Share

บทที่ 4

last update Tanggal publikasi: 2025-12-15 23:24:21

หยางหยู่เฟยตั้งสติมองไปในความมืดแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน นางจึงรีบปิดหน้าต่างลงดาลทั้งตรวจสอบประตูให้ดี ก่อนจะขึ้นเตียงนอนนางก้มลงพ่นลมจากปากดับเทียนที่หวิวไหวตามกระแสลมอ่อน ๆ ที่พัดเอื่อยเข้ามาตามช่องหน้าต่าง

นางลืมตาโพลงไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ในทันที เพราะไม่เคยเผชิญอันตรายด้านนอก เคยอยู่ในหมู่บ้านที่มีแต่ชาวบ้านป่าและชาวบ้านทั่วไปไม่ได้มีวิชาการต่อสู้อะไร ทำให้นางไม่เคยพบเห็นคนมีวรยุทธบ่อยนัก และไม่รู้ว่าเมื่อครู่คนชุดดำผู้นั้นต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่

นางมั่นใจว่าเป็นคนไม่ผิด!

กว่าจะข่มตาหลับก็ล่วงเข้ายามโฉ่ว (ราวตี1-ตี3) ร่างกายที่อ่อนล้าถึงได้หลับสนิทลง ลมหายใจที่สม่ำเสมอ

ทำให้คนที่ซ่อนตัวในความมืดออกมา

เหอจื่อหยางไม่ได้ต้องการทำให้นางตกใจ เพียงแต่เขาลืมซักถามให้แน่ชัดว่านางนอนที่ห้องใด จึงกระโดดลงจากหลังคามาใกล้บริเวณที่นางนั่งเหม่อลอยอยู่พอดี

สายตาของเขามองเห็นได้ในความมืด แม้ไม่ชัดเจนแต่แสงจันทร์หรุบหรู่สีเงินอ่อนยามโฉ่วสองเค่อ แทรกช่องเล็ก ๆ ตามกรอบหน้าต่าง ส่งให้เขายลใบหน้าของนางชัดเจนขึ้น

นางยังงามสง่าไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด

ผิวหน้าขาวนวลดุจไข่มุกเคลือบไข ผิวกายที่เนียนละเอียดดุจแพรไหม ดวงหน้าโสภาน่าหมายปองไม่เรียกโฉมงามให้เรียกอันใด

นางไม่ควรเป็นเพียงแค่ชายาซื่อจื่อด้วยซ้ำ นางควรจะเป็นสตรีอันดับหนึ่งในใต้หล้า!

มือหยาบกระด้างของเหอจื่อหยางที่เคี่ยวกรำการศึกมาช้านาน ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสนางแม้ปลายเส้นผม

นางงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่กลัวว่าหากไม่ระวังให้ดี ถ้าทำตกไปแล้วจะแตกจนไม่อาจสมานกลับมาดังเดิมได้

‘ในเมื่อบุรุษผู้นั้นได้เจ้าไปครองโดยไม่ต้องออกแรงแต่กลับไม่รู้จักรักษา เช่นนั้นข้าจะซ่อนเจ้าไว้ให้ลึก จนเขา

ไม่อาจพบ’

เสียงไก่ป่าที่ขับขาน ทำให้เสียงไก่ของหลานชาย

ตัวน้อยที่เจ้าตัวหวงนักหวงหนา ทั้งยังเลี้ยงเสียจนตัวอ้วนพีขันตามไปด้วย ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมีสีม่วงครามแห่งรุ่งอรุณกำลังมาเยือน ดังนั้นเขาควรไปเสียทีเพราะอีกไม่นาน คนจะตื่นขึ้นมาทำงานในตอนเช้าแล้ว

ชายร่างสูงโปร่งราวแปดฉื่อในชุดสีดำทึบ เร้นกายหายจากห้องสามแม่ลูกราวกับสายลมรำเพยพัด

เช้ารุ่งขึ้นสายลมพัดจากหุบเขา หอบเอากลิ่นไอดินหลังฝนตกลอยมาตามลม ส่งให้คนที่ตื่นเช้าพลันรู้สึกสดชื่นไปด้วย แม้ว่าหยางหยู่เฟยจะนอนดึกเพราะมีเหตุการณ์แปลก ๆ เมื่อคืน แต่ทว่าเมื่อรอจนนานแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางจึงหลับไปด้วยความอ่อนล้า แต่ที่ต้องตื่นแต่เช้าก็เพราะว่ามีเสียงคนที่เดินพลุกพล่านในโรงพักม้า จึงปลุกให้นางตื่นพร้อมกับปลุกเจ้าสองแฝดขี้เซาให้ลุกจากที่นอน

“เผิงเอ๋อร์ หลงเอ๋อร์ ตื่นเร็วเข้าเถอะต้องเดินทางต่อแล้ว” เผิงเอ๋อร์ที่ส่ายหน้าไปมาราวกับฝันร้ายตะโกนขึ้นเมื่อเสียงมารดาเรียก แต่ทว่ายังไม่ลืมตา

“อย่า...อย่าฆ่าอิงเอ๋อร์ อย่า...เอาอิงเอ๋อร์ของข้าคืนมา”

“หลิงเผิง...ลืมตาเร็วเข้าฝันร้ายหรือลูก” เสียงอ่อนโยนปลุกลูกชาย ทั้งที่เมื่อก่อนนางเลี้ยงพวกเขาด้วยความหยาบกระด้างนัก ให้เขารู้จักความเข้มแข็ง หวังให้เขาเป็นนักฆ่าจึงไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของพวกเขาสองคน

แต่ตอนนี้นางเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้สึกของลูกชายลูกสาวของนางต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

“ฮึก...ท่านแม่...มีคนจะฆ่าอิงเอ๋อร์ของข้า ฮึก...เขาน่ากลัวและใจร้ายมาก” เด็กน้อยเมื่อฝันเห็นแม่ไก่สุดที่รักต้องตายจึงร้องไห้โฮออกมาอย่างเสียใจ ยามเห็นน้ำตาบุตรชายทำให้นางเศร้าจริง ๆ

“ไม่มีใครฆ่าทั้งนั้น อิงเอ๋อร์ของเจ้าอยู่ที่ห้องท่านลุงกู่ ท่านลุงดูแลอย่างดี”

หลิงเผิงเหมือนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จึงรีบวิ่งออกไปห้องด้านข้างพบว่าท่านลุงกู่ตื่นและอาบน้ำแล้ว ส่วนไก่ของพวกเขายังอยู่ดี จึงรู้สึกปลอดโปร่งอารมณ์แจ่มใสขึ้น

เด็กน้อยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่มีเรื่องให้ต้องคิดมาก

“อาเผิงมาดูแม่ไก่เจ้ารึ”

“ข้าฝันไม่ดี จึงมาดูพวกมันสักหน่อย” หลิงเผิง

ยื่นมือป้อม ๆ เข้าไปในช่องไม้ไผ่สานเป็นเล้าขังไก่ แล้วลูบหัวมันทุกตัว

กุ๊ก...กุ๊ก ๆ

เหล่าไก่ตัวอวบทั้งหลายเมื่อเห็นนายน้อยของตนเอง ก็ส่งเสียงกุ๊ก ๆ พร้อมกับไข่ออกมาอีกสามฟองด้วย ราวกับ

ดีใจที่เห็นหน้าของหลิงเผิง

“เด็กดีของข้าเจ้าเก่งมากไข่อีกแล้ว เมื่อไปถึงบ้านใหม่ข้าจะให้ท่านแม่ตัดเสื้อให้พวกเจ้าใส่หน้าหนาวด้วย

ดีหรือไม่”

ลุงกู่อดหัวเราะและเอ็นดูเจ้าเด็กน้อยนี่ไม่ได้ ยังมี

กะจิตกะใจห่วงไก่ของตนเองอีก

เมื่อกลับมาถึงห้องก็พบว่าวันนี้มีโจ๊กหมูสับหม้อใหญ่และไข่ตุ๋นอีกสามถ้วย กลิ่นมันยั่วยวนชวนให้ท้องหิวเสียจริง

“ท่านแม่นี่ต้องเสียกี่อีแปะ” เขามองอาหารบนโต๊ะมากมายขนาดนี้แล้ว ทั้งยังมีซาลาเปาอีกสองเข่งลูกอวบ ๆ อีกด้วย

“บนโต๊ะไม่ต้องเสีย ซื้อแค่ซาลาเปา ส่วนของท่านลุงกู่อีกเดี๋ยวคงขึ้นมาส่ง เถ้าแก่ของร้านบอกว่าวันนี้แม่ทัพเหอสั่งให้เลี้ยงทั้งโรงพักม้า พวกเราจึงได้กินอิ่มท้องไปด้วย”

