Masukส้มแป้นบรรจงแต้มยาแก้ฟกช้ำลงบนมุมปากของภาคิน แล้วใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเนื้อยาอย่างเบามือที่สุด แววตาของหญิงสาวที่จ้องมองใบหน้าคมคร้ามนั้น สะท้อนความรู้สึกผิดออกมาอย่างมากมาย และในที่สุดหยาดน้ำตาที่พยายามสกัดกั้นเอาไว้ ก็มีอันต้องไหลรินออกมาจนได้
“ร้องไห้ทำไม” ภาคินเอ่ยถาม พลางจ้องมองใบหน้าเรียวสวย ที่ขณะนี้มีริ้วน้ำตาไหลเป็นทางยาวไปจนถึงปลายคาง
“ส้มขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่เกลือต้องเจ็บตัว” ส้มแป้นบอกเสียงสะอื้น แล้วหลุบตาลงต่ำด้วยความรูสึกผิด ที่ตนมักจะทำให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนอยู่เสมอ
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย...ดูสิ” ชายหนุ่มเชยคางของคนขี้แยให้เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ก่อนที่จะเลื่อนมือไปเช็ดหยาดน้ำตาออกจากสองแก้มของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เห็นแบบนี้แล้วพี่จะวางใจให้ส้มอยู่คนเดียวได้ยังไง”
“ส้มอยู่ได้ค่ะ พี่เกลือไม่ต้องเป็นห่วง” ส้มแป้นรีบตอบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากเป็นภาระของภาคินมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ถ้าพวกมันกลับมาอีก ส้มจะทำยังไง” ชายหนุ่มกังวล
“ส้มดูแลตัวเองได้ค่ะ”
ภาคินหัวเราะหึๆ ในลำคอ เมื่อได้ยินคำตอบของส้มแป้น เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ว่าผู้หญิงคนนี้จะดูแลตัวเองได้ ในเมื่อตอนนี้เธอก็ยังตัวสั่นอยู่ไม่หาย
“พี่เกลือหัวเราะอะไรคะ”
“ก็หัวเราะส้มน่ะสิ นั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่อย่างนี้ ยังจะกล้าพูดอีก ว่าดูแลตัวเองได้”
“ส้มอยู่ได้จริงๆ ค่ะ พี่เกลือกลับไปทำงานเถอะ ส้มไม่อยากให้พี่เกลือต้องเสียงานเพราะส้ม” ส้มแป้นบอกแผ่วเบา
“พี่อยู่เป็นเพื่อนส้มอีกสักวัน สองวันดีกว่า”
“ขอบคุณค่ะ” แม้จะรู้สึกเกรงใจอยู่มาก แต่ความหวังดีของภาคิน ก็ทำให้ส้มแป้นรู้สึกอุ่นใจ จนไม่อยากปฏิเสธ
“พี่ขอพูดอะไรกับส้มอย่างนึงได้มั้ย” ภาคินถามจริงจัง พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีหม่นของคนตรงหน้า และเมื่อเธอพยักหน้าอนุญาต เขาจึงพูดต่อว่า “พี่ว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่นักเลงพวกนั้นหรอกนะ แต่ปัญหามันอยู่ที่นายเต้ต่างหาก”
ภาคินหยุดคำพูดไว้แต่เพียงเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร ผู้ชายที่เขากำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของส้มแป้น และเขาเองก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเพียงใด สิ่งที่ดีที่สุด ที่เขาทำได้ในตอนนี้ คงเป็นเพียงการพูดเตือนสติแบบเป็นกลาง แล้วให้ส้มแป้นเก็บไปคิดต่อด้วยตัวเองเท่านั้น
แตงโม ลูกจ้างวัยมัธยมปลายของส้มแป้น ซึ่งปกติจะมาเริ่มงานในช่วงหลังเลิกเรียน แต่วันนี้เธอมาเริ่มงานตั้งแต่เช้า เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม ทันทีที่เด็กสาวก้าวเข้ามาในร้าน ก็พบว่าภาคินนั่งหน้าตาปูดบวมอยู่ที่โต๊ะกลางร้าน เมื่อเห็นดังนั้น เด็กสาวจึงรีบปราดเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วซักถามเป็นการใหญ่
