登入“เอ่อ น้องเรย์คะ พี่ว่า...” ผู้จัดการส่วนตัวของเรนิตา ได้พยายามที่จะทำหน้าที่ของเธออย่างดีที่สุดโดยการห้ามปรามไม่ให้เกิดเรื่องขึ้น
“ผมพูดอะไรผิดเหรอครับ แค่สงสัยว่า...เป็นดารานี่แซงคิวคนอื่นได้ด้วยงั้นเหรอ?” ภาสกรพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงกวน ยกแขนขึ้นกอดอกพลางปรายตามองหญิงสาวด้วยสายตาเย้ยหยัน แล้วยกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นด้วยท่าทางกวนๆ
“คุณคะ ฉันไม่ได้จะแซงคิวอย่างที่คุณเข้าใจค่ะ” เธอตอบกลับเสียงแข็ง รู้สึกหมั่นไส้ผู้ชายตรงหน้า แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มหยุดแต่เพียงเท่านี้
‘หน้าตาดี พอๆ กับปากดี ไม่สิ น่าจะปากหมา’
เรนิตาลอบถอนใจแต่คู่กรณีก็ยังไม่หยุด
“ก็เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าของร้านเตรียมพาคุณเข้าร้านทั้งที่มีคนยืนรอก่อนหน้าคุณเกือบยี่สิบคนเลยนะ คุณนี่ไม่ใช่เด็กเส้นธรรมดา คงจะเส้นก๋วยจั๊บเลยสิ” ภาสกรแกล้งพูดเสียงดังขึ้นอีกระดับแล้วสังเกตว่าดาราสาวหน้าแดงขึ้นเพราะรู้สึกอับอาย
“ผมเป็นเจ้าของร้าน จะขายใครก่อนทานหลังก็ได้ คุณเรย์ ดาราชื่อดังอุตส่าห์มาทานอาหารร้านผม ผมต้องต้อนรับเป็นพิเศษอยู่แล้ว ให้ปิดร้านต้อนรับคุณเรย์คนเดียวก็ทำได้” เจ้าของร้านเองก็รีบออกตัวปกป้องเรนิตา
“พี่คะ อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ” เรนิตาหันไปพูดกับเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงปนตำหนิ “เรย์รอคิวได้ ให้เรย์เข้าร้านตามคิวดีกว่าค่ะ”
“ไม่ครับ ผมเป็นเจ้าของร้าน จะให้อภิสิทธิ์พิเศษกับคุณเรย์ยังไงก็ได้ ใครมีปัญหาก็ไม่ต้องมากินร้านนี้”
“หึ โอเค ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องไปหาร้านอื่นกินแล้วละ ถ้ารู้ว่าเจ้าของร้านมีทัศนคติในการให้บริการลูกค้าแย่ๆ แบบนี้ ผมคงไม่มาแต่แรก ไม่เข้าใจเลยเนอะว่าทำไมร้านคุณถึงดัง สงสารร้านเล็กๆ ที่เจ้าของอาจจะมีความคิดดีๆ มากกว่าคุณ” ภาสกรสาดคำด่าออกมาน้ำเสียงนิ่งๆ เขาคิดว่าป่วยการที่จะพูดอะไรกับเจ้าของร้านดังกล่าวอีกต่อไป เขาไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้เป็นทุนเดิม
“นี่คุณ! ใจเย็นสิคะ คุณเองก็ไม่มีสิทธิ์มายืนต่อว่าคนอื่นแบบนี้นะคะ ก่อนจะพูดอะไรควรให้คนอื่นได้อธิบายบ้าง” แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกจากร้านไปเพราะไม่ชอบทัศนคติเจ้าของร้าน เสียงของเรนิตาก็ดังขึ้น เขาลอบยิ้มมุมปากหนึ่งครั้งก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเธอ
“งั้นคุณก็เชิญอธิบายมาสิครับ คุณดาราดัง” ชายหนุ่มมองหญิงสาวอย่างท้าทาย
เรนิตาไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ เหมือนเธอจะลืมหรือวางทิ้งความเป็นดาราไว้ชั่วครู่ “ได้ ฉันจะอธิบายให้ฟัง ร้านนี้มีกล้องวงจารปิด ถ้าเปิดมาดูแล้วฉันไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร คุณจะขอโทษฉันไหม”
“พอเถอะค่ะน้องเรย์” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ผู้จัดการสาวก็รีบเข้ามาห้ามปรามอีกครั้ง
“พี่เรย์คะ อย่าสนใจเลยค่ะ พวกหนูว่า เขาอาจจะเป็นพวกบ้าดารา แต่เข้าหาไม่เป็น เลยชวนทะเลาะเพื่อหาเรื่องคุยกับพี่เรย์ก็ได้” กลุ่มเด็กสาวที่เป็นแฟนคลับเรนิตาออกปากช่วยเหลือทันที
“จริงค่ะพี่เรย์ หนูอุตส่าห์คิดว่าพี่เขาดูหล่อเท่ดี นึกว่าเป็นพระเอกใหม่ ไม่คิดเลยว่าจะปากเสียใส่พี่เรย์แบบนี้ คนอะไรหน้าตาก็ดี แต่ท่าทางเถื่อนชะมัด” เด็กสาวอีกคนรีบช่วยพูดทันทีก่อนจะหันไปมองทางภาสกรปนตำหนิ นั่นยิ่งทำให้ภาสกรรู้สึกท้อใจกับค่านิยมของคนในประเทศนี้ ยิ่งเห็นว่าชุดความคิดนี้มาจากคนรุ่นใหม่เขาก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของประเทศ เพราะหากทุกคนยังปฏิบัติต่อกันไม่เท่าเทียม แบบนี้คนจนหรือคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงก็คงไม่ได้รับความยุติธรรมไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
“โอ้โห ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโลกกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว เป็นคนดังทำอะไรแล้วถูกเสมอ” ภาสกรบ่นลอยๆ พลางกลอกตามองบน ป่วยการที่จะไปโต้เถียงกับเด็กๆ เหล่านี้
“ฉันแค่อยากจะอธิบายว่า ฉันไม่คิดจะแซงคิวคุณหรือว่าใครทั้งนั้น ถึงจะเป็นดารา แต่ฉันก็มีมารยาทมากพอ ฉันรู้ค่ะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรค่ะ” เรนิตาตอบกลับคนตัวสูงตรงหน้านิ่งๆ ในขณะที่ภาสกรรับฟังคำอธิบายจากเธอด้วยความพึงพอใจ เขาดูคนไม่ผิดจริงๆ…ชายหนุ่มยักไหล่เล็กน้อย และแสร้งทำทีเหมือนไม่เชื่อเธอ ก่อนจะเดินจากไป
สามเดือนผ่านไปชีวิตหลังแต่งงานของเรนิตากับภาสกรไม่ได้ต่างจากตอนที่ทั้งคู่คบหากันเป็นแฟนมากนัก เพราะว่าปกติชายหนุ่มก็มักจะเข้าไปพบหญิงสาวที่กรุงเทพฯ เสมอ ทำให้เรนิตาไม่ได้รู้สึกห่างจากเขา“วันนี้พี่อยากพาเรย์ไปขี่ม้าชมวิวในไร่ อยากไปไหม” ภาสกรเอ่ยถามขึ้น วันนี้หญิงสาวหยุดและมาเที่ยวที่ไร่น่านฟ้า เขาอยากจะชวนหญิงสาวไปรำลึกความหลังที่เคยไปนั่งเล่นชมวิวท้ายไร่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเสียที“ดีเลยค่ะ เรย์อยากไปชมวิวที่นั่นเหมือนกัน” เรนิตาตอบตกลงอย่างว่าง่าย เธอเองก็อยากไปที่นั่น เพราะมีเรื่องบางอย่างจะบอกชายหนุ่มภาสกรพาเรนิตาขึ้นหลังม้าตัวเดิมที่เขาเคยพาเธอไป ก่อนจะเป็นฝ่ายคร่อมขี่ม้าตัวนั้นเหมือนเดิม เรนิตาดูผ่อนคลายลงเยอะ ต่างจากครั้งแรกที่เธอดูมีท่าทีตื่นกลัวกับการขี่ม้า“เรย์ดูไม่ค่อยกลัวเหมือนครั้งแรกนะ” ภาสกรพูดขึ้นขณะที่จูงมือหญิงสาวลงจากหลังม้าเมื่อพาเธอมาถึงจุดชมวิวท้ายไร่“ผ่านครั้งแรกมาได้ ครั้งที่สองก็จะง่ายเสมอแหละค่ะ” เรนิตาพูดยิ้มๆ“งั้นไว้ว่างๆ
“ใช่ ห้ามร้องเด็ดขาด” เรนิตาพูดขึ้นยิ้มๆ อีกที“คุณเรย์ดื่มนี่ไหมครับ” เขมราชพูดขึ้นก่อนจะยื่นแก้วเหล้าต้มส่งให้เรนิตา“เอ่อ คือว่า…” หญิงสาวยังจำได้ดีว่าฤทธิ์ของเหล้าต้มแรงแค่ไหน เธอแทบไม่มีสติอะไรเลย และที่สำคัญเธอต้องมาเสียตัวเพราะฤทธิ์ของมันแท้ๆ“มึงนี่ยื่นเหล้าให้เมียกูต่อหน้าต่อตาเลยนะไอ้เข้ม” ภาสกรพูดขึ้นยิ้มๆ เพราะเขาไม่ได้โกรธอะไรเข้มจริงจังนัก“อ้าว ขอโทษครับพ่อเลี้ยง ก็ผมจำได้ว่าครั้งก่อนคุณเรย์ชอบ” เขมราชรีบพูดแก้ตัวทันที“ชอบจริงหรือเปล่าเรย์” ภาสกรหันมาถามหญิงสาวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์“ฉันบอกลาขาดกับเหล้าต้มแล้วละเข้ม เป็นไปได้ไม่อยากจะแตะแล้ว คืนนั้นแทบไม่มีสติเลย” เรนิตาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงขำขัน เพราะเมื่อเอามาเล่าอีกทีก็กลายเป็นเรื่องตลกจริงๆ ที่เมาได้ขนาดนั้น“แต่เอาจริงกินได้นะพี่ไม่ว่าหรอก” ภาสกรพูดขึ้นพร้อมกับหันไปกระซิบเรนิตาเพื่อพูดประโยคถัดไป“คืนนี้พี่จะได้เห็นเรย์ตอนเป็นแบบนั้นอีกไง” ภาสกรพูดด
“ขอบคุณมากนะคะพี่เรย์ อันที่จริงถ้าไม่ได้พี่เรย์เราสองคนก็คงไม่สมหวังแบบนี้” สร้อยพูดขึ้นด้วยความซึ้งใจ พร้อมนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นที่เรนิตาช่วยพูดกับพ่อเลี้ยงจนพ่อเลี้ยงยอมยกเลิกกฎที่ว่า“ใช่ครับ ถ้าไม่ได้คุณเรย์พวกผมก็ไม่รู้จะทำยังไง” เขมราชพูดสำทับอีกทาง จนภาสกรถึงกับกระแอมออกมา“แฮ่มๆ นี่จะบอกว่าฉันเป็นพ่อเลี้ยงใจร้ายขัดขวางคนรักกันอย่างนั้นเหรอ” ภาสกรพูดขึ้นพร้อมกับแกล้งทำน้ำเสียงดุๆ ลูกน้อง“หรือไม่จริงคะ” เรนิตาเป็นฝ่ายหันไปมองจิกชายหนุ่มแทน“โธ่ เรย์ พี่ก็กลับตัวกลับใจแล้วไงครับ” ภาสกรยอมรับว่าตัวเองแทบจะขึ้นชื่อว่า ‘กลัวเมีย’ อย่างสมบูรณ์แบบ และเขาก็ไม่อายด้วยที่แสดงท่าทีกลัวเมียต่อหน้าลูกน้อง“ที่จริงพวกเราต้องขอบคุณพ่อเลี้ยงด้วยนะครับ ที่เชื่อใจในพวกเราและยอมให้พวกเราคบหากัน ผมยังยืนยันคำเดิมว่าผมกับสร้อยจะไม่ทำเรื่องเดือดร้อนให้พ่อเลี้ยงเด็ดขาด” เขมราชรับปากอย่างจริงจัง พ่อเลี้ยงเป็นผู้มีพระคุณกับเขาและสร้อยมาก ชาตินี้เขาคงอยู่ที่นี่เพื่อรับใช้พ่อเลี้ย
