย จนเล้งวิ่งเตลิดหนีออกไป
“เอาไงนังตะวัน อย่าคิดนานเวลาฉันเป็นเงินเป็นทอง”
“ตกลงค่ะ” ตะวันตอบออกไปอย่างไม่คิด เพื่อยื้อชีวิตยายแล้วนั้นเธอพร้อมจะยอมแลกทุกอย่าง
“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านฉัน รอเวลาขึ้นเรือ”
“แล้วตะวันไปเยี่ยมยายได้หรือเปล่าจ้ะ”
“ได้ เดี๋ยวฉันให้ไอ้เล้งมันพาไป” ซ้อหลิวเชื่อเสมอว่าหากสินค้ามีคุณภาพกำไรย่อมงาม เพราะอย่างนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจับทานตะวันขัดให้เงา ก่อนจะเอาขึ้นไปล่าราคางามๆ เด็กสาววัย 20 นี้คงจะรีดเงินจากพวกไอ้แก่ตัณหากลับได้ดีทีเดียว
" ข้อตกลงอะไร"จูเลียหันหน้าหนีทำเป็นจำไม่ได้ ฝั่งแดเนียลทั้งเดือดทั้งปะทุ เขาล่ะเกลียดผู้หญิงแบบนี้ที่สุด"ก่อนที่เราจะแต่งงานกันเราตกลงอะไรกันไว้ล่ะ""ฉันลืมไปหมดแล้ว""อย่ามาทำแบบนี้ผมไม่ชอบ คำพูดต้องเป็นคำพูดสิ"แดเนียลกระชากไหล่บางจนหน้าหันมาหาเขา"ปล่อยนะแดเนียล ฉันเจ็บ"จูเลียพยายามสะบัดตัวเองออกจากมือหนาของแดเนียล"ผมไม่ชอบทำร้ายผู้หญิงอยู่แล้ว ถ้าผู้หญิงไม่มายั่วให้ผมต้องทำ"แดเนียลกัดฟันแน่นแล้วเปล่งเสียงลอดผ่านฟังออกมา เขาชักจะทนไม่ไหวกับจูเลียแล้ว ถ้าไม่ติดที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจคงโยนออกไปจากชีวิตแล้ว แปลกเหมือนกันที่จูเลียจัดว่าอยู่นอกสเปคนอกสายตาเขาไกลจนมองไม่เห็น ทั้งที่หน้าตาจูเลียก็จัดอยู่ในเกณฑ์สวย แดเนียลปล่อยมือจากจูเลียผิวขาวเนียนแดงเป็นรอบนิ้วมือจนดูรู้เลยว่าแดเนียลออกแรงไปแค่ไหน"ถ้าจำไม่ได้ก็จำไว้เลยว่าที่ผมแต่งงานกับคุณเพราะธุรกิจของพ่อเรา เพราะผมเบื่อที่พ่อพยายามหาคู่ให้ผม ส่วนคุณ เคยบอกผมว่าแต่งเพราะไม่อยากให้ที่บ้านรู้ว่าคุณเบียน (เป็นเลสเบียน) "ที่แดเนียลพูดมาทั้งหมดคือเรื่องจริงที่ทั้งคู่เคยคุยกันก่อนแต่งงานแล้ว"แล้วคุณมาทำให้ฉันคิดทำไม!!! "จูเลียตะโกนใ
"นี่คุณ...หลอกฉันให้มาเป็นเมียน้อยคุณนี่""ฟังให้จบก่อนสิ"แดเนียลว่าเสียงเข้ม"ที่บอกว่าแต่งงานแล้ว แค่แต่งงานเฉยๆ ไม่ได้เป็นอะไรกัน"ยิ่งพูดก็ยิ่งงงๆ ความสับสน ข้องใจ แสดงให้เห็นบนใบหน้า ของทานตะวันอย่างชัดเจน"คือผู้หญิงที่ฉันแต่งงานด้วยชื่อจูเลีย เราแต่งงานกันเพราะที่บ้านจับคู่ให้"ใครจะไปเชื่อว่าเสืออย่างเขาจะยอมถูกคลุมถุงชน"ไม่ต้องมองแบบนั้นเลย ที่ฉันยอมแต่งเพราะมันมีอะไรมากกว่านั้น"แดเนียลหยุดเล่าแล้วหันมาจ้องหน้าคนที่กำลังนั่งงงเป็นไก่ตาแตก"ข้อแรก ผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งถ้าอธิบายไปเธอก็คงไม่เข้าใจ สอง เราทั้งคู่ถูกพ่อแม่พยายามจับคู่ให้จนเบื่อ เลยตกลงกันว่าแต่งก็แต่งแต่เราไม่ได้จดทะเบียนกัน และทำสัญญาระหว่างกันไว้ว่าจะแค่แต่งงานไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้นใครอยากจะใช้ชีวิตยังไงอีกตนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย"พูดจบเขาก็ถอนหายใจ แต่ดูว่าตอนนี้จูเลียจะละเมิดกฎเสียจนหมด เขาไม่ทันได้คิดว่าการที่ไปแกล้งจีบจูเลียเล่นๆ จะทำให้เลสเบียนเปลี่ยนมามีใจให้ผู้ชายได้ ใช่แล้วล่ะหนึ่งในเหตุผลที่จูเลียยอมแต่งงานกับแดเนียลก็คือ ต้องการปิดบังพ่อแม่เรื่องที่หล่อนเป็นเลสเบียนนี่เอง"มีอะไรหรือเปล่า"เขาดูไม
