Se connecterจักรวาลพาเฌอปรางค์เดินทักทายแขกผู้ใหญ่ และ เพื่อนๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีทั่วบริเวณงาน ครู่ใหญ่เจ้าสาวจึงหาทางปลีกตัวออกมานั่งพักบริเวณนอกห้องจัดเลี้ยง ระหว่างทางเดิน เฌอปรางค์เดินสวนกับทัศดนัย นักแสดงอาวุโส ผู้ที่ทุกคนในวงการบันเทิงล้วนให้การเคารพนับถือ
“ยินดีด้วยนะครับ วันนี้หนูมะปรางเป็นเจ้าสาวที่สวยมาก คุณพ่อ คุณแม่หนูคงจะปลื้มใจมาก” ทัศดนัยทักทายเจ้าสาว
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวตอบรับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท เพราะไม่รู้จักทัศดนัยเป็นการส่วนตัว
“ลุงขออวยพรให้หนูมีความสุขในชีวิตคู่มากๆ นะลูก” ผู้อาวุโสกล่าวอวยพร พลางเอื้อมมือไปแตะไหล่บอบบางของเจ้าสาวอย่างลืมตัว
เฌอปรางค์ปัดมือของทัศดนัยออกอย่างแรงด้วยความตกใจ แล้วถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าว
“เอ่อ...ลุงขอโทษ ลุงเผลอคิดว่าหนูเป็นลูกสาวน่ะ ลูกสาวลุงอายุเท่าๆ กับหนูนี่แหละ แต่ว่าไม่ได้อยู่ด้วยกัน” ทัศดนัยแก้ตัวด้วยสีหน้าขมขื่น
“มะปรางขอตัวกลับเข้าไปในงานก่อนนะคะ” หญิงสาวบอก แล้วก้มหน้าก้มตาเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว และโดยที่ไม่ทันระวังตัว ร่างบอบบางของเฌอปรางค์ก็ปะทะเข้ากับร่างหนาของจักรวาล ที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างจัง หญิงสาวเซจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น ทว่าชายหนุ่มก็ตวัดแขนไปรั้งเอวบางของเธอไว้ได้ทัน
“คุยอะไรกับลุงดนัย” จักรวาลเอ่ยถามเสียงขุ่น
“คุณลุงเขาก็แค่มาอวยพรน่ะ”
“แล้วทำไมคุณต้องรีบเดินหนีเขาด้วย เขาทำอะไรคุณ” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มตั้งข้อสังเกต พลางมองไปยังทัศดนัยที่ยังคงยืนอยู่จุดเดิม
“ไม่มีอะไรหรอก”
“แต่ผมเห็นเขาจับตัวคุณด้วยนี่ บอกผมมาเดี๋ยวนี้นะว่าเขาทำอะไรคุณ ถ้าคุณไม่บอก ผมจะไปถามเขาเอง” จักรวาลทำท่าจะเดินเข้าไปหาทัศดนัยอย่างที่พูดจริงๆ จนหญิงสาวต้องรีบรั้งตัวเขาไว้
“ทำไมชอบทำตัวเป็นจักรยานเบรกแตกอยู่เรื่อยเลย!”