นางลงไปดูอาหารด้านล่างหลังจากปลุกหลงเอ๋อร์ พบเถ้าแก่โรงพักม้าพอดีและก็ได้รับรู้เรื่องที่แม่ทัพเหอ

ผู้แสนใจดีเลี้ยงอาหารเช้าให้กับทุกคนในโรงพักม้า นับว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจ นางไม่เคยรู้จักเขาเป็นการส่วนตัว นี่นับเป็นเรื่องดีที่น่ายกย่อง พลันในใจของนางอดเปรียบเทียบกับอีกคนที่จำได้แต่ชื่อไม่ได้

เขาผู้นั้นทั้งหูเบา โกรธง่าย ไร้เหตุผล ทั้งไม่เคย

ให้ความยุติธรรมกับนาง คงเห็นนางเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย

คนหนึ่ง หาใช่องค์หญิงสูงศักดิ์ในอดีตฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของนาง

ช่างมารดาเขาเถอะ คนดีก็แค่ชม คนไม่ดีก็แค่ด่า

เขาเห็นว่านางไร้ค่า เขามีค่าอะไรให้นางต้องจดจำเล่า!

หลิงหลงอาบน้ำเสร็จแล้วจึงให้ท่านแม่หวีผมให้

ท่านแม่ทำผมนางประณีตขึ้น คันฉ่องทองเหลืองที่ประดับอยู่ตรงด้านข้างเตียงนอน ทำให้หลิงหลงอดยิ้มให้ตัวเองไม่ได้

“ท่านแม่รักข้ามากขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ตั้งแต่ท่านหายป่วยท่านก็ดีกับพวกเรานัก”

คำพูดนี้กระตุกใจมารดาผู้ไม่เอาไหนเช่นนาง เมื่อก่อนคิดแต่จะแก้แค้น คิดแต่จะให้สามีคืนกลับ แต่ไม่คิดถึงใจของลูกทั้งสองเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นนางเงียบไปรอยยิ้มของเด็ก ๆ ก็เริ่มจืดจาง จนนางต้องยิ้มตอบพวกเขาจะได้เลิกกังวล

“เมื่อก่อนแม่เป็นคนโง่เขลา อะไรที่แม่ทำไม่ดีกับพวกเจ้าต่อไปจะไม่ทำอีก แม่จะเลี้ยงเจ้าให้ดีที่สุดรู้หรือไม่”

“ท่านแม่ไม่ใช่คนโง่” หลิงเผิงแย้งขึ้น

หลิงเผิงที่เมื่อได้ยินมารดาพูดว่ารักพวกเขาก็เกือบน้ำตาคลอ เขาอยากได้ยินคำนี้มานานแล้ว ท่านแม่ไม่เคยบอกรักพวกเขาเลย วัน ๆ นอกจากทำงานในบ้านกับปัดกวาดเช็ดถูก็นั่งเหม่อลอย จนบางทีพวกเขาก็อยากพูดคุยกับท่านแม่ให้มาก เขาสองพี่น้องจึงคอยช่วยงานเท่าที่จะช่วยได้เสมอ หวังเป็นเด็กดีให้ท่านแม่รัก

“ท่านแม่พวกเรารักท่านที่สุด”

น้ำตาของมารดาหลั่งรินอีกครั้ง โอบกอดลูก ๆ เอาไว้แน่น นี่สิถึงจะเป็นความรักที่แสนบริสุทธิ์ รักที่ไม่ต้องการ

สิ่งใดตอบแทน รักที่หวังอยากให้เขาเติบโต ไม่ใช่รักลวง ๆ แบบชายหญิงอย่างที่นางเคยพร่ำเพ้อ

โจ๊กหม้อใหญ่ถูกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า เดิมจะให้ลูก ๆ กินกันก่อนแต่พวกเขาก็ยินดีจะรอนางอาบน้ำเสร็จค่อยกินพร้อมกัน ใบหน้าของหลิงเผิงและหลิงหลงเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด ไม่อมทุกข์ไปกับนางเหมือนในความทรงจำเก่าก่อนอีกแล้ว

