Masukสตรีสูงวัยผู้เป็นประมุขของบ้านเดินตรงไปนั่งประจำที่ของตน จากนั้นวิลาวัลย์จึงรีบเข้าไปนั่งข้างผู้เป็นมารดา แล้วส่งสัญญาณให้บัวบานตักข้าวให้ทุกคน แต่เมื่อวิลาวัลย์มองไปยังจุดที่ควรจะมีหนังสือพิมพ์รายวันวางไว้ให้ยายเสาวรสดังเช่นทุกเช้าว่างเปล่า จึงเอ่ยถามบัวบานว่า
“ทำไมวันนี้ไม่มีหนังสือพิมพ์ล่ะบัว”
“เอ่อ คือว่า...คนส่งหนังสือพิมพ์บอกว่า...หนังสือพิมพ์หมดค่ะ” บัวบานแก้ตัวไปตามแต่จะนึกได้ ในขณะเดียวกันก็พยายามซ่อนหนังสือพิมพ์ไว้ด้านหลัง
ยายเสาวรสตวัดสายตาขึ้นมองบัวบาน แล้วบ่นด้วยน้ำเสียงกดต่ำอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ร้อยวันพันปี ไม่เคยหมด อยู่ๆ วันนี้จะหมดได้ยังไง เกิดอะไรขึ้นกันแน่นังบัว”
“หมดจริงๆ ค่ะคุณท่าน”
“แล้วนั่นซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง” ผู้เป็นนายชี้นิ้วไปที่ด้านหลังของแม่บ้าน
“เปล่าค่ะคุณท่าน ไม่มีอะไรค่ะ”
ภาคินเหลือบมองบัวบานด้วยความลุ้นระทึก ว่าแม่บ้านร่างท้วมจะเอาตัวรอดได้หรือไม่
“นังบัว แกซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง เอาออกมาเดี๋ยวนี้นะ” ผู้เป็นนายออกคำสั่งเสียงเฉียบ
แม้จะกลัวและเกรงใจผู้เป็นนายมาก แต่บัวบานก็รักและเป็นห่วงเฌอปรางค์มากเช่นกัน ดังนั้นนางจึงแอบฉีกหนังสือพิมพ์หน้าแรกออก แต่ก็ทำด้วยความระมัดระวัง พยายามไม่ให้ยายเสาวรสได้ยินเสียง และเมื่อฉีกหน้านั้นออกได้แล้วก็แอบส่งให้ภาคิน ซึ่งยืนตัวติดกันอยู่ ชายหนุ่มรับมาแล้วขยำหนังสือพิมพ์หน้านั้นให้เล็กที่สุด ก่อนที่จะยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกง
“นี่ค่ะคุณท่าน” บัวบานยื่นหนังสือพิมพ์ที่ถูกฉีกขาด และยับยู่ยี่ให้ผู้เป็นเจ้านาย
“ทำไมมันถึงเละเทะแบบนี้”
“เอ่อ คือ...คือว่า หมาค่ะ หมาหน้าบ้านกัดขาดค่ะคุณท่าน”
วิลาวัลย์ส่ายหน้า แล้วพูดเนิบนาบตามนิสัย “แล้วทำไมไม่ไปซื้อเล่มใหม่มาให้คุณแม่ล่ะบัว”
“เดี๋ยวผมออกไปหามาให้เองครับคุณแม่” ภาคินเสนอตัว พลางทำท่าจะก้าวออกจากห้อง
ยายเสาวรสร้องห้ามหลานชายเอาไว้ก่อนที่เขาจะพ้นจากห้องไปว่า “มากินข้าวก่อนเจ้าเกลือ ยายไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์สักวันคงไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่ล่ะครับคุณยาย ผมมีธุระสำคัญต้องรีบไปจัดการ ผมไปนะครับคุณยาย ไปนะครับคุณแม่” ปลายประโยคนั้นเขาหันไปบอกผู้เป็นมารดา แล้วรีบออกจากห้องรับประทานอาหารไปโดยไว แต่ก็ถูกยายเสาวรสรั้งไว้อีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อนเจ้าเกลือ ที่ยายสั่งให้ไปตามมะปรางกลับบ้านน่ะ ได้เรื่องอะไรบ้างมั้ย”
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันกลับไปตอบว่า “ผมกำลังพยายามอยู่ครับคุณยาย”
“ยายรอได้ไม่นานนักหรอกนะ ถ้าเกลือยังตามหาน้องไม่เจอ ยายจะลงมือเอง แล้วถ้าถึงวันนั้น เงินสิบล้านที่เกลืออยากได้ไปพัฒนาไร่ ก็อย่างหวังว่าจะได้”
“ผมจะพามะปรางกลับมาให้เร็วที่สุดครับคุณยาย” ชายหนุ่มรับคำอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วรีบชิ่งออกจากห้องไปโดยเร็ว เพราะกลัวจะถูกซักมากไปกว่านี้
ภาคินขับรถกระบะโฟวีลคู่ใจ ตรงดิ่งเข้าไร่ดอกไม้ทันทีที่ออกจากบ้าน ดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มเหลือบมองหนังสือพิมพ์ยับยู่ยี่ที่มีภาพข่าวของเฌอปรางค์ ซึ่งวางอยู่เบาะว่างข้างตัวนิดหนึ่ง แล้วคิ้วหนาก็กระตุกเข้าหากันอย่างแคลงใจ ว่าเฌอปรางค์กลายเป็นคนรักของซุปเปอร์สตาร์อย่างจักรวาลได้อย่างไร
สักครู่ภาคินก็หยิบโทรศัพท์มือถืออกมากดโทร. ออก แน่นอนว่าหมายเลขปลายทางนั้นต้องเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของเฌอปรางค์อย่างไม่ต้องสงสัย ชายหนุ่มรอสายอยู่นานจนเกือบถอดใจ ว่าน้องสาวคงไม่ยอมรับสายอีกตามเคย แต่ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงดังลอดออกมาจากปลายสาย
“พี่เกลือเห็นข่าวแล้วใช่มั้ยค่ะ” เฌอปรางค์ถามอย่างรู้เท่าทันสถานการณ์
“มะปรางไปเป็นแฟนกับดาราคนนั้นได้ยังไง ถ้าคุณยายรู้เข้าล่ะโดนหนักแน่ๆ เลยนะ”
“คุณยายยังไม่เห็นข่าวนี้ใช่มั้ยคะ” เฌอปรางค์ถามอย่างกังวลใจ
“ตอนนี้ยัง แต่ข่าวใหญ่ขนาดนี้คงปิดได้ไม่นานหรอก” ภาคินถอนหายใจ เมื่อนึกถึงภาพความวุ่นวายต่างๆ ที่กำลังจะตามมา
“มะปรางไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ทำไมคุณยายถึงได้จงเกลียดจงชังพวกดารานักหนา” หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต เธอก็ถูกยายเสาวรสสั่งห้ามไม่ให้เสพข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับวงการบันเทิงเด็ดขาด แต่ถึงแม้จะถูกสั่งห้าม เฌอปรางค์ก็แอบติดตามข่าวสารเหล่านี้เวลาที่อยู่นอกบ้านเสมอ
“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพฯ พี่จะไปรับ”
“คุณยายยอมยกเลิกงานแต่งงานของมะปรางหรือยังคะ” หญิงสาวตั้งคำถามใหม่ แทนการตอบคำถาม
“ฝันไปเถอะน้องสาว” พี่ชายตอบพลางหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“ถ้างั้นมะปรางก็ไม่กลับค่ะ แล้วพี่เกลือก็ไม่ต้องตามมาด้วย ถ้าพี่เกลือตามมา มะปรางก็จะหนีอีก”
“คิดจะหนีไปถึงเมื่อไหร่กันฮ่ะ ปัญหามันไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดจะต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้สักหน่อย” ภาคินเริ่มหงุดหงิดกับความดื้อรั้นไม่ฟังใครของเฌอปรางค์
“แต่ก็ไม่มีใครช่วยมะปรางได้เลย พี่เกลือก็ไม่ช่วย คุณป้าวัลย์ คุณลุงนพ ก็ไม่เห็นมีใครช่วยมะปรางเลย ไม่มีใครรักมะปรางสักคน” เสียงเล็กๆ นั้นสั่นเครือคล้ายกำลังจะร้องร้องไห้ จนคนฟังใจอ่อนยวบ
“พี่สัญญาว่าพี่จะช่วย แต่มะปรางต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่หนีไปไหนอีก แล้วก็บอกพี่มาว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พี่จะไปหาวันนี้เลย”
“พี่เกลือจะช่วยมะปรางแน่นะคะ” เฌอปรางค์ถามอย่างไม่ไว้ใจ
“พี่เคยผิดสัญญากับเราหรือไง” ภาคินย้อนถาม