“ถ้าไม่อยากให้ผมมีเรื่อง คุณก็บอกมาสิ ว่าคุยอะไรกัน” จักรวาลยังไม่ยอมเลิกรา
“นี่คุณคิดจะมีเรื่องในวันแต่งงานของเราอย่างนั้นเหรอ” เฌอปรางค์จ้องหน้าชายหนุ่มตาเขียวปั๊ด
คำว่า ‘วันแต่งงานของเรา’ ทำให้อารมณ์ครุกรุ่นของจักรวาลเย็นลงอย่างฉับพลัน เขาหันกลับมาสบตากับร่างบอบบางที่ยืนอยู่ชิดกัน แล้วยิ้มให้เธอทั้งใบหน้าและแววตา
“คุณรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกมั้ย” จู่ๆ ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มเลือดร้อนก็เปลี่ยนอารมณ์กะทันหัน จนเฌอปรางค์ตามแทบไม่ทัน
“รู้สึกอะไร?” คนถูกถามขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างงุนงง
“ก็รู้สึกเหมือนที่ผมกำลังรู้สึกไง” ชายหนุ่มยังคงย้ำคำเดิม แต่ไม่ยอมบอกว่า ขณะนี้เขารู้สึกตื่นเต้นและยินดี ราวกับงานวิวาห์ในคืนนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่งานที่อุปโลกน์ขึ้นเพื่อตบตาใครๆ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดจึงรู้สึกเช่นนี้
“ท่าทางจะเพี้ยนไปแล้วนะคุณ” เฌอปรางค์ว่า
“ช่างเถอะ เรากลับเข้าไปในงานดีกว่า” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มแย้ม แล้วจูงมือหญิงสาวกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงอีกครั้ง
เมื่อเห็นจักรวาลและเฌอปรางค์กลับเข้ามาในงานแล้วเรืองฤทธิ์ก็รีบวิ่งไปกระซิบบอก “หายไปไหนกันมา รู้มั้ยว่าคุณย่ามานั่งรออยู่ตั้งนานแล้วนะ”
“คุณย่ามาถึงแล้วเหรอครับ” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มตกใจเล็กน้อย และคิดว่าย่าประไพพรรณคงจะกำลังงอนที่ถูกปล่อยให้นั่งรอหลานชายอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน
“คุณย่ามาถึงตั้งนานแล้ว รีบไปหาท่านเร็วๆ เข้าเถอะ” เรืองฤทธิ์เร่งให้คู่บ่าวสาวรีบเข้าไปหาย่าประไพพรรณ ก่อนที่ท่านจะเคืองมากไปกว่านี้
ทั้งสามพากันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโส ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะสำหรับแขกพิเศษ เฌอปรางค์กระพุ่มมือไหว้ย่าประไพพรรณอย่างอ่อนช้อย ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ ผู้สูงวัย จักรวาลนั่งลงบนเก้าอี้ว่างอีกตัวซึ่งอยู่ถัดจากเจ้าสาวของเขา ส่วนเรืองฤทธิ์นั้นขอตัวออกไปจัดระเบียบความเรียบร้อยของสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่ที่กำลังชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ที่หน้างาน
ย่าประไพพรรณหรี่ตามองใบหน้าสวยหวานของหลานสะใภ้ แล้วไล่ระดับสายตาลงมายังมือเรียวที่ประสานกันอย่างเรียบร้อยอยู่บนหน้าตักของเจ้าตัว ฉับพลันท่านก็เรียกชื่อหลานชายด้วยโทนเสียงกดต่ำว่า
“เจ้าจักร!”
“ครับ” คนถูกเรียกขานรับเบาๆ อย่างระแวดระวัง เพราะเมื่อใดที่ย่าของเขาใช้น้ำเสียงโทนนี้ นั่นหมายความว่า เขากำลังจะถูกดุแน่นอน
“แกไม่ได้หาแหวนแต่งงานให้เจ้าสาวรึ” ย่าประไพพรรณถาม ในขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่นิ้วมือว่างเปล่าของเฌอปรางค์
“เอ่อ...” จักรวาลอึกอัก คิดหาคำตอบไม่ทัน เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่เขาลืมนึกถึงไปเสียสนิทใจจริงๆ
“เอานี่ไป” ผู้เป็นย่าหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงสดออกมาจากกระเป๋าถือ แล้วยื่นให้หลานชาย