“ต่อไปพวกเราจะกินอิ่มนอนอุ่น แล้วก็มีความสุข

ใช่หรือไม่พี่ใหญ่” หลิงหลงพูดกับพี่ชาย

“ใช่ต่อไปข้าจะช่วยท่านแม่หาเงินเองขอรับ ท่านจะได้ไม่เหนื่อย” หลิงเผิงพูดอย่างประจบมารดา ทำให้นางมีความสุขมาก พูดถึงเรื่องหาเงินเมื่อไปถึงเสี้ยนหยาง นางคงต้องหาอาชีพเลี้ยงตัวแล้วกระมัง เมื่อพวกเขาเติบใหญ่นางยังจะให้พวกเขาร่ำเรียนอีกด้วย จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ

“ต่อไปพวกเจ้ารู้แค่ว่าเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดา ท่านแม่เป็นแค่หญิงสกุลหยางเข้าใจหรือไม่” นางเลือกเอาชื่อของตนมาตั้งเป็นแซ่ ลูกทั้งสองก็ให้ใช้แซ่หยางเช่นกัน ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเยียนอีกต่อไป

นางก็แค่คนไร้ญาติที่มีลูกชายกับลูกสาวต้องดูแลเท่านั้น

การเดินทางของพวกนางดูราบรื่นยิ่งนัก จนนางเริ่มกังวล ตลอดเส้นทางแม้ว่าจะมีการตรวจทะเบียนครัวเรือนเป็นระยะ แต่เมื่อรถม้าของนางผ่านมาเหล่าทหารก็โบก

ให้ไปทันที โดยไม่แม้จะเปิดผ้าม่านมายลโฉมพวกนางแม่ลูก ราวกับพวกนางในรถม้าเป็นสิ่งของล้ำค่า ห้ามเปิดออกดู

ขณะที่ผ่านป่ารกทึบยังมีกองทหารลาดตระเวนผ่านมาอย่างบังเอิญและพารถม้าไปส่งยังจุดพักม้าที่ปลอดภัย คล้ายกับเสี้ยนหยางเป็นเมืองของกองทัพตระกูลเหอเสีย อย่างนั้น

เรื่องการเมืองนางไม่เคยก้าวก่าย จึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วกองทัพตระกูลเหอมีกำลังพลเท่าไหร่กันแน่ แต่เหมือนทุกพื้นที่มีแต่ทหารดูแลเข้มงวด แต่กลับละเลยรถม้าของนางจนน่าสงสัย จะด้วยเพราะแม่ทัพเหอรู้ว่านางเดินทางมาก็ไม่น่าจะใช่ นางไม่ได้พบเขาหลังจากแต่งงานมันนานถึงห้าปีแล้ว ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ไม่มี เว้นเสียแต่ข่าวเสียหายระหว่างนางกับท่านแม่ทัพที่ไร้มูลความจริงเท่านั้น

“ท่านลุงกู่ปกติท่านมาเสี้ยนหยาง มีเหล่าทหารตลอดทางเช่นนี้หรือไม่”

“อาเฟยเจ้าไม่รู้อะไร เสี้ยนหยางเหมือนเมืองของแม่ทัพใหญ่เหอไปแล้ว หากฝ่าบาทประทานบรรดาศักดิ์อ๋องให้ ที่ดินศักดินานี้ก็อยู่ในการดูแลของท่านแม่ทัพ คุณูปราการแม่ทัพไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ใด ออกรบแทนฝ่าบาทชนะเป็นร้อยศึก เหล่าทหารเข้มแข็งกล้าหาญ จนต่างแคว้นต้องยำเกรง”

เมื่อถามถึงการตรวจตราเข้มงวด จากคนที่รับจ้าง

ส่งคนไปยังเมืองต่าง ๆ กลับได้รับการชื่นชมท่านแม่ทัพเหอผู้นี้อีกแล้ว ภายในใจของนางชักหวั่นกลัวว่าจะเป็นกับดักหรือไม่ หากเป็นจริงนางจะขอร้องเขาสักครั้งว่าอย่าส่งนางกลับไปอีก

ในที่สุดการเดินทางห้าวันก็ถึงตัวเมืองเสี้ยนหยางอย่างปลอดภัย รถม้าแล่นเข้าไปในตัวเมืองแต่ทว่ากลับต้องหยุด เนื่องจากท่านแม่ทัพออกมาตรวจแถวทหารที่กำแพงเมือง รถม้าของนางจึงต้องหยุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้เข้าไปหลังจากนั้น