“มะปรางเชื่อใจพี่เกลือค่ะ” น้องสาวรับคำ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พี่ชายคนนี้ไม่เคยคิดทำร้ายเธอสักครั้ง มีแต่คอยปกป้องและช่วยเหลือมาตลอด ดังนั้นเธอจึงยอมบอกที่อยู่ร้านกาแฟของส้มแป้นให้เขารู้โดยไม่อิดออดอีกต่อไป
เสียงโทรศัพท์มือถือของจักรวาลที่วางอยู่บนหัวเตียง ส่งเสียงร้องดังลั่นห้องแล้วเงียบไปเอง และดังขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนที่นอนหลับคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ก็ยังไม่ยอมตื่นมารับสาย และดูเหมือนว่าคนที่ตั้งใจโทร. มาก็ไม่ละความพยายามลงง่ายๆ เพราะโทรศัพท์เครื่องเดิมนั้น ยังคงส่งเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดจักรวาลก็ทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมารับสาย
“ฮัลโหล!” ชายหนุ่มกระแทกเสียงลงไป โดยที่ยังไม่ทันได้ดูด้วยซ้ำว่าใครโทร. มา
“สวัสดีครับคุณซุปเปอร์สตาร์”
“ใครน่ะ?”
“เพื่อนคุณไงครับ”
“ฉันถามว่าใคร!”
“จำเสียงเพื่อนไม่ได้จริงๆ เหรอครับ”
“ไอ้เกลือ!?” จักรวาลคิดได้ หลังจากนิ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เออ...ข้าเอง” ภาคินตอบรับ
“นานแค่ไหนแล้ววะ ที่เราไม่ได้คุยกัน” จักรวาลแปลกใจ เพราะตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย ภาคินก็กลับไปดูแลรีสอร์ต และไร่ดอกไม้ที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย “โทร. มาหาข้ามีเรื่องอะไรวะ”
“เอ็งเป็นแฟนกับน้องสาวข้าได้ยังไง” ภาคินเข้าประเด็นทันทีแบบไม่อ้อมค้อม
“น้องสาวเอ็ง...ใครวะ?”
“ก็คนที่เป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งคู่กับเอ็งวันนี้ไง”
“ยายมะปรางขาวีนนั่นน่ะนะ” จักรวาลประหลาดใจ ไม่คิดว่าโลกจะกลมได้ถึงเพียงนี้
“เออ...คนนั้นแหละ ไปรู้จักกันตอนไหน ทำไมข้าไม่รู้เรื่อง”
“เรื่องมันยาววะ” จักรวาลบอก
“ถ้างั้น เอาไว้ให้ข้าไปถึงกรุงเทพฯ เย็นนี้ก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน ‘ยาว’ แต่ตอนนี้เอ็งช่วยทำยังไงก็ได้อย่าให้มะปรางหนีไปไหนจนกว่าข้าจะไปถึง”
“ยายนั่นจะหนีไปไหน แล้วทำไมต้องหนีวะ” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มสงสัย
“มะปรางหนีออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว ข้าพยายามตามหาแต่ก็ไม่เจอ จนเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์เช้านี้นี่แหละ”
“มีเรื่องอะไรกัน” จักรวาลอยากรู้มากขึ้น
“เอ็งอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ช่วยรั้งมะปรางไว้ให้ข้าก่อน ข้ากลัวใจน้องสาวคนนี้จริงๆ” ถึงแม้ว่าเฌอปรางค์จะรับปากว่าจะอยู่รอ ทว่าภาคินก็ยังไม่วางใจเท่าใดนัก
หลังจากตกปากรับคำภาคินเรียบร้อยแล้ว จักรวาลก็รีบวิ่งลงไปชั้นล่าง แล้วคว้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใหม่ ที่แม่บ้านมักจะวางไว้ให้บนโต๊ะรับแขกทุกเช้าขึ้นมาอ่าน ภาพข่าวหน้าหนึ่งที่เห็น เป็นภาพขณะที่จักรวากำลังหอมแก้มเฌอปรางค์ ใต้ภาพมีข้อความข่าวเขียนกำกับไว้ทำนองว่า จักรวาลคงจะไม่ได้เป็นเกย์อย่าที่มีคนพยายามปล่อยข่าว ชายหนุ่มยิ้มพอใจกับผลตอบรับที่ดีเกินคาด
