로그인“คนบ้า! กวนประสาท” เสียงตะโกนด่าของเรนิตาไล่หลังมา มันไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกโมโหแต่อย่างใด แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกชอบใจในตัวเธอมากขึ้นเสียอีก การที่เขาเลือกจะทำพฤติกรรมแบบนั้นกับหญิงสาวก็เพราะไม่อยากอวยหรือเอาใจเธอเหมือนเหล่าแฟนคลับจนเธอติดเป็นนิสัย และก็เพื่อพิสูจน์ด้วยว่าหญิงสาวเป็นคนอย่างไร แม้ว่าการเจอกันในครั้งนี้แม้มันจะดูเหมือนเป็นความทรงจำที่แย่ แต่สำหรับชายหนุ่มมันคือความทรงจำที่ดีเพราะทำให้เขาได้เห็นเบื้องลึกในจิตใจของผู้หญิงที่เขาเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ มาเนิ่นนาน
ดาราสาวสบถออกมาเสียงเบา พยายามควบคุมสติเอาไว้ เนื่องด้วยตรงนี้เป็นที่สาธารณะ เธอไม่อยากให้มีข่าวด้านลบของตนเองหลุดออกมา
“เอ่อ คนปากเสียมันไปแล้ว ผมว่าเชิญคุณเรย์เข้าร้านดีกว่านะครับ” เมื่อเห็นว่าภาสกรจากไปแล้ว เจ้าของร้านก็รีบเข้ามาเชิญเรนิตาให้เข้าร้านทันที
“ไว้โอกาสหน้านะคะ วันนี้เรย์ไม่มีอารมณ์กินแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
เรนิตายกมือไหว้เจ้าของร้านอย่างนอบน้อม ก่อนจะโบกมือลาเหล่าแฟนคลับพร้อมจูงมือผู้จัดการสาวมาที่รถทันที ได้ยินเสียงบ่นอื้ออึงที่จับความได้ว่ารู้สึกเสียดายของเหล่าแฟนคลับตามหลังมาไม่ห่าง
“อารมณ์เสียชะมัด อีตาบ้านั่นคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงไม่ยอมฟังคำพูดคนอื่นบ้าง เรย์ไม่ได้อยากใช้ทางลัดทำที่เป็นดารา แซงคิวใครสักหน่อย”
เมื่ออยู่ในรถแล้ว ดาราสาวก็โวยวายกับผู้จัดการส่วนตัวทันที
“เอ่อ น้องเรย์ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ พี่ว่าเราไปหาร้านอื่นทานกันก็ได้เนอะ” เมญ่าพยายามเปลี่ยนเรื่องให้เรนิตาใจเย็น เพราะรู้ดีว่าใครที่ทำให้ดารา
สาวหงุดหงิดได้ คนคนนั้นต้องเป็นคนโชคร้ายมาก
“พี่เมญ่าก็ไม่ช่วยเรย์เลย ทีหลังไม่เอาแล้วนะคะ ถ้ามีใครจะให้สิทธิพิเศษอะไรกับเรย์อีก ให้บอกไปเลยว่าไม่เอา เรย์ไม่อยากได้ เดี๋ยวจะเจอเหตุการณ์แบบวันนี้อีก”
เรนิตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง รู้สึกเบื่อเหมือนกันที่ผู้คนมักจะให้สิทธิพิเศษกับเธอเพียงเพราะเป็นคนมีชื่อเสียง
“ค่า เข้าใจแล้ว งั้นเราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันนะ” ผู้จัดการสาวใหญ่ยิ้มแห้งๆ ออกมา
“เรย์ไม่หิวแล้วค่ะ หมดอารมณ์กิน เตรียมตัวกลับกันเถอะ”
เรนิตาหันมาบอกเมญ่าอย่างเอาแต่ใจ ปกติ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่จะทำอะไรตามใจตนเอง แต่ครั้งนี้มันหงุดหงิดมากเสียจนไม่อยากกินอะไรแล้ว
‘นอกจากอยากกินหัวคนปากเสียนั่น’
คนอะไรหน้าตาก็ดีแต่ปากเสียมาก ตอนนี้หญิงสาวต้องการกลับกรุงเทพฯ ไปเจอคนรักที่เป็นสุภาพบุรุษเพื่อทำให้รู้สึกดีขึ้นมากที่สุด!