“ใครทำอะไรพี่เกลือคะเนี่ย ดูสิ ผิวขาวๆ หน้าหล่อๆ ช้ำหมดเลย” แตงโมพูดพลางใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มลงบนมุมปากของภาคิน บริเวณที่มีรอยเขียวช้ำอย่างไม่ออมแรง
“โอ๊ย!” ภาคินร้องเสียงดังลั่น แล้วเบี่ยงหน้าหนีนิ้วมือเรียวเล็ก ที่ทำท่าจะตามมาจิ้มซ้ำอีกครั้ง
“แตงโม...” ส้มแป้นเรียกชื่อลูกจ้างสาวเสียงต่ำ เพื่อปรามให้เธอหยุด
“โมแค่แหย่เล่นนิดเดียวเอง พี่เกลือก็ทำเป็นใจเสาะไปได้” เด็กสาวโต้ตอบอย่างร่าเริงตามวัย ก่อนจะเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่มีสัญลักษณ์ของร้าน Sweet Cup Coffee ขึ้นมาสวม ด้วยท่าทางเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน แต่ก็ยังมิวายหันกลับมาถามซ้ำด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกครั้งว่า “ตกลงพี่เกลือไปมีเรื่องกับใครมาคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ไปทำงานได้แล้วไป” ภาคินแสร้งตีหน้าขรึม เพราะไม่อยากให้ลูกจ้างสาวซักไซ้อะไรมากกว่านี้
แตงโมย่นจมูกใส่คนตัวโตที่นั่งตีหน้ายักษ์ใส่เธอ ก่อนที่จะเดินไปเช็ดแก้วที่หลังเคาน์เตอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“ไหนพี่เกลือบอกส้มว่าไม่ได้เป็นอะไรมากไงคะ แล้วทำไมเมื่อกี้นี้ถึงได้ร้องซะลั่นเลย” ส้มแป้นถามยิ้มๆ
“ก็ยายแตงโมเล่นจิ้มซะจนหน้าพี่แทบจะทะลุ ไม่ได้แตะเบาๆ เหมือนส้มนี่นา” ภาคินกล่าวพลางชะโงกหน้าไปมองยายตัวป่วนด้วยสายตาคาดโทษ
“อีกสองสามวัน รอยช้ำก็คงจะจางลงนะคะ” ส้มแป้นบอก พลางเก็บหลอดยาใส่กล่องปฐมพยาบาล เสร็จแล้วจึงขอตัวเข้าไปทำขนมเค้กต่อในครัว
เมื่อร่างบอบบางของผู้เป็นเจ้าของร้านลับตาไป แตงโมก็รีบวิ่งออกจากเคาน์เตอร์ เข้าไปนั่งเกาะขอบโต๊ะของภาคินอีกครั้ง แล้วทำหน้าตาบ้องแบ๊ว แบบเด็กเล็กๆ เวลาที่ออดอ้อนขอของเล่น
“มีอะไร...ว่ามา” ชายหนุ่มพูดอย่างรู้แกว
“เมื่อไรพี่มะปรางจะพาพี่จักรมาที่นี่อีกล่ะคะ” เด็กสาวทำตาปริบๆ รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“อยากเจอมันทำไม” ชายหนุ่มแกล้งถาม
“โมอยากถ่ายรูปคู่กับพี่จักรค่ะ จะเอาไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียน พวกมันไม่ยอมเชื่อ ว่าพี่จักรเป็นแฟนกับพี่มะปรางเพื่อนพี่ส้ม แล้วก็เคยมาที่ร้านด้วย พวกมันหาว่าโมขี้โม้” แตงโมชักสีหน้าหงุดหงิด เมื่อนึกถึงใบหน้าของเพื่อนๆ แต่ละคน ที่ไม่มีใครยอมเชื่อในสิ่งที่เธอพูดเลย
“ทำไมพวกเด็กสาวๆ ถึงได้คลั่งไคล้ดารากันนักนะ” ภาคินเปรยอย่างไม่ค่อยเข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้สักเท่าใด
“ก็พี่เกลือน่ะแก่แล้ว จะเข้าใจวัยรุ่นได้ยังไง”
“เอ๊ะ...พูดแบบนี้ก็กลับไปทำงานเลยไป๊ ไม่ต้องถาม ไม่ต้องตอบอะไรกันแล้ว” ชายหนุ่มหน้าใส วัยไม่ถึงสามสิบแกล้งทำเป็นโมโห เมื่อถูกกล่าวหาว่าแก่
“โธ่ๆ อย่าเพิ่งโกรธสิคะ โมล้อเล่นหรอกน่า บอกให้ก็ได้ว่าวัยรุ่นเวลาคลั่งดาราน่ะเขาเป็นกันยังไง”
“เป็นยังไง?”
