Masukณ สี่แยกราชประสงค์ ในค่ำคืนที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ไฟหลากสี สว่างไสว ระยิบระยับ พื้นที่โดยรอบถูกตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศวันคริสต์มาส ผู้คนมากมายแห่แหนกันมาเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขร่วมกันที่นี่ ผู้คนเหล่านั้นบ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม ไม่มีเลยแม้สักคนที่ต้องโดดเดี่ยวดังเช่นเฌอปรางค์ เดิมที หญิงสาวคิดว่าการออกมาเดินเล่นในสถานที่รื่นเริงเช่นนี้ อาจช่วยคลายความเหงาในใจของเธอได้บ้าง ทว่าบรรยากาศเหล่านี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหงามากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
เฌอปรางค์หลบไปนั่งในมุมสลัว ซึ่งไม่ค่อยมีใครเดินผ่านสักเท่าใด สายตาว่างเปล่าของหญิงสาวทอดมองไปยังกลุ่มคน ซึ่งกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครง หัวใจบอบบางถูกความเหงากรีดลึก จนน้ำตาแทบร่วง เมื่อคิดว่า คืนพิเศษของเธอ ไม่มีคนพิเศษ ไม่มีครอบครัว ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ดังเช่นทุกปี
“นั่งคนเดียวเหงามั้ย” ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงที่ก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเรียกชื่อเขาด้วยความประหลาดใจ “คุณลุงดนัย...”
“ลุงขอนั่งด้วยคนนะ” ทัศดนัยพูดพลางย่อตัวลงนั่ง โดยไม่รอให้เฌอปรางค์กล่าวอนุญาต ผู้สูงวัยพินิจมองดวงหน้าเศร้าสร้อยของหญิงสาว ด้วยแววตาเจ็บปวด มันเป็นความเจ็บปวดซึ่งเกิดจากการที่ต้องเห็นคนที่รักทนทุกข์
“บังเอิญจังเลยนะคะที่เจอคุณลุงดนัยที่นี่” เฌอปรางค์เหลียวมองไปรอบตัว แล้วเอ่ยถามทัศดนัยว่า “คุณลุงดนัยมากับครอบครัวหรือเปล่าคะ”
“ลุงไม่ได้มากับครอบครัวหรอก แต่ลุงมาหาครอบครัว” นักแสดงอาวุโสบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อ่อนโยน และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีสีหน้าเหลอหลาจากคำพูดประโยคนั้นของเขา ทัศดนัยจึงเปรยกับหญิงสาวว่า “เกิดเรื่องขนาดนี้ ทำไมหนูมะปรางไม่กลับบ้านไปหาครอบครัวล่ะ มานั่งทำตัวเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรแบบนี้ทำไม”
เฌอปรางค์แหงนหน้ามองฟ้า เพื่อให้น้ำตาที่คลอครองอยู่เต็มหน่วยตาได้ไหลย้อนกลับเข้าไปภายใน เธอรู้ว่าทุกคนที่บ้านกำลังเป็นห่วง เพราะภาคินโทร. มาบอกตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้วว่า ยายเสาวรสเครียดมากกับข่าวของจักรวาล ทว่าผู้เป็นยายก็เก็บอาการ ไม่แสดงออกให้ใครเห็นสักเท่าใด อย่างไรก็ตาม ทุกคนในบ้านก็ดูออกว่าท่านเสียใจและเป็นห่วงเฌอปรางค์มาก และนี่ก็คือเหตุผล ที่หญิงสาวยังไม่พร้อมจะกลับไป
“มะปรางรู้สึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้าคุณยายค่ะ มะปรางเป็นหลานที่แย่มาก สร้างแต่ปัญหาให้คุณยาย แค่หนีออกจากบ้านก็ทำให้คุณยายเสียใจมากพอแล้ว แต่นี่ยังมีข่าวที่ทำให้ท่านต้องอับอายขายหน้าซ้ำอีก” น้ำตาที่พยายามเก็บกลั้นพรั่งพรูออกมาพร้อมกับคำตอบ