ท่ามกลางความคึกคักของเมืองเสี้ยนหยาง ทำให้

ลูก ๆ ทั้งสองของนางตื่นเต้นจนอดสอดส่ายสายตาไปมาไม่ได้ ใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้มนั่นคือสิ่งที่นางต้องการ

บิดาชั่ว ๆ ของพวกเขาตั้งใจทิ้งเลือดเนื้อของตนเองไว้ที่สุสาน แต่นางจะพาให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้

“พวกเราไปที่ว่าการอำเภอก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปซื้อบ้านสักหลังเอาที่ตั้งอยู่นอกเมืองสักหน่อย จะได้ไม่แพงมากอยู่กันแม่ลูกไม่ลำบากก็พอ”

“ได้สิ ไปกันข้าถามทหารที่ตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว เห็นเขาบอกว่าช่วงนี้มีคนขายบ้านชานเมืองย้ายมาในเมืองกันมาก น่าจะมีหลังที่ราคาไม่แพงนักลองดูเถอะ” ลุงกู่ถามมาเผื่อพวกนางแล้ว เขาจึงมุ่งตรงไปที่ว่าการอำเภอทันที

หยางหยู่เฟยแค่ขึ้นไปยังที่ว่าการ ก็มีเจ้าหน้าที่มารอต้อนรับอยู่แล้ว เมื่อบอกความประสงค์ของตนไป นางก็มีบ้านให้เลือกมากมายนัก ทั้งหลังใหญ่และมีที่กว้างราคาไม่แพง ทำให้นางยิ่งไม่เข้าใจว่าคนที่นี่ขายบ้านราคาถูกราวกับได้เปล่า หรือว่าเพราะเป็นพื้นที่ติดชายแดน

แต่เมื่อมาถึงชานเมืองบ้านที่นางลงนามซื้อและได้ทะเบียนครัวเรือนมาพร้อมกันเลยในครั้งเดียวนั้น กลับทำให้นางถึงกับตกตะลึง

“นี่หรือบ้านราคาถูกที่ข้าซื้อ!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 64

    “ใช่แล้ว ดื่มแล้วผิวพรรณผุดผ่อง เลือดลมเดินได้ดี และที่สำคัญทำให้อ่อนเยาว์ขึ้นด้วย” นี่คือเคล็ดลับของนาง และย่อมขายดีให้หมู่สตรีแน่ ๆ นางคิดเอาไว้เช่นนั้น “เช่นนั้นเจ้าดื่มเยอะ ๆ ดีหรือไม่ จะได้ยวนใจข้า บ่อย ๆ ดูสิข้าขยันไถนาทุกวัน เหตุใดเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไถยังไม่งอกเงยเสียที” เขาเอามือลู

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 63

    เสี้ยนหยางอ๋องหลบหน้าลูกสาวออกมา จนเมื่อได้เวลารับรางวัล เขาจึงต้องกลับมาประทานรางวัลให้ โดยผู้ชนะมีสุราชั้นดีสิบไห ไข่ไก่อีกหนึ่งร้อยฟอง เงินรางวัลยี่สิบตำลึง และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นทหารสังกัดกองทัพรักษาเมืองเสี้ยนหยางทันที “เก่งมาก นี่โจวอวิ๋นจือเป็นรองแม่ทัพ ให้เขาช่วยชี้แนะเจ้าเถิด”

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 62

    หลังจากนางรั้งสามีให้อยู่กับตัวเอง ก็คิดถึงอยากจ้างขอทานเหล่านั้นให้มาทำงานที่ในสวนปศุสัตว์ของหลิงเผิง และนางก็จะเปิดหอสุราเหอเหมยลู่และรับแรงงานอีกทาง “ท่านอ๋องเจ้าค่ะ ข้าจะเปิดหอสุรา รับคนงานพวกขอทาน พวกเขาจะได้ลืมตาอ้าปากได้” เสี้ยนหยางอ๋องที่กอดประคองภรรยาอยู่ในอ้อมกอด กดจมูกที่ขมับของน