หลังจากเสร็จงานศพของยายแล้วแดเนียลก็ส่งคนมารับทานตะวันไปอยู่ที่บ้านริมทะเลกับเขาชั่วคราวก่อน หลังจากเสร็จธุระที่นี่แล้วจะพาไปอยู่ที่อิตาลีด้วยกัน-ที่บ้านฟ้า-"จะไปจริงๆ เหรอตะวัน"ฟ้าจับมือเพื่อนรักแน่น พวกฝรั่งมันไว้ใจได้ที่ไหน ตะวันตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟ้าฟังระหว่างที่รอคนของแดเนียลมารับ"ตะวันไม่มีทางเลือกแล้วฟ้า"จริงๆ ก็เข้าใจนั่นแหละจะบอกว่าคนเราเกิดมาเลือกทางเดินกันได้ทั้งนั้น บางทีกับบางคนมันก็เลือกไม่ได้จริงๆ"แล้วฟ้าล่ะ ฟ้าจะทำอะไรต่องานที่ร้านเจ๊ก็คง..."ก็อย่างที่รู้ เป็นกันขนาดนี้คงไม่กลับไปเหยียบที่นั่นกันอีกแล้ว"ยังไม่รู้เลย อาจจะกู้เงินสักก้อนมาลงทุนขายของ"รถเบนซ์สีบลอนเงินจอดตรงหน้าสองสาว หนุ่มหน้าฝรั่งลงจากรถมาก็รู้ทันทีว่าเป็นคนของเขาแน่ๆ"ของคุณตะวันอยู่ไหนครับ"พอจะลงมาชวนขนของก็ถึงกับต้องมองหาเลยทีเดียว นอกจากรูปของยายกับกระเป๋าเก่าๆ ใบนึงก็ไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างอยู่ในบ้านหมดโชคดีที่เอกสารเอาออกมาทำเรื่องแจ้งตายของยาย เอกสารเลยอยู่กับตัว"มีแค่นี้แหละ"ทานตะวันลุกขึ้นหยิบรูปยายมากอดไว้พร้อมกับแบกกระเป๋าเก่าๆ ขึ้นโจเซปมองสภาพของทานตะวันแล้วไม่อยากจะเชื่อเ
"ตะวัน! ตะวัน! "ตะวันยังไม่ทันได้บอก ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมา จากข้างล่าง"ใครมาโวยวายอะไรวะ พระก็กำลังสวดอยู่เนี่ย"เสียงบ่นเสียงหงุดหงิด แม้พระยังคงสวดต่อ แต่เสียงเรียกก็ยังไม่หยุดเช่นกัน ในที่สุด เจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวขึ้นบนศาลา"โอ๊ยลุงขาว นึกว่าใคร"ฟ้าหันไปโวย "เบาเบาสีฟ้า พระสวดอยู่เห็นไหม"ทานตะวันหันไปว่า ก่อนจะลุกขึ้นไปหาลุงขาว แดเนี่ยลเอง ก็กำลังสังเกตเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น"บ้านเอ็งอีตะวัน แฮ่กๆ บ้านเอ็งโอ๊ย..."ลุงขาวเล่าไปก็หอบไป ดูท่าทาง คงจะวิ่งมาจากบ้านจริงๆ"บ้านฉันทำไมลุง""บ้านเอ็ง แฮ่กๆ บ้านเอ็งไฟไหม้ ตอนนี้ลุกทั่วหลังแล้วจะไปดูมั้ย"ข่าวที่ได้รู้ ทำให้ สาวน้อยหน้าชา อะไรกัน เรื่องไม่ดีมันจะเกิดติดต่อกันขนาดนี้เลยเหรอ พระก็กำลังสวด บ้านก็ไฟไหม้ จะเอายังไงล่ะทีนี้"ฟ้า ตะวันฝากงานด้วยนะ ตะวันขอกลับไปดูบ้านก่อน"ฟ้าพยักหน้ารับ แต่ใจจริงก็อยากไปด้วยกัน ได้แต่มองตามตะวันไป แดเนียลเห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นเดินตามไปทันทีทันทีที่มาถึงคิดเอาเถอะว่าบ้านหลังเล็กๆ ที่มีส่วนประกอบเป็นป้ายโฆษณาผสมกันอยู่เมื่อติดไฟจะไหม้ไปเร็วขนาดไหน ภาพที่เห็นคือแทบไม่เหลืออะไรเลย"บ้าน"