“หมายความว่า…” ภาสกรมองหน้าหญิงสาวด้วยใจที่เต้นระทึก“เรย์ตกลงค่ะ” ทันทีที่หญิงสาวตอบตกลง ภาสกรก็รีบดึงเธอเข้ามากอดด้วยความดีใจ“จริงนะเรย์ แต่งงานกับพี่จริงๆ นะ” ภาสกรพูดขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาทำสำเร็จแล้ว เรนิตายอมรับรักเขาจริงๆ แล้ว“จะไม่สวมมันเหรอคะ” เรนิตาไม่ตอบ แต่ยื่นมือข้างซ้ายให้ชายหนุ่มเป็นคำตอบแทน“สวมครับๆ” ภาสกรรีบรับมือหญิงสาวมา ก่อนจะเริ่มสวมแหวนให้เธอที่นิ้วนางข้างซ้ายด้วยความตื่นเต้นและตื้นตันใจในคราเดียวกัน“พี่รักเรย์นะครับ” ชายหนุ่มอยากจะย้ำคำว่ารักให้เธอรับรู้มันซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น“เรย์ก็รักพี่ภาคค่ะ” เรนิตาตอบกลับชายหนุ่ม เธอมั่นใจว่าจากนี้ผู้ชายที่เธอเลือกจะไม่มีวันสร้างบาดแผลในใจให้เธอเหมือนคนอื่น“พี่ดีใจมากเลยเรย์รู้ไหม” ภาสกรพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะดึงหญิงสาวเข้ามากอดจากด้านหลังพร้อมกับมองพระอาทิตย์ที่ตอนนี้อยู่บนท้องฟ้าสีทองอร่ามให้หนุ่มสาวได้เชยชม“เรย์ก็ดีใจเหมือนกันค่ะ รู้ไห
“ก็บอกแล้วไงว่าโชคชะตาเข้าข้างพี่” ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์อีกครั้ง“ค่ะ เชื่อแล้ว ว่าแต่เย็นนี้เรากินอะไรกันดี” เรนิตาพูดด้วยสายตาเป็นประกาย อันที่จริงเธอแกล้งถามไปอย่างนั้นเพราะเมนูในใจของเธอก็คือหมูกระทะ ขึ้นดอยมาอยู่ที่อากาศเย็นๆ แบบนี้ การกินหมูกระทะร้อนๆ ก็จะช่วยคลายความหนาวไปได้ไม่น้อย“อยากกินหมูกระทะละสิ พี่รู้นะ” ชายหนุ่มพูดอย่างรู้ทัน เพราะเมื่อครู่นี้เขาเห็นเรนิตาเอาแต่ยืนมองราคาเมนูหน้าที่พัก และจับจ้องแต่ชุดหมูกระทะอยู่อย่างนั้น“ใช่ค่ะ มาดอยก็ต้องกินหมูกระทะสิ” หญิงสาวยิ้มร่าเริงเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรู้ทัน โดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไรเยอะแยะมากมาย“เรย์นี่ก็แปลกนะ ถ้าเป็นดาราคนอื่นคงจะห่วงหุ่นน่าดู” นี่ก็อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหญิงสาวก็เป็นได้ เธอไม่เคยทำตัวเหมือนคนกลัวอาหาร แต่กลับกินอาหารทุกอย่างด้วยความเอร็ดอร่อย“ใครบอกไม่ห่วงคะ งานของเรย์ต้องใช้รูปร่างหน้าตา ที่เรย์กินๆ แบบที่พี่ภาคเห็น เดี๋ยวกลับไปเรย์ก็ต้องไปชดใช้กรรม ออกกำลังกายให้หนักแล้วก็คุมอาหารนิดหน่อย&rd