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 61

    ฤดูหนาวผ่านไปสวนปศุสัตว์ของหลิงเผิงเป็นรูปเป็นร่าง สองแฝดได้นำชื่อเข้าผังตระกูลเหอ และเป็นลูกชายและลูกสาวลำดับที่หนึ่งและสองของเขาอีกด้วย ทุกวันหลิงเผิงมักจะออกไปตรวจสวนปศุสัตว์เลี้ยงตระกูลเหอ ที่มีสัตว์แปลก ๆ มากมายพื้นที่ของปศุสัตว์ แห่งนี้มีถึงหนึ่งร้อยหมู่ นอกจากไก่ไข่ที่เป็นของขึ้นชื่

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 60

    จากนั้นเมื่อรถหยุดพักทานอาหารเที่ยงริมลำธารนางจึงออกไปล้างหน้าล้างตา รู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้าทั้งที่อากาศเริ่มเย็นแล้วแท้ ๆ เมื่อมาถึงก็เห็นหน้าของสามีเคร่งเครียด โดยมี โจวฝานยืนรอรับบัญชาอยู่ใกล้ ๆ นางจึงเดินเข้าไปถามเขา “เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะท่านอ๋อง” “หวงตานตานหนีไป

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 59

    คฑาหรูอี้หนึ่งคู่ทำจากทองคำประดับด้วยหยก สีเขียวมรกตสว่างยามต้องแสง วางประดับอยู่ในเรือนของ ทั้งคู่ แน่นอนว่าเป็นของขวัญล้ำค่าจากเหอฮองเฮาที่อยากอวยพรให้ทั้งคู่สมความปรารถนา เหอจื่อหยางและหยาง- หยู่เฟยยืนมองของขวัญที่ทั้งคู่ชื่นชอบและเก็บเอาไว้ใกล้ ๆ วันนี้ครบสามวันแล้วหลังจากแต่งงานงาน

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 1

    อะไรที่ควรจำก็จำ อะไรที่ควรลืมก็ลืม! เกิดเป็นราชวงศ์ก็ไม่รู้จักความรักอยู่แล้ว หนำซ้ำสามีที่ตนไม่ได้เป็นผู้เลือกยังหูเบา นางเป็นองค์หญิงกำเนิดในครรภ์กุ้ยเฟยของอดีตฮ่องเต้ หญิงสูงศักดิ์เช่นนางแต่งกับเยียนอ๋องซื่อจื่อก็นับได้ว่าเป็นคู่กิ่งทองใบหยก แต่หารู้ไม่หลังจากเข้าหอเขาก็รักษาระ

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 51

    เมื่อคุยกับฮองเฮาเสร็จ เสี้ยนหยางอ๋องจึงพาหยาง-หยู่เฟยกับลูก ๆ กลับ โดยมีขันทีข้างกายฮองเฮาอุ้มลูก ทั้งสองที่หลับไปแล้วมาขึ้นรถม้า แต่ทว่าเรือนที่จะกลับเป็นจวนของเสี้ยนหยางอ๋องแทน รถม้าที่เคลื่อนออกจากเมืองหลวงในยามวิกาล หากไม่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษก็ไม่สามารถออกมาได้ นอกเสียจากมีงานเลี

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 50

    “ข้าจะเอาเข้าไปจนสุด เจ้าอดทนชั่วครู่จะสบายขึ้น” เหมือนถ้อยคำนี้ กำลังหลอกล่อกวางตัวน้อยให้เข้ามาติดกับ เขาขยับถอนออกเสริมแรงเข้าไป จากนั้นกดแน่นลึกจุดสุดทาง ‘ตับ!’ หยางหยู่เฟยพูดไม่ออกมันแน่นมาก จนนางต้องกดเล็บเข้ากับแผ่นหลังของเขา เมื่อบุรุษตรงหน้าแนบร่างของเขาลงมาจนแนบชิดกับนาง

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 49

    “อื้อ...มะ...ไม่...ท่านอ๋อง...ข้า” เสียงนี้แหบพร่าทรงเสน่ห์คล้ายเปล่งออกมายามถูกเขารังแกหนัก เสียงคำว่า ‘ท่านอ๋อง’ นั้นเหมือนไฟป่าที่กำลังไหม้หญ้าแห้ง เมื่อได้ยินเสียงนางเรียกเปรียบประดุจกับมีพายุพัดโหมให้ไฟลุกไหม้แรงขึ้น จนไม่อาจความคุมได้ ดวงตาของเหอจื่อหยางมืดมัว สองมือตรึงแขนนา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status