Se connecterยายเสาวรสยืนมองภาพการแถลงข่าววิวาห์สายฟ้าแล่บของ จักรวาลและเฌอปรางค์ผ่านทางจอโทรทัศน์ ซึ่งบัวบานเป็นคนเปิดทิ้งไว้ด้วยความขุ่นเคืองใจ วิลาวัลย์ผ่านมาเห็นข่าวนี้ก็ถึงกับช็อคไปอีกคน ไม่คิดว่าหลานสาวที่เพิ่งหนีออกจากบ้านไปเพียงไม่กี่วัน จะประกาศแต่งงานกะทันหันแบบนี้
“แม่ไม่ยอมให้มะปรางแต่งงานกับไอ้ดารานั่นเด็ดขาด !” ยาวเสาวรสบอกเสียงแข็ง “แม่จะไปตามนังหลานไม่รักดีกลับบ้านเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“นี่ก็ค่ำมากแล้วนะคะ คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่าค่ะ ทางนั้นมีเกลืออยู่ทั้งคน คงดูแลห้ามปรามกันได้”
“ถ้าเจ้าเกลือมันดูแลน้องได้จริง คงไม่มีข่าวนี้ออกมาหรอก” ผู้เป็นมารดาพูดแกมประชด อีกทั้งยังรู้สึกเคืองภาคินนิดๆ ที่ทำงานไม่สำเร็จตามที่รับปาก
“วัลย์จะให้คุณนพโทร. ไปบอกเกลือให้คุยกับมะปรางอีกครั้ง คุณแม่ใจเย็นๆ รอฟังข่าวจากทางนั้นก่อนดีนะคะ” วิลาวัลย์พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ
“แม่จะให้โอกาสเจ้าเกลือมันอีกครั้งนึงก็ได้ แต่ถ้าครั้งนี้มันยังจัดการยายมะปรางไม่ได้ แม่จะลงมือเอง” ยายเสาวรสบอกจริงจัง
หลังจากวางสายจากบิดาแล้ว ภาคินก็เดินวนไปวนมาอยู่บริเวณสวนหน้าร้านกาแฟของส้มแป้นอย่างคนคิดไม่ตก เขาเองก็ช็อคกับข่าวการประกาศแต่งงานของเฌอปรางค์กับจักรวาล ไม่แพ้ยายเสาวรสและทุกคนในครอบครัวเช่นกัน และการที่มานพโทรศัพท์มาบอกให้เขาห้ามไม่ให้เฌอปรางค์แต่งงานนั้น ไม่รู้ว่าเขาจะทำได้หรือไม่ เพราะน้องสาวตัวดีของเขาดื้อออกขนาดนี้
แสงไฟหน้ารถสีส้มนวลสาดส่องเข้ามาทางหน้าร้าน ก่อนที่รถของจักรวาลจะแล่นเข้ามาจอดเทียบเพื่อส่งเฌอปรางค์ ชายหนุ่มทำท่าจะลงรถ และเดินเข้าไปส่งในร้าน แต่ก็ถูกหญิงสาวห้ามเอาไว้ เพราะยังไม่อยากให้เขาเผชิญหน้ากับพี่ชายของเธอในเวลานี้
เฌอปรางค์ยืนมองจนแสงไฟท้ายรถของจักรวาลหายลับไป แล้วค่อยเดินเข้าร้าน จังหวะที่เดินผ่านมุมมืดของสวนเล็กๆ ข้างร้าน เสียงของภาคินก็ดังขึ้น จนร่างบางสะดุ้งเฮือก เพราะไม่คิดว่าพี่ชายจะซุ่มรออยู่ตรงนี้
“พี่เกลือเห็นข่าวแล้วใช่มั้ยคะ” ผู้เป็นน้องสาวถามพี่ชายเสียงอ่อย
“ไม่ใช่แค่พี่ที่รู้ คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ ก็รู้กันหมดแล้ว” ภาคินบอกเคร่งเครียด “มะปรางรู้จักไอ้จักรมันดีแค่ไหน ถึงได้ตกลงแต่งงานกับมัน นี่มะปรางกำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวหรือเปล่า”
“มะปรางรู้ค่ะ” เฌอปรางค์ระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักใจ แล้วพูดต่อไปว่า “เหตุการณ์มันเหมือนตกกะไดพลอยโจน มะปรางเองก็งงเหมือนกัน ที่เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้”
“งั้นก็ไม่ต้องแต่ง แล้วกลับบ้านกับพี่” ภาคินสรุป
“ไม่ได้ค่ะ ถ้ามะปรางไม่แต่ง เพื่อนพี่เกลือต้องตกที่นั่งลำบากแน่ๆ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เฌอปรางค์ตอบสวนออกไปแบบนั้น
“คนที่จะตกที่นั่งลำบากคือเราต่างหาก รู้มั้ยว่าตอนนี้คุณยายโกรธมาก จนเกือบจะมากรุงเทพฯ คืนนี้แล้วด้วยซ้ำ ดีที่คุณแม่ห้ามไว้ได้ทัน”
“มะปรางเดินมาไกลถึงขนาดนี้แล้ว มะปรางจะไม่ถอยหลังกลับเด็ดขาดค่ะ ยังไงมะปรางก็จะแต่งงานกับคุณจักรวาล แต่พี่เกลือไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นการแต่งงานแค่ในนามเท่านั้น” เฌอปรางค์บอก อีกทั้งยังเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ผู้เป็นพี่ชายได้รับทราบ เผื่อว่าเขาจะเข้าใจและเห็นใจเธอขึ้นมาบ้าง
“สรุปว่ายังไงก็จะแต่งให้ได้ใช่มั้ย ?”