เที่ยวบินจากเชียงใหม่ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะบินมาถึงกรุงเทพมหานครอย่างสวัสดิภาพ เรนิตารีบกดโทร.หา ‘พายุ พิชิตพาณิชย์’ นักธุรกิจบริษัทส่งออกอาหารแปรรูป หนุ่มคนรักที่คบหากันมาตั้งแต่ช่วงที่เธอเข้าวงการใหม่ๆ เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว
“เดี๋ยวพี่พายุมารับเรย์นะคะ” เรนิตาหันไปบอกผู้จัดการสาวใหญ่ด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความสุข
“แหม พอพูดถึงพายุแล้วอารมณ์ดีขึ้นมาเลยนะคะ” เมญ่าอดแซวไม่ได้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเรนิตา ‘คลั่งรัก’ ยิ่งกว่าอะไร แม้จะมีหนุ่มๆ ขายขนม
จีบให้เพียบ แต่ก็ไม่เคยสนใจใครนอกจากพายุ
เรนิตาฉีกยิ้มหวานฉ่ำ“ก็แน่สิคะ ไม่เจอกันเป็นอาทิตย์ ไม่รู้ป่านนี้ พี่พายุลืมหน้าเรย์หรือยัง แต่คงไม่ลืมหรอก พี่พายุบอกว่าเรย์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในใจพี่พายุเสมอ” หญิงสาวพูดออกมาด้วยความเขินอาย ใครๆ มักจะคิดว่าเธอเป็นสาวมั่น แต่เมื่อพูดถึงพายุ เธอจะกลายเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ เท่านั้น
“แหม! ถ้าพายุลืมน้องเรย์ได้ คงหมายความว่า เขาไม่ได้เล่นโทรศัพท์เลย เพราะไม่ว่าจะเลื่อนดูอะไรก็มีแต่น้องเรย์เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าสารพัดแบรนด์” เมญ่าพูดเสียงสูงทันที
“ค่า ก็เรย์คิดถึงพี่พายุนี่คะ” เรนิตายอมรับออกมาด้วยสีหน้าเขินๆ เธอไม่ได้กลัวเขาลืมหน้าตนเอง แต่ที่อ้อนให้ชายหนุ่มมารับก็เป็นเพราะว่าคิดถึงเขาต่างหาก
“พายุนี่โชคดีจริงๆ นะคะที่ได้น้องเรย์เป็นแฟน จะมีข่าวดีเมื่อไหร่ต้องรีบบอกพี่ก่อนนะ พี่จะได้เคลียร์คิวงานให้” เมญ่ายิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู แม้ใครๆ จะรู้ว่างานในวงการ หากดาราแต่งงานแล้วความนิยมจะลดน้อยลง แต่เธอก็ไม่เคยคิดขัดขวางความสุขของสาวน้อยคนนี้ หากเรนิตาเลือกที่จะแต่งงาน เธอก็พร้อมที่จะดีใจด้วย
“ถ้างั้น พี่ว่าสร้อยไปช่วยป้าเพ็ญซื้อของเถอะ พี่อยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องเป็นห่วงจ้ะ” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้ม เธอไม่อยากเป็นต้นเหตุให้แม่ครัวคนอื่นๆ ต้องเหนื่อยเพิ่ม เพราะขาดกำลังคนอย่างสร้อยไป“แต่ว่าพ่อเลี้ยง…” สร้อยเองก็อยากจะไปช่วยแม่ครัวคนอื่นๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของพ่อเลี้ยงที่กำชับนักหนาว่าให้มาดูแลเรนิตา“ช่างตานั่นสิ พี่ไม่เป็นอะไร เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพี่จะคุยกับเขาเอง”เรนิตาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ถึงทุกคนจะกลัวภาสกรแค่ไหน แต่เธอไม่มีทางกลัวเขา เพราะนี่คือตัวเธอเอง ในเมื่อไม่ได้อยากให้ใครมาดูแล เขาก็จะมาบังคับไม่ได้“พ่อเลี้ยงเป็นห่วงพี่เรย์มากนะคะ วันนี้พ่อเลี้ยงเองก็มีธุระต้องเข้าเมืองแต่เช้า คงมาดูพี่เรย์ไม่ได้ ก็เลยส่งสร้อยมาแทน สร้อยไม่อยากขัดคำสั่งพ่อเลี้ยงเลยค่ะ” เด็กสาวพูดออกมาด้วยความลำบากใจ“ดีจังเลยนะ คนที่นี่เชื่อฟังพ่อเลี้ยงดีจริงๆ เฮ้อ! งั้นเอางี้ สร้อยไปช่วยป้าเพ็ญก่อน แล้วค่อยกลับมาหาพี่ก็ได้” เรนิตาจำต้องแบ่งรับแบ่งสู้“แต่ว่