“พวกเราก็จะตามไปให้กำลังใจขวัญใจของพวกเราทุกหนทุกแห่ง เราจะสนับสนุนทุกอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เด็กๆ อย่างพวกเราจะทำได้ เพราะเรารักดาราคนนั้นแบบจริงใจ แต่ก็มีบางคนที่ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังเพราะดาราที่ตัวเองชอบมีแฟน บางคนก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเวลาที่ดาราที่ตัวเองชอบป่วย แต่ที่หนักสุดก็คือเพื่อนสนิทของโมคนหนึ่ง ถึงกับฆ่าตัวตายเพราะดาราที่ตัวเองชอบเป็นเกย์”
“บ้าสิ!” ภาคินตกใจ ไม่คิดว่าวัยรุ่นจะคลั่งดาราหนักถึงขนาดนี้
“จริงค่ะ” แตงโมเน้นย้ำหนักแน่น แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังถูกภาคินทำให้หลงประเด็นไปไกล จึงรีบวกกลับเข้าเรื่องที่อยากรู้มากที่สุดอีกครั้ง “พี่เกลืออย่าชวนโมนอกเรื่องสิคะ บอกมาเร็วๆ เข้า ว่าตกลงพี่จักรจะมาที่นี่อีกเมื่อไร”
“ไอ้จักรมันไม่กล้ามาที่นี่แล้ว ก็เพราะใครล่ะ ที่คราวก่อนเที่ยวไปป่าวประกาศ จนคนทั้งซอยแห่มารอเจอมันจนเต็มร้านน่ะ” ภาคินแกล้งต่อว่า
“โมไม่ได้ป่าวประกาศซะหน่อย พวกนั้นรู้กันเองต่างหาก” เด็กสาวแก้ตัวหน้าเจื่อน
“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย” ภาคินพูดพลางกดปลายนิ้วชี้ลงบนหน้าผากเล็กๆ ของแตงโมอย่างเอ็นดู ก่อนจะไล่ให้กลับไปทำงาน แต่เมื่อคนถูกไล่กำลังจะเดินไปจริงๆ เขากลับเปลี่ยนใจ
“โม...อย่าเพิ่งไป”
“ตกลงพี่เกลือจะให้โมไป หรือจะให้โมอยู่กันแน่เนี่ย ทำแบบนี้เด็กสับสนรู้มั้ยคะ” แตงโมหันหลังกลับมายืนทำหน้าทะเล้น กวนอารมณ์อย่างยิ่งยวด
“โมเคยเจอแฟนพี่ส้มรึเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาดื้อๆ
“เคยเจอแต่ไม่บ่อยค่ะ เพราะนานๆ ที พี่เต้ถึงจะมาหาพี่ส้มสักครั้งนึง แล้วเวลามาทีไรก็ต้องขอยืมเงินพี่ส้มทุกทีเลย แต่ก็ไม่เคยเห็นเอามาใช้คืนสักครั้ง บางวันพี่ส้มถึงกับต้องเทเงินจากเครื่องคิดเงินหน้าร้านให้เขาไปหมดก็มี นิสัยก็ไม่ดี ชอบจิกใช้โมอย่างกับคนรับใช้ แล้วก็ชอบหาเรื่องแต๊ะอั๋งโมด้วยแหละ แต่เวลาอยู่ต่อหน้าพี่ส้มเขาจะแกล้งทำตัวเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรี ชอบพูดจาให้ตัวเองดูดี ไม่รู้ว่าพี่ส้มรักคนแบบนี้เข้าไปได้ยังไง” เด็กสาวพูดยาวเหยียด ไม่เว้นช่องไฟ ไม่พักหายใจ
“พี่ถามแค่นิดเดียว ตอบซะยืดยาวเลยนะเรา” ภาคินแกล้งเย้าด้วยท่าทียิ้มแย้ม ทว่าภายในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งกับสิ่งที่ได้รับฟัง อีกทั้งยังพยายามคิดหาเหตุผล ว่าทำไมส้มแป้นถึงยังไม่ยอมเลิกกับผู้ชายนิสัยยอดแย่คนนั้นเสียที แต่ก็จนปัญญาที่จะค้นเจอคำตอบ
ในเวลาค่ำคืน เต้ยืนซุ่มอยู่หน้าร้านกาแฟของส้มแป้น เพื่อรอเวลาให้แตงโมออกจากร้าน เพราะหมายความว่าร้านปิดแล้ว และจะเหลือส้มแป้นอยู่ตามลำพัง และนั่นจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่เขาจะเข้าไปออดอ้อนขอเงินจากคนรัก เพื่อนำไปใช้หนี้พนัน