“ค่ะ”
“ทำไมถึงดื้ออย่างนี้นะ” ภาคินอ่อนใจ
“มะปรางโตแล้วนะคะพี่เกลือ มะปรางขอเป็นคนกำหนดทางเดินชีวิตให้ตัวเองบ้างเถอะค่ะ” เฌอปรางค์สบตากับภาคินด้วยความมุ่งมั่น ที่จะทำตามความตั้งใจของตัวเอง
เฌอปรางค์ยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ด้วยความสมเพช แล้วแค่นหัวเราะให้กับการเล่นตลกของโชคชะตา เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอเพิ่งจะหอบกระเป๋าหนีการแต่งงานกับชายที่เธอไม่ได้รัก รอนแรมจากเชียงใหม่ มาไกลจนถึงกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เธอก็กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับชายที่เธอไม่ได้รักเช่นกัน หากแต่ดีกว่าเดิมนิดหนึ่งตรงที่ ครั้งนี้เธอเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตด้วยตัวเอง ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่ยายเสาวรสลิขิตให้
ส้มแป้นซึ่งยืนมองเพื่อนอยู่ห่างๆ ขยับเข้าไปใกล้ แล้วพูดแผ่วเบาด้วยความรู้สึกผิดว่า “ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้แกต้องเดือนร้อน”
“เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะ มันไม่ใช่ความผิดของแก”
“แต่ถ้าไม่ใช่เพราะต้องหาเงินมาช่วยใช้หนี้ให้เต้ แกก็คงไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับคุณจักร จนเป็นเรื่องวุ่นวายแบบนี้” ส้มแป้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คล้ายจะร้องไห้
เฌอปรางค์รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ที่ส้มแป้นเอ่ยถึงคนรักยอดแย่อย่างนายเต้ แต่ก็ข่มความโกรธเอาไว้ได้ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแบบคนปลงชีวิตว่า “แกไม่ต้องรู้สึกผิดนะแป้น เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฉันทำเพื่อตัวเอง”
“แต่ว่า...” ส้มแป้นจะทักท้วง
“อย่าพูดอะไรอีกเลยนะ”
ส้มแป้นพยักหน้าช้าๆ แล้วยกแขนขึ้นโอบกอดเฌอปรางค์เอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งซึ้งใจที่เพื่อนไม่เคยทิ้งตน และเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เพื่อนต้องเดือดร้อน สองสาวถ่ายเทความรักและกำลังใจให้กันและกันเนิ่นนาน และในที่สุดส้มแป้นก็เป็นฝ่ายคลายวงแขนออกก่อน เมื่อร่างสูงของผู้เป็นเจ้าบ่าวปรากฏขึ้นที่กรอบประตูห้องแต่งตัว
“ฉันไปรอข้างล่างนะ” ส้มแป้นบอก แล้วปลีกตัวออกจากห้องไป
จักรวาลเข้าไปยืนแทนที่ส้มแป้น แล้วพินิจมองใบหน้าเรียวสวยของเจ้าสาวของเขาด้วยความพรึงเพริศ วันนี้เฌอปรางค์สวมชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวบริสุทธิ์ การออกแบบสวยทันสมัย ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้ชั้นดีที่สั่งตรงจากฝรั่งเศสเพื่อเธอโดยเฉพาะ ชุดนี้ทำให้เฌอปรางค์งามสง่าดุจเจ้าหญิงผู้เลอโฉมในเทพนิยาย จนทำให้ผู้เป็นเจ้าบ่าวเผลอยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่น่าเชื่อ ว่าพี่ฤทธิ์จะเปลี่ยนเด็กมอมแมมให้เป็นเจ้าสาวแสนสวยได้ขนาดนี้" คนปากหนักหาเรื่องชมทางอ้อม
“ฉันจะถือว่านี่คือคำชมก็แล้วกันนะ” เฌอปรางค์หน้ามุ่ย ท่าทางไม่มีความสุข
“ยิ้มหน่อยสิ เดี๋ยวคนก็หาว่าผมบังคับให้คุณมาแต่งงานด้วยหรอก” จักรวาลพูดพลางจ้องมองใบหน้าที่แต่งแต้มไว้ด้วยเครื่องสำอางอย่างสวยงามของหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา
“ไม่บังคับ ก็เหมือนบังคับนั่นแหละ" เฌอปรางค์ตอบเบาๆ คล้ายบ่นอยู่ในที
จักรวาลคว้ามือของเธอไปกุมไว้ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ขอบคุณนะ ที่คุณยอมช่วยผม”
"ฉันทำเพื่อตัวเองต่างหาก" หญิงสาวตอบพลางดึงมือออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่ม “อย่าหลงตัวเองนักเลย คุณไม่ได้มีค่าขนาดนั้น”
“ไม่ว่าคุณจะพูดยังไง ผมก็ยังรู้สึกว่าคุณทำเพื่อผมอยู่ดี" ชายหนุ่มยิ้มอารมณ์ดี
“หลงตัวเอง" หญิงสาวต่อว่าหน้ามุ่ย แล้วก้มหน้าครุ่นคิด คล้ายมีเรื่องกังวลใจ
“ยิ้มหน่อยสิ ทำหน้าคุณเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ” จักรวาลพูดพลางเอื้อมมือไปดึงแก้มทั้งสองข้างของเฌอปรางค์ให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “บอกผมได้มั้ย ว่าคุณกังวลเรื่องอะไรอยู่”
“ฉันไม่ไว้ใจนายชานนท์ ไม่รู้ว่าวันนี้จะมาก่อความวุ่นวายอะไรอีก”
“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วงหรอก พี่ฤทธิ์ให้การ์ดคอยดูแลอยู่แล้ว”
“เขาไม่ธรรมดาอย่างที่คุณคิดหรอกนะ”
“เอาน่า ผมอยู่ทั้งคน คุณไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” จักรวาลบอกหนักแน่น พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่สวยของเฌอปรางค์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เธอ
ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มวางแผนป้องกันการก่อกวนของชานนท์เอาไว้อย่างดี ด้วยการอัดรูปของตัวป่วนแจกให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานทุกคนพกติดตัว และหากเจ้าหน้าที่คนใดเห็นชานนท์มาป้วนเปี้ยนในงาน ก็ให้เชิญออกไปได้เลย
เรืองฤทธิ์แอบมองเจ้าบ่าวและเจ้าสาวคุยกันอยู่หลังประตูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะนี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่คุยกันด้วยดี โดยไม่มีการโต้เถียงอย่างที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ว่างานวิวาห์คืนนี้คงจะผ่านไปอย่างราบรื่น
“พร้อมกันหรือยังจ๊ะ แขกมากันเต็มงานแล้วนะ” เรืองฤทธิ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเริงร่า
“พร้อมครับ” จักรวาลหันไปตอบด้วยท่าทีร่าเริงไม่แพ้กัน ซึ่งตรงกันข้ามกับเฌอปรางค์โดยสิ้นเชิง
“ถ้าพร้อมแล้ว ก็ลงไปรับแขกข้างล่างกันดีกว่านะ” พูดจบ เรืองฤทธิ์ก็กลับหลังหัน แล้วเดินนำหน้าไปก่อน
จักรวาลเห็นเฌอปรางค์ยืนนิ่งอยู่กับที่ จึงเอื้อมมือไปคว้ามือเล็กๆ ของเธอ แล้วจูงออกจากห้องไปพร้อมกัน แต่เมื่อเดินไปได้ราวสามก้าว ชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่หันมามองคนข้างหลังว่า “เชื่อใจผมนะ งานคืนนี้ต้องผ่านไปด้วยดี”
เฌอปรางค์กระชับมือกับฝ่ามือหนาของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มให้แน่นขึ้น แล้วพูดในใจว่า ‘ฉันจะลองเชื่อใจคุณสักครั้ง’
ภายในห้องฉลองสมรสคลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อ มากมายทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการบันเทิง เพื่อนนักแสดง และเพื่อนนอกวงการบันเทิงของจักรวาลอีกนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวกลุ่มใหญ่ ที่มารอทำข่าวงานวิวาห์แห่งปีด้วยความตื่นเต้นอีกด้วย