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่จักรวาลก็มั่นใจว่า คนที่จ้องจะทำลายชื่อเสียงของเขานั้น คงไม่รามือง่ายๆ ดังนั้นเขาจะต้องรั้งตัวเฌอปรางค์ไว้ก่อน จนกว่าจะจับตัวไอ้โม่งคนนั้นได้ เพราะหากหญิงสาวหายตัวไปในเวลานี้ ก็จะกลายเป็นช่องโหว่ให้เขาถูกโจมตีอีกครั้งแน่นอน
‘ผมไม่ปล่อยให้คุณหนีไปง่ายๆ หรอกมะปราง คุณต้องอยู่ทำงานให้คุ้มกับค่าจ้างซะก่อน’
ขณะที่จักรวาลกำลังถอยรถออกจากบ้านเพื่อจะไปหาเฌอปรางค์ตามคำขอร้องของภาคิน โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับอย่างรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะในนาทีที่เร่งรีบ
“มีอะไรครับพี่ฤทธิ์”
“วันนี้มีรายการทีวีกับหนังสือหลายที่โทร. มานัดสัมภาษณ์จักร ดูเหมือนว่าข่าวเกย์ของจักรจะซาไปเพียงชั่วข้ามคืนเชียวล่ะ” ปลายสายบอกด้วยน้ำเสียงเริงร่า
“ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ผลดีเกินคาดแบบนี้” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มพลอยอารมณ์ดีไปด้วย
“มันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์นั่นแหละ พอมีเรื่องใหม่มาให้เมาท์ ก็พร้อมจะลืมเรื่องเก่าได้ในพริบตา”
“แล้วเสี่ยสาโรจน์ว่ายังไงบ้างครับ” จักรวาลอดไม่ได้ที่จะถามถึงเจ้านาย
“เสี่ยก็ต้องพอใจกับข่าวนี้มากกว่าข่าวเกย์ของจักรอยู่แล้ว แล้วก็พวกเจ้าของสินค้าต่างๆ พี่ก็เคลียร์ให้เรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีปัญหา ไม่มีการปลด จักรยังคงเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าทุกตัวเหมือนเดิม” เรืองฤทธิ์รายงาน
“จบเรื่องสักที” จักรวาลเปรยออกมาอย่างโล่งอก
“เรื่องรายการทีวี กับหนังสือที่ขอสัมภาษณ์ จักรจะว่ายังไง” ผู้จัดการส่วนตัววกกลับมาที่เรื่องงานอีกครั้ง
“พี่ก็รับงานไปตามที่เห็นว่าเหมาะสมเหมือนเดิมนั่นแหละครับ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“แต่มะปรางนี่สิ ทำยังไงก็ไม่ยอม” เรืองฤทธิ์บ่นอุบอิบ
“เกี่ยวอะไรกับมะปรางครับ?”
“เกี่ยวสิ ในเมื่อเขาขอสัมภาษณ์จักรกับมะปรางในฐานะคู่รักนี่นา”
“คู่รัก!” จักรวาลเผลออุทานเสียงดังลั่นรถ
“จักรจะตกใจทำไม ในเมื่อเราเป็นคนแถลงข่าวเอง ว่าเธอสองคนเป็นแฟนกัน มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่นักข่าวจะต้องสนใจ และอยากรู้เรื่องราวของเธอสองคนมากขึ้น” ผู้จัดการส่วนตัวย้ำ
“จริงด้วย ผมลืมไป”
“พี่ล่ะปวดหัวกับมะปรางจริงจริ๊ง เด็กอะไรก็ไม่รู้ ดื้อเป็นที่หนึ่ง” เรืองฤทธิ์บ่นกระปอดกระแปด
“ผมจะปราบพยศเด็กดื้อเอง พี่ฤทธิ์รับนัดสัมภาษณ์ได้เลย” จักราวาลบอกอย่างมั่นใจเกินร้อย ว่าเขาสามารถจัดการกับเฌอปรางค์ได้ แค่คิดว่าจะได้แกล้งหญิงสาวจอมรั้น ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มก็รู้สึกสนุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