ความจริงวันนี้เต้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะนักเลงสองคนไม่ได้เงินจากส้มแป้น แต่ที่เขายังมีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ ก็เป็นเพราะเขาใช้ความกะล่อนปลิ้นปล้อนของตัวเอง อ้อนวอนขอยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกหนึ่งวัน แต่กว่าจะสำเร็จก็ถูกซ้อมจนบอบช้ำไปพอสมควร
เต้รีบชักตัวหลบเข้าหลังพุ่มไม้ เมื่อเห็นแตงโมขี่จักรยานคู่ใจผ่านหน้าเขาออกไปแบบเฉียดฉิว ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ไฟป้ายชื่อร้าน Sweet Cup Coffee ก็ถูกปิดลง อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าร้านปิดอย่างเป็นทางการ จากนั้นเต้จึงขยับกายออกจากพุ่มไม้ แล้วย่างสามขุมเข้าไปภายในร้านด้วยความคุ้นเคย เต้มองผ่านประตูกระจกใสของร้านเข้าไปก็พบว่า ส้มแป้นกำลังเช็ดโต๊ะอยู่คนเดียวตามคาด เขาจึงรีบผลักประตูเข้าไป
“ส้ม...” เต้ร้องเรียกคนรักเสียงเบา พร้อมกับแสร้งทำเป็นเจ็บปวดกับบาดแผลฟกช้ำที่มีให้เห็นทั่วใบหน้าและลำตัว
“เต้!” ส้มแป้นรีบปรี่เข้าหาคนรัก แต่แล้วก็ชะงักเท้าก่อนที่จะไปถึงตัวเขาเพียงไม่กี่ก้าว แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “โดนเจ้าหนี้ทำร้ายมาเหรอ”
“ใช่...พวกมันโหดร้ายกับผมมาก” เต้แสร้งเอามือกุมท้อง ร้องโอดโอยเพื่อเรียกคะแนนสงสาร
“แต่ก็คงจะโหดร้ายน้อยกว่าที่คุณทำกับส้มละมั้ง” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทว่าแฝงความรวดร้าวอยู่ในคราวเดียวกัน
“ทำไมส้มพูดอย่างนั้นล่ะครับ ผมไม่เคยคิดทำร้ายส้มเลยนะ”
“คราวที่แล้วคุณให้นักเลงพวกนั้นมาจับตัวส้มไปขายใช้หนี้ แล้วเมื่อเช้านี้คุณก็ให้พวกนั้นมาทวงหนี้กับส้มอีก แบบนี้น่ะเหรอที่บอกว่าไม่เคยคิดร้าย” ส้มแป้นประชดประชันด้วยท่าทีห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด
“เราเป็นแฟนกัน ก็ต้องช่วยเหลือกันไม่ใช่เหรอ” เต้จู่โจมที่จุดอ่อนของส้มแป้น เพราะมั่นใจว่าเธอรักเขา และรักมากด้วย
“เป็นแฟนกันงั้นเหรอ” ส้มแป้นแค่นหัวเราะใส่เต้อย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับเขามาก่อน
“ทำไมส้มพูดอย่างนั้น” เต้ใจไม่ดี ที่เห็นคนรักมีท่าทีห่างเหินกว่าที่เคย หากเป็นยามปกติ เขาเชื่อแน่ว่า หญิงสาวจะต้องรีบปรี่เข้ามาประคองและร้องไห้คร่ำครวญที่เห็นเขาได้รับบาดเจ็บ แต่วันนี้ สายตาของเธอช่างเย็นชาเหลือเกิน
อาจเป็นเพราะคำพูดของภาคิน ที่ทำให้ส้มแป้นต้องกลับมาคิดทบทวน ถึงพฤติกรรมของคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนรักของเธอ แม้ว่าในช่วงแรกที่คบกัน เต้จะเป็นคนรักที่ดีและเอาใจใส่เธอราวกับเป็นเจ้าหญิง แต่หลังจากที่เขาติดการพนัน เขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มิหนำซ้ำยังนำพาความร้อนกาย ร้อนใจมาให้เธอไม่หยุดหย่อนอีกด้วย