จักรวาลรับกล่องใบนั้นมาเปิดดู และเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในกล่องใบนั้นคือ แหวนเพชรน้ำงามขนาดพอเหมาะ และที่เขาจำได้แม่นก็คือ แหวนวงนี้เป็นแหวนแต่งงานของมารดาเขา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นย่าด้วยความซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าท่านไม่ค่อยสนใจใยดีเขาสักเท่าไร แต่แท้จริงแล้วท่านสนใจ และใส่ใจกับทุกรายละเอียดในชีวิตของเขามาก
“รีบสวมแหวนให้เจ้าสาวของแกสิ” ย่าประไพพรรณเตือน เมื่อเห็นหลานชายมัวแต่นั่งมองแหวนในมือนิ่งงัน
“ครับคุณย่า” จักรวาลรับคำ แล้วเอื้อมมือไปหมายจะจับมือของเฌอปรางค์มาสวมแหวน ทว่าหญิงสาวกลับเลื่อนมือหนี ชายหนุ่มจึงต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอกว่า “อย่าเล่นตัวนักเลย เห็นมั้ยว่าคุณย่ากำลังมองอยู่”
เมื่อเห็นว่าประไพพรรณกำลังเฝ้ามองอยู่จริง เฌอปรางค์จึงยอมส่งมือให้จักรวาลแต่โดยดี
จักรวาลยื่นมือออกไปรับฝ่ามือเรียวเล็กที่ยื่นมาตรงหน้า แล้วประคองไว้อย่างทะนุถนอม เจ้าบ่าวและเจ้าสาวสบตากันโดยมิได้นัดหมาย ฉับพลันความรู้สึกวูบไหวบางอย่างก็จู่โจมหัวใจของทั้งคู่ จนต่างฝ่ายต่างทำหน้าไม่ถูก
“รีบๆ สวมสิ” หญิงสาวออกปากเร่ง เพื่อลบรอยประหม่า
จักรวาลยิ้มขบขัน เมื่อเห็นแก้มที่เคยเนียนใสของคนตรงหน้า บัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อชวนมอง ‘แค่นี้ก็เขินจนหน้าแดงซะแล้ว เดี๋ยวเถอะ จะแกล้งให้หนักกว่านี้อีก ยายตัวแสบ’
“เร็วๆ สิ” เฌอปรางค์ออกคำสั่งอีกครั้ง
“ใจร้อนจังเลยนะคุณเจ้าสาว” พูดจบ จักรวาลก็บรรจงสวมแหวนเพชรวงงามเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเฌอปรางค์อย่างเบามือที่สุด และเมื่อแหวนวงนั้นเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มก็แกล้งจุมพิตที่หลังมือของหญิงสาวตามเบาๆ
“นี่คุณ!” เฌอปรางค์ตกใจ ทำตาโตเท่าไข่ห่าน แล้วกระตุกมือตัวเองออก
จักรวาลหัวเราะในลำคออย่างสำราญใจ ที่ได้เห็นพวงแก้มของหญิงสาวแดงจัดกว่าเมื่อครู่หลายเท่าตัว
“ขอบคุณคุณย่ามากค่ะ ที่เมตตามะปราง” เฌอปรางค์แก้เขินด้วยการหันไปยกมือไหว้ขอบคุณย่าประไพพรรณ
ผู้อาวุโสยิ้มรับด้วยความเอ็นดู พลางยกมือเหี่ยวย่นขึ้นลูบศีรษะหลานสะใภ้ แม้ไม่มีคำพูดจาใดๆ ทว่าเฌอปรางค์ก็รับรู้ได้ถึงกระแสแห่งความรัก ความเมตตา ที่แผ่ออกจาจากดวงตาของผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี
“ต้องขอบคุณผมด้วยสิ ผมเป็นคนสวมแหวนให้คุณนะ” จักรวาลแกล้งยั่ว แต่เฌอปรางค์ก็แกล้งทำหูทวนลม ไม่รู้ไม่ชี้
เรืองฤทธิ์กลับเข้ามาหาจักรวาลและเฌอปรางค์อีกครั้ง เพื่อเตือนให้ทั้งคู่เตรียมตัวขึ้นเวที เพราะจวนได้เวลาเข้าสู่ช่วงพิธีการเต็มที สักครู่พิธีกรภายในงานก็กล่าวทักทายแขกที่มาร่วมงาน และกล่าวเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวให้ขึ้นเวที
ในขณะที่จักรวาลและเฌอปรางค์เดินควงแขนกันไปยังเวที ดวงไฟภายในห้องจัดเลี้ยงก็หรี่แสงลง จากนั้นสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ก็พุ่งลำแสงสีขาวนวลไปประทับไว้ที่คู่บ่าวสาว แล้วลำแสงนั้นก็เคลื่อนตัวตามไป จนกระทั่งทั้งคู่ไปหยุดอยู่กลางเวที
แสงไฟภายในห้องจัดเลี้ยงสว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับภาพของใครบางคนที่ทำให้หัวใจของภาคินแทบหยุดเต้น “คุณยาย!”