“งั้นก็ได้ เดี๋ยวพี่ไปรับบัตรคิวก่อนนะ” ชายหนุ่มพูดก่อนจะเดินเข้าไปคุยกับพนักงานเพื่อรับบัตรคิว ระหว่างที่เขาเข้าไปในร้านเหล่าแฟนคลับของเรนิตาก็เริ่มสังเกตเห็นว่าผู้หญิงที่สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนขายาวแสนธรรมดา ดูมีออร่าและสวยมีเสน่ห์คือดาราสาวผู้โด่งดัง“พี่เรย์ใช่ไหมคะ” หนึ่งในคนที่ยืนรออยู่หน้าร้านเดินเข้ามาถามเรนิตาด้วยใบหน้าตื่นเต้น เรนิตาจึงหันไปส่งยิ้มตอบอย่างมีมารยาท“ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะ” เรนิตาไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม ก่อนจะส่งยิ้มหวานด้วยความเป็นมิตร“กรี๊ดดดด ทุกคน พี่เรย์จริงๆ ด้วย พวกเราขอถ่ายรูปกับพี่หน่อยได้ไหมคะ พวกเราเป็นเอฟซีพี่เรย์ แล้วก็ชอบผลงานพี่เรย์มากๆ เลย” กลุ่มเด็กสาวที่ต่อคิวหน้าทางเข้าร้านต่างพากันเดินมาหาเรนิตาด้วยความตื่นเต้น พร้อมขอสลับกันถ่ายรูปคู่หญิงสาว ซึ่งเรนิตาเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ส่วนหนึ่งเพราะเธอเองก็เคยชินกับสถานการณ์นี้แล้ว การที่เธอเข้ามาเป็นคนของประชาชน สิ่งหนึ่งที่เธอต้องรับให้ได้คือต่อแต่นี้ไปชีวิตของเธอคงไม่มีความเป็นอิสระมากมายนัก“พี่เรย์เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ
เรนิตาจัดเตรียมอาหารให้ชายหนุ่มตามหน้าที่ของเธอ ไม่นานเขาก็กลับเข้าบ้านมาด้วยท่าทีเหนื่อยล้า วันนี้ทั้งวันชายหนุ่มคงต้องอยู่เคลียร์งานหลายอย่างและคงไม่มีเวลาแม้แต่จะหาอะไรกิน
ลินดาพูดอย่างหมายมั่น และต้องการจะเอาชนะชายหนุ่มให้ได้อย่างคำ แล้วสักวันหนึ่ง ภาสกรจะต้องอ้อนวอนขอร้องเธอเหมือนที่เธอกำลังขอให้เขารับรักวันนี้“ผมพูดสิ่งที่อยู่ในใจไปหมดแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่คุณแล้วกัน แต่ขออย่างเดียว อย่ามายุ่งกับคนของผม และอย่าทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผมอีก เพราะคุณ
“ผมไม่หิว แล้วก็ไม่ได้บอกให้คุณทำด้วย” ภาสกรพูดด้วยความงุนงง เรนิตาคงไม่พอใจที่ถูกเขาต่อว่าเมื่อครู่ และชายหนุ่มก็รู้ดีว่าตนเองเป็นพวกชวนใครคุยไม่เก่ง แต่ถ้าหาเรื่องทะเลาะนั้นเก่งกว่าใครทุกคน“ก็ดี เพราะฉันก็อยากพักแล้ว ปล่อย!” เรนิตาพยายามสะบัดแขนอีกครั้ง แต่ก็ไม่ส
“คุณภาค?” แม่ครัวเก่าแก่เอ่ยถามด้วยความสงสัย ปกติแล้วแทบไม่มีใครเรียกพ่อเลี้ยงด้วยชื่อเล่นมาก่อน นางจึงไม่ชินนัก“ก็พ่อเลี้ยงของป้าเพ็ญชื่อ ‘ภาค’ ไม่ใช่เหรอคะ” ดาราสาวเอ่ยถามขึ้น เธอจำได้ว่าเมญ่าเคยบอกว่า พ่อเลี้ยงของที่นี่ชื่อ ‘ภาค ภาสกร’ แล