ส้มแป้นมองหน้าเต้ด้วยแววตาที่ไร้ความรู้สึก จนคนถูกมองไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หญิงสาวนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ แล้วตัดสินใจถามตรงๆ ว่า “วันนี้คุณจะมาขอเงินจากส้มอีกใช่มั้ย”
“เอ่อ...ผมแค่จะมาขอยืมน่ะ เพราะถ้าพรุ่งนี้ผมไม่มีเงินไปใช้หนี้ พวกมันต้องฆ่าผมแน่ๆ ส้มดูสิ วันนี้พวกมันก็ซ้อมผมซะปางตายเลย”
“ขอโทษด้วยนะคะ ส้มคงช่วยคุณไม่ได้” ส้มแป้นตัดใจบอก
“ทำไมล่ะส้ม เงินแค่ห้าแสนเองนะ ผมรู้ว่าส้มมี ขนาดคราวที่แล้วตั้งสองล้านห้าส้มยังหามาให้ผมได้เลย” เต้เริ่มขึ้นเสียง และมีท่าทีลุกลี้ลุกลน เมื่อรู้ว่าคนรักจะไม่ยอมให้การช่วยเหลือเหมือนเคย
“แล้วคุณเคยคิดจะถามบ้างหรือเปล่า ว่าส้มไปหาเงินนั่นมาจากไหน แล้วใครต้องเดือดร้อนเพราะคุณบ้าง” ส้มแป้นขึ้นเสียงกลับอย่างสุดทน ต่อจากนี้เธอจะไม่ยอมให้ใครต้องเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้อีกแล้ว
“ผมไม่เห็นว่าใครจะเดือดร้น” ประโยคนี้แสดงความเห็นแก่ตัวของคนพูดอย่างร้ายกาจ
“คุณกลับไปเถอะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”
“หมายความว่ายังไง!?”
“หมายความว่า เราเลิกกันเถอะ” ส้มแป้นบอกเสียงแข็ง
ส้มแป้นไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าพูดคำนี้ แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว มันกลับทำให้เธอรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับลูกตุ้มอันหนักหน่วง ที่เคยผูกถ่วงไว้ที่หัวใจได้ถูกตัดฉับ แล้วจมหายไปที่ไหนสักแห่ง
“นี่ส้มพูดคำว่าเลิกออกมาง่ายๆ อย่างนี้ได้ยังไง ส้มไม่รักผมแล้วเหรอ!” เต้ปัดแจกันใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้มือตกแตก เขาไม่ได้โกรธที่ถูกส้มแป้นบอกเลิก เพราะเขาเองก็ไม่ได้รักใคร่ไยดีเธอสักเท่าไร แต่ตอนนี้เขากำลังสติแตก เนื่องจากความหวังที่จะได้เงินไปใช้หนี้ดับลงอย่างไม่คาดคิด เขากำลังห่วงวันพรุ่งนี้ของตัวเอง ว่าจะเอาชีวิตรอดจากเจ้าหนี้เถื่อนพวกนั้นได้อย่างไร
“เกิดอะไรขึ้นน่ะส้ม!” ภาคินได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกแตก จึงวางมือจากแก้วและจานที่กำลังล้างอยู่ในห้องครัว แล้วรีบวิ่งออกมาดูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เพราะคิดว่านักเลงกลุ่มเมื่อเช้ากลับมาราวีอีก
“อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ส้มถึงได้กล้าบอกเลิกผม ที่แท้คุณก็มีคนใหม่แล้ว” เต้กัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง พลางจ้องหน้าภาคินเขม็ง แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาแข็งกร้าวของภาคินที่มองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“คุณกลับไปเถอะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก” ส้มแป้นกลั้นใจบอก