“ไหนคะ?” ส้มแป้นเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
“เร็วส้ม เราต้องช่วยกันหยุดคุณยายให้ได้ก่อนที่ระเบิดจะลงกลางงาน” พูดจบ ชายหนุ่มก็ออกวิ่ง พร้อมกับฉวยเอาข้อมือเล็กๆ ของคนข้างกายติดมือไปด้วยอย่างลืมตัว
“คุณยายมาได้ยังไงครับ” ภาคินเอ่ยถาม เมื่อวิ่งมาดักหน้ายายเสาวรสได้ทันก่อนที่ท่านจะเดินไปถึงเวที
“เจ้าเกลือ! ยายสั่งให้มาตามน้องกลับบ้าน แต่แกกลับเห็นดีเห็นงาม ปล่อยให้น้องแต่งงานกับไอ้ดารานั่น” ผู้เป็นยายดุเสียงดัง จนแขกที่ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงหันมามองเป็นตาเดียวกัน
ชานนท์ที่ซ่อนตัวรอยายเสาวรสอยู่ใต้โต๊ะร่วมชั่วโมงรีบปรี่เข้ามายืนยืดอกเคียงข้างผู้สูงวัย จากนั้นก็เสนอหน้าฟ้องว่า “นอกจากคุณเกลือจะไม่พาน้องมะปรางกลับไปแต่งงานกับผม คุณเกลือยังกีดกันไม่ให้ผมพบกับน้องมะปรางอีกด้วยครับคุณยาย”
‘ไอ้นน!’ ภาคินคำรามก้องอยู่ในใจแล้วพยายามข่มอารมณ์เต็มที่ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนโปรดของ
ยายเสาวรสกลางงานแต่งงานของน้องสาวและเพื่อนรัก
พิธีการต่างๆ บนเวทียังคงดำเนินไป โดยที่จักรวาลและเฌอปรางค์ไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่ด้านล่าง จนกระทั่งถึงเวลาตัดเค้ก คู่บ่าวสาวจึงก้าวลงจากเวที เพื่อเดินไปยังโต๊ะที่ตั้งเค้กเก้าชั้น ซึ่งทางโรงแรมจัดเตรียมไว้อย่างสวยหรู และถัดไปไม่ไกลนักก็มีแก้วแชมเปญวางเรียงเป็นชั้น เก้าชั้น อย่างดีเช่นกัน
“มะปราง!” ยายเสาวรสฝ่าด่านภาคินไปยืนเผชิญหน้ากับหลานสาวจนได้
เฌอปรางค์ตัวเย็นวาบราวกับถูกน้ำแข็งขั้วโลกหล่นทับ ขาที่ก้าวตามจักรวาลฉับๆ เมื่อครู่นี้กลับก้าวไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ มือที่เกาะแขนจักรวาลไว้หลวมๆ ก็เปลี่ยนเป็นกำแน่นราวกับต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว
“คุณยายคุณใช่มั้ย” จักรวาลกระซิบถาม
เฌอปรางค์พยักหน้ารับ แววตาหวาดหวั่น
“สวัสดีครับคุณยาย” ชายหนุ่มยกมือไหว้ ผู้อาวุโสอย่างเคารพนบนอบ
“กองไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็ไม่ต้องเรียกฉันว่ายาย ฉันไม่นับญาติกับแก” ยายเสาวรสตอบแบบไม่ไว้หน้าซุปเปอร์สตาร์หนุ่มแม้แต่น้อย
ชานนท์เสนอหน้าเข้าไปอ้อนวอนว่า “น้องมะปรางกลับบ้านพร้อมพี่กับคุณยายเถอะนะครับ นี่คุณยายอุตส่าห์มารับด้วยตัวเองแล้วนะ ถ้ามะปรางยอมกลับบ้าน พี่จะแกล้งลืมว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น น้องมะปรางกลับไปแต่งงานกับพี่เหมือนเดิมเถอะนะครับ พี่ขอร้อง” หากใครไม่รู้ความจริงก็คงจะคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้หลงรักเฌอปรางค์อย่างหัวปักหัวปำ ถึงขนาดยอมรับได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้ว ชานนท์พยายามยื้อบ่อเงินบ่อทองของตัวเองเอาไว้ต่างหาก
“ทุกคนก็เห็น ว่ามะปรางกำลังเข้าพิธีแต่งงานอยู่ มะปรางยังกลับตอนนี้ไม่ได้ค่ะ” เฌอปรางค์รู้ว่าคำตอบของเธอจะทำร้ายความรู้สึกของยายเสาวรสมากเพียงใด แต่เพื่อปกป้องอิสรภาพของตัวเอง เธอจำเป็นต้องพูด
“มะปรางต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ยายไม่อนุญาตให้แต่งกับไอ้ดารานี่” ยายเสาวรสออกคำสั่งเสียงแข็ง
ชานนท์กำลังจะเข้าไปลากตัวเฌอปรางค์กลับ แต่จักรวาลก็ก้าวเข้ามาขวางเอาไว้
“ห้ามแตะต้องเจ้าสาวของฉัน”
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