“เฮ้อ…โอเค ได้ แบบนั้นก็ได้” ภาสกรกระแทกลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนปล่อยร่างหญิงสาวจากพันธนาการ แล้วหันหลังให้เธอราวกับจะควบคุมสติอีกครั้ง“นายเป็นคนพูดเองว่าจะไม่ทำแบบนี้กับฉันอีก ถ้าฉันไม่เต็มใจ ลืมไปแล้วหรือไง” คนร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ สุดท้ายแล้ว ภาสกรก็กลืนน้ำลายตัวเอง และไม่รักษาน้ำใจของเธอแม้แต่น้อย“ผม…”เจ้าของร่างสูงหันมาจ้องหน้าคนตัดพ้อ พยายามคิดหาคำพูดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อึดอัดที่เป็นอยู่ ทว่า สุดท้ายก็พูดไม่ออกเช่นกัน เพราะไม่เคยคิดว่าตนเองจะขืนใจผู้หญิงคนไหน แต่กับเรนิตา ความต้องการในตัว มันมากเสียจนเขาไม่ได้ยินเสียงร้องห้ามของหญิงสาว“ทีหลังก็อย่าพูดในสิ่งที่นายทำไม่ได้” เรนิตาพูดพร้อมกับเดินออกจากห้องชายหนุ่มไปทันทีหญิงสาวกลับมาที่ห้องของตนเองด้วยอารมณ์โกรธปนน้อยใจ ทว่า กลับมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นในใจของตนเอง ทำเอานิ่งอึ้งไปไม่น้อยเรนิตาไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับภาสกรคืออะไร เธอเคยรักพายุมา
“เอ่อ...ที่คุณกอดฉันตอนนี้ เพราะ...อยากเอาชนะ และมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบต่างหาก” เรนิตาเอ่ยก่อนกลืนน้ำลายลงคอดังอึก! พยายามเตือนสติตนเองว่าสิ่งที่ภาสกรกำลังทำอยู่มันเป็นเพราะเขาอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว และแค่มีความต้องการเหมือนที่ผู้ชายทั่วไปต้องการจากผู้หญิงก็เท่านั้น“ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ ถ้างั้น ผมขอไม่ห้ามใจตัวเองละกันนะ”ไม่รอให้หญิงสาวพูดจบ ภาสกรก็ก้มลงไปประทับริมฝีปากกับเธออีกครั้งดวงตาคู่ส่วยเบิกกว้างอย่างตกใจ จากจุมพิตหนักหน่วง ริมฝีปากร้อนไล่ขบเม้มริมฝีปากนุ่มทั้งล่างและบน นี่ไม่ใช่ฉากตบจูบแบบในละคร มันสร้างความรู้สึกแปลกๆ เหมือนถูกเหวี่ยงไปให้ลอยค้างอยู่กลางอากาศ“อย่าค่ะ”เรนิตาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ปล่อยให้พ่อเลี้ยงหนุ่มได้เชยชมริมฝีปากอวบอิ่มของตนอีกครั้ง แต่คราวนี้ จูบของเขามันเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจและความปรารถนา เริ่มรุกรานเข้าไปเกี่ยวกวัดลิ้นเล็กอย่างหิวกระหายก่อนจะเม้มริมฝีปากเธออย่างดุดันและเรียกร้อง…มือทั้งสองข้างที่เกี่ยวกอดรัดร่างกายเล็กๆ ตอนนี้ค่อยๆ ลูบไล้ไปทั่วทั้งตัว
คราวนี้กลายเป็นภาสกรเสียเองที่พูดออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะรู้สึกหงุดหงิดที่หญิงสาวพยายามจะพูดตลอดเวลาว่า ทั้งสองไม่มีอะไรต่อกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว เขามีความรู้สึกบางอย่างกับเธอ“โอเค ถ้างั้น ฉันจะได้ไม่ต้องสนใจว่าคุณจะมีแฟนแล้วหรือไม่ แต่ฉันจะจำแค่เพียงว่าระหว่างเรามันไม่มีอะไร และใครจะคิด หรือเข้าใจผิดอะไร ยังไงก็แล้วแต่ เอาเป็นว่า ฉันรู้ดีแก่ใจว่ามันไม่มีอะไรแล้วกัน” เธอพูดย้ำชัดๆ อีกครั้ง ราวกับต้องการเตือนสติเขา“คุณมีเรื่องจะคุยกับผมแค่นี้ใช่ไหม” ภาสกรเอ่ยถามพร้อมกับลุกจากเก้าอี้โต๊ะทำงาน ก้าวช้าๆ มาหาคนตัวเล็ก“ฉันมีอีกเรื่องอยากจะขอคุณ”คราวนี้ เรนิตาเริ่มเข้าเรื่องของตนเอง เพราะการที่เธอมาหาเขาไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิงที่ชื่อลินดาเท่านั้นคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างสงสัย “มีอะไรก็รีบว่ามา ผมมีงานต้องทำ” พ่อเลี้ยงหนุ่มพูดด้วยสีหน้าเย็นชา ทั้งที่ความเป็นจริง เขาอยากให้หญิงสาวออกจากบ้านไปไวๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะห้ามใจไม่ให้ดึงเธอเข้ามากอดได้“ฉันอยากยืมโทรศัพท์คุณหน่อย”เรนิต
“ไม่รู้สิ บางที พี่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้น พี่ยอมมีอะไรกับพี่พายุ เรื่องแบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น และผู้หญิงที่ได้แต่งงานกับเขาก็อาจจะเป็นพี่ก็ได้” เรนิตาเฝ้าถามตนเองซ้ำๆ ว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ เธออาจจะยอมมอบกายให้พายุพอใจ เพื่อให้วันนี้ยังมีเขาข้างๆ แต่สุดท้ายคำตอบก็คือ‘ไม่อยู่ดี’“แล้วทำไมพี่เรย์ถึงไม่ยอมมีอะไรกับเขาคะ พี่เรย์ไม่รักเขาเหรอ”สร้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย เธอเองก็คบหากับเขมราช แต่คนรักหนุ่มก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ได้ยินสักครั้ง อาจเพราะเขาคิดว่าเธอยังเด็กอยู่มาก หรืออาจเพราะว่าการจะพบเจอกันแต่ละครั้งมันยากเย็น ทำให้ทั้งสองยังไม่เคยมีเรื่องเกินเลยต่อกัน“พี่รักเขานะสร้อย แต่พี่ก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่ยอมเขา หลายต่อหลายครั้งที่พี่พายุพยายามจะทำเรื่องแบบนั้น แค่คิด พี่ก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น พี่รู้สึกไม่เป็นตัวเองและรู้สึกไม่ชอบที่จะต้องทำแบบนั้นกับพายุ”พูดพลางนึกถึงค่ำคืนที่อดีตคนรักเคยพยายามขอมีอะไรด้วย ตอนนั้น เรนิตาก็คิดว่าอาจจะมอบกายให้เขา แต่เมื่อพายุเริ่มซุกไซ้ที่ซอ
“ทำไม เขามีกฎว่าทำงานที่นี่แล้วห้ามลาออกหรือไง” เรนิตามองสร้อยอย่างตั้งคำถาม เพราะหากเป็นอย่างนั้นจริง ก็ถือว่าภาสกรเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากคนหนึ่ง“เปล่าค่ะ ตรงกันข้าม พ่อเลี้ยงมักจะหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้พวกเราเสมอ ถ้ามีงานดีๆ ในกรุงเทพฯ ที่ให้เงินเยอะกว่า ใครอยากจะลาออกพ่อเลี้ยงไม่เคยห้าม แต่พี่เรย์เชื่อไหมว่าไม่มีใครอยากจากพ่อเลี้ยงไปไหนเลย เพราะพ่อเลี้ยงดูแลพวกเราดี แล้วก็ให้ค่าตอบแทนพวกเราสูงกว่านายจ้างคนอื่นๆ พวกเรามีความสุขมากนะคะที่ได้อยู่เป็นคนงานที่นี่”สร้อยพูดจากใจจริง พ่อเลี้ยงภาสกรเป็นคนที่ให้โอกาสทุกคน ไม่เคยกดขี่ข่มเหงคนงาน และมักจะหาสิ่งดีๆ มาให้เสมอโดยที่เหล่าคนงานไม่ต้องร้องขอ“ต่อให้ตานั่นจะดีแค่ไหน แต่เขากำลังทำให้สร้อยกับเข้มไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ” เรนิตาค่อนข้างสะเทือนใจกับเรื่องความรัก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเพิ่งสูญเสียคนที่รักมากไป และก็คิดว่าความรักมันไม่สามารถเกิดขึ้นกับตนเองง่ายๆ หากวันหนึ่งรักใครได้อีกสักครั้ง เธอก็จะไม่ยอมเสียความรักครั้งนั้นไปง่ายๆ แน่“สร้อยคิดว่า สักวันหนึ่ง มันต้องมีทางออก