“วันเวลาที่ผ่านมาของเรา มันไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลยใช่มั้ย คุณถึงกล้าบอกเลิกผมง่ายๆ แบบนี้!” เต้ปราดเข้าไปบีบต้นแขนทั้งสองข้างของส้มแป้นอย่างแรง จนหญิงสาวทำหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ
“ปล่อยนะ!” ส้มแป้นตกใจ ไม่คิดว่าเต้จะกล้าลงไม้ลงมือกับเธอ
“ปล่อยส้ม แล้วก็ไปซะ!” ภาคินก้าวเข้าไปกระชากมือของเต้ออกจากตัวส้มแป้น แล้วรั้งร่างบอบบางไปซ่อนไว้ด้านหลังของตน
เต้มองท่าทีขึงขังของภาคินอย่างเกรงๆ อีกทั้งยังประเมินสถานการณ์ออกว่าเขาไม่มีทางสู้ภาคินได้แน่นอน ดังนั้นคนขี้ขลาด รักตัว กลัวตายอย่างเต้จึงยอมล่าถอย แต่กว่าที่จะพ้นประตูร้านออกไปได้ เขาก็ได้พ่นคำสวะออกมามากมาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่ส้มแป้นไม่เคยเห็นมาก่อนเลยสักครั้ง และไม่เคยคาดคิดด้วย ว่าผู้ชายที่เธอหลงรักหัวปักหัวปำ จะมีนิสัยอันธพาลถึงขนาดนี้
ส้มแป้นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ตัว พลางปลุกปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะสิ่งที่เธอเสียไปนั้น ไม่ควรค่าแก่การเสียน้ำตาเลยสักนิด
“โอเคมั้ย?” ภาคินเอ่ยถามด้วยความห่วงใย แล้วจ้องมองใบหน้านวลผ่องของหญิงสาว ที่แม้จะอยู่ในอาการโศกสลด แต่กลับไม่มีน้ำตาให้เห็นสักหยด
“โอเคค่ะ” ส้มแป้นตอบแผ่วเบา ในขณะเดียวกันก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมเธอจึงไม่รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เลย แต่กลับรู้สึกโล่งใจมากกว่า หญิงสาวไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะผู้ชายที่นั่งอยู่เคียงข้างเธอคนนี้หรือไม่ ที่ทำให้เธอมีความเข้มแข็งมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมอ เมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ
“ขอบคุณพี่เกลือมากนะคะ”
“หือ...ขอบคุณพี่เรื่องอะไรครับ”
“ขอบคุณที่พี่เกลือช่วยส้มเมื่อกี้นี้ไงคะ” ส้มแป้นหันไปสบตาภาคินด้วยความซาบซึ้งใจ แล้วมอบรอยยิ้มละไมให้แก่เขา
“มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว”
“หน้าที่?”
“ก็หน้าที่ของพี่ชาย ที่ต้องปกป้องน้องสาวไงล่ะ เหมือนกับที่พี่ต้องคอยช่วยแก้ปัญหาให้ยายมะปรางนั่นแหละ” ภาคินบอก
“ถึงยังไงส้มก็ต้องขอบคุณพี่เกลืออยู่ดี” รอยยิ้มละไมบนใบหน้าของส้มแป้นก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห้งแล้งโดยที่เจ้าตัวมิอาจฝืน ในขณะเดียวกันความรู้สึกโหวงเหวงก็เกิดขึ้นในหัวใจของเธอด้วย หญิงสาวมั่นใจว่า มันไม่ใช่ความว่างเปล่าอันเกิดจากการตัดความสัมพันธ์กับเต้ แต่มันเกิดจากคำพูดของคนที่ตั้งตัวเป็นพี่ชายเมื่อครู่นี้มากกว่า
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