“ทำไมคนเยอะอย่างนี้ล่ะ” เฌอปรางค์รู้สึกประหม่า และขาดความมั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เรืองฤทธิ์จีบปากจีบคอตอบแทนจักรวาลว่า “งานแต่งงานของซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ จะให้มีคนมาร่วมงานแค่หยิบมือได้ยังไงกันล่ะคะคุณน้องขา”
“คุณกลัวเหรอ” จักรวาลหันไปถามเฌอปรางค์ด้วยความเป็นห่วง พลางบีบมือของเธอเป็นจังหวะเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจไปให้
“เปล๊า...คนอย่างฉันไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว” เมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงความกลัวออกไป หญิงสาวก็กลบเกลื่อนด้วยการตอบเสียงสูง แล้วเชิดหน้าทำทีเป็นมั่นใจสุดชีวิต
จักรวาลมองกิริยาของเฌอปรางค์อย่างรู้ทัน ว่าเธอกำลังตื่นเต้น ดังนั้นเขาจึงตวัดวงแขนไปโอบรอบเอวคอดของเธอเอาไว้หลวมๆ คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
ภาพเจ้าบ่าวโอบประคองเจ้าสาวเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เป็นภาพที่งดงามราวฉากหนึ่งในเทพนิยาย ทุกย่างก้าวของทั้งคู่ถูกประทับไว้ด้วยสายตากว่าพันคู่ของผู้ที่มาร่วมงาน และหนึ่งในนั้นก็คือ สายตาของนักแสดงอาวุโส ผู้มีนามว่าทัศดนัย คอยมองตามเฌอปรางค์ด้วยแววตาปลื้มปีติอย่างยิ่งยวด
นอกจากนี้ ยังมีสายตาของภาคินอีกคู่หนึ่ง ที่จับจ้องไปยังผู้เป็นเจ้าสาวด้วยความกังวล จากมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง
“พี่เกลือทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะค่ะ” ส้มแป้นซึ่งยืนเคียงคู่อยู่กับภาคินเอ่ยถาม
“พี่ไม่ชอบที่ไอ้จักรมันแก้ปัญหาด้วยวิธีโกหกหลอกลวงแบบนี้เลย”
“พี่เกลืออย่าเพิ่งคิดมากเลยค่ะ ส้มว่าเรามาช่วยกันภาวนา ขอให้งานวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีก่อนดีกว่า ส้มกลัวว่าคุณชานนท์จะมาอาละวาดเหมือนคราวก่อนอีก และอีกอย่างคุณจักรก็ท่าทางจะมีโจทก์เยอะไม่เบา” ส้มแป้นพยายามปลอบใจภาคิน แต่ดูเหมือนว่าคำปลอบใจของเธอ จะทำให้เขาเครียดมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
ยังไม่ทันขาดคำของส้มแป้น ภาคินก็เหลือบเห็นชานนท์ยืนลับๆ ล่อๆ แฝงตัวอยู่กับแขกภายในงาน ชายหนุ่มจึงรีบสะกิดให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนอกเครื่องแบบ ที่จักรวาลจ้างมาเป็นพิเศษไปจัดการ แต่ชานนท์ก็ไหวตัวทัน รีบมุดเข้าไปซ่อนตัวใต้โต๊ะบุฟเฟต์เสียก่อน
ชายร่างสัดทัดเป่าปากโล่งออก เพราะคิดว่าชายผ้าปูโต๊ะ ที่ยาวจนถึงพื้นคงจะช่วยพรางตัวเขาไว้ได้ แต่จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็แผดเสียงร้อง จนเขาตกใจรีบกดรับสายอย่างร้อนรน เพราะกลัวว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะจะได้ยินเสียง แต่ก็นับว่าโชคดี ที่เสียงเพลงซึ่งเปิดคลอภายในงาน ช่วยกลบเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาไว้ได้
“ผมอยู่ในงานแล้วครับ...เข้ามาได้เลยครับ...ครับ...แค่นี้ก่อนนะครับ” ชานนท์กระซิบกระซาบพูดโทรศัพท์ พลางยกชายผ้าปูโต๊ะขึ้นเล็กน้อย เพื่อสังเกตการณ์บรรยากาศภายนอกด้วย
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