“ถ้ารู้สึกผิด ก็กลับไปขอโทษท่านเสียสิ ลุงเชื่อว่าตอนนี้ท่านก็กำลังรอให้หนูมะปรางกลับไปนะ” ทัศดนัยเว้นจังหวะสูดลมหายใจเข้าลึกนิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อไปว่า “ลุงก็เคยทำผิด แล้วก็เก็บความรู้สึกผิดนั้นไว้กับตัวมาตลอด ถึงวันนี้ก็ครบยี่สิบห้าปีเต็มพอดี และตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีเลยสักวันที่ลุงจะมีความสุข”
“นานมากเลยนะคะ” เฌอปรางค์ว่า
“นานเท่าๆ กับอายุของหนูมะปรางยังไงล่ะ” ทัศดนัยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณลุงรู้ได้ยังไงว่ามะปรางอายุเท่าไหร่” หญิงสาวประหลาดใจ
“ลุงรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนู แล้วก็รู้ด้วยว่าวันนี้เป็นวันเกิดของหนู หนูมะปรางเกิดวันเดียวกับภรรยาของลุง” ทัศดนัยพูดพลางหยิบกระเป๋าสตางค์หนังสีน้ำตาลเข้มมาเปิดโชว์ภาพถ่ายที่เขาถ่ายคู่กับภรรยา เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนให้เฌอปรางค์ดู
หญิงสาวหน้าซีดเผือด หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อเห็นภาพถ่ายสุภาพสตรีที่ทัศดนัยบอกว่าเป็นภรรยาของเขา ผู้หญิงคนนั้นหน้าเหมือนสินี มารดาผู้ล่วงลับของเธอราวกับพิมพ์เดียวกัน
“แล้วนี่ก็รูปลูกสาวลุง เธอเกิดวันคริสต์มาส วันเดียวกับแม่ของเธอเลยนะ” ทัศดนัยยิ้มเศร้าๆ
เฌอปรางค์ช็อคตาตั้งยิ่งกว่าเดิม เมื่อเห็นภาพเด็กผู้หญิงถักผมเปียสองข้าง อายุราวสามขวบกว่า สวมชุดนักเรียนอนุบาล และที่อกเสื้อสีขาวของเด็กน้อย ปักชื่อด้วยเส้นมั้ยสีแดงเด่นชัดว่า ‘ด.ญ. เฌอปรางค์ ...’
“นี่มันอะไรกันคะ คุณลุงดนัยมีรูปแม่ของมะปราง กับรูปของมะปรางได้ยังไง แล้วที่คุณลุงบอกว่าแม่ของมะปรางเป็น...” หญิงสาวค้างคำพูดไว้แค่นั้น เพราะมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่ทำใจให้เชื่อได้ยากเหลือเกิน ว่าผู้ชายคนนี้เป็นสามีของมารดาเธอ และก็เป็นบิดาของเธอ โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับเธออีกแล้วอย่างนั้นหรือ
“ลุงเป็นพ่อของหนูมะปราง เป็นพ่อที่ขี้ขลาด เป็นสามีที่แย่มาก ที่ยอมทิ้งภรรยาที่กำลังตั้งท้อง เพียงเพราะห่วงชื่อเสียงของตัวเอง” ทัศดนัยตัดสินใจบอกความจริงออกมาในที่สุด
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวในอดีตให้เฌอปรางค์ฟัง ว่าเขาพบรักกับสินีในขณะที่ เขาเป็นเพียงนักแสดงประกอบ ฐานะยากจน ซึ่งยายเสาวรสไม่ยินยอมให้คบหากับบุตรสาวคนเล็กของท่าน ทว่าสินีก็รักเขามาก กระทั่งยอมหนีตามมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ และเมื่อเวลาผ่านไป ทัศดนัยขยับฐานะเป็นพระเอก พอเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ก็ถูกสื่อมวลชนจับตามอง และจ้องจะขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเขาในเชิงลึกของเขามากขึ้นตามไปด้วย
เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน การมีครอบครัวของดาราที่มีชื่อเสียง เป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ค่อยได้ สินีจึงเกรงว่าหากประชาชนรู้เรื่องของเธอ จะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของทัศดนัย ดังนั้นเธอจึงหนีกลับไปอยู่กับยายเสาวรส และเขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะไปตามเธอกลับมา เขาปล่อยให้ทุกอย่างเลยตามเลย จนกระทั่งสินีเสียชีวิต และเป็นเหตุให้ยายเสาวรสจงเกลียดจงชังในความเห็นแก่ตัวของเขา อีกทั้งยังได้พาลเกลียดดาราไปเสียทั้งหมดด้วย
“มะปรางไม่อยากเชื่อเลยว่า คุณลุงดนัยจะเป็นพ่อของมะปรางจริงๆ” เฌอปรางค์รำพึงออกมาหลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของทัศดนัย
“ลุงมานพของหนูรู้เรื่องนี้ดี เขาสงสารลุงก็เลยคอยส่งข่าวของหนูให้ลุงรู้เป็นระยะๆ ลุงถึงได้รู้เรื่องราวของหนูทุกอย่างยังไงล่ะ”
เฌอปรางค์โทรศัพท์กลับไปถามลุงมานพของเธอแบบไม่รีรอ และเมื่อได้รับคำยืนยันจากปลายสายว่าทุกอย่างคือความจริง น้ำตาแห่งความยินดีของหญิงสาวก็ร่วงพรูออกมามากมาย ความรู้สึกหลายหลายอัดแน่นอยู่ในใจ ทั้งตกใจ ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ ทุกความรู้สึกผสมปนเปจนแทบแยกแยะไม่ออก
“หนูมะปรางจะยอมรับพ่อแย่ๆ คนนี้เป็นพ่อของหนูได้มั้ย” ทัศดนัยเอ่ยถามน้ำตาคลอ เกรงว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากบุตรสาว ซึ่งเขาไม่เคยเลี้ยงดู อุ้มชูเธอมาเลย
“ได้สิคะ” เฌอปรางค์ยิ้มรับทั้งน้ำตา แล้วโผเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นของบิดา ซึ่งเธอโหยหาและเฝ้ารอมาตลอดทั้งชีวิต “พ่อคือของขวัญที่พิเศษที่สุด สำหรับวันเกิดปีนี้ แล้วทำไมมะปรางจะไม่ยินดีที่จะรับล่ะคะ”
“พ่อเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษมากกว่านี้ไว้ให้ด้วย หนูมะปรางนั่งรอตรงนี้แป๊บนึงก่อนนะ” ทัศดนัยบอกพลางยกมือปาดน้ำตาออกจากสองแก้มของบุตรสาวอย่างรักใคร่ ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่มีโอกาสได้ดูแลเธอเลย แต่นับจากนี้ เขาสัญญากับตัวเองว่า เขาจะทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด และจะทำทุกทางเพื่อให้ใบหน้าสวยงามนี้มีแต่รอยยิ้ม
หลังจากทัศดนัยเดินจากไปไม่นาน ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแจ็คเกตสีเข้ม และหมวกปีกกว้าง ปกปิดใบหน้าครึ่งบนเอาไว้มิดชิด ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฌอปรางค์ คนทั่วไปอาจจะดูไม่ออกว่าชายผู้นี้คือใคร ทว่าหญิงสาวกลับจำได้แม้กระทั่งเสียงฝีเท้าของเขา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาคือจักรวาล และเขาก็คงจะเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่บิดาของเธอบอกไว้เมื่อครู่นี้
‘ร้ายจริงๆ แอบไปญาติดีกันตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย’ เฌอปรางค์บ่นในใจ แล้วเสมองไปทางอื่น ไม่รับไม่รู้ว่ามีใครอีกคนยืนอยู่เบื้องหน้า
จักรวาลจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวที่เขาคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ ด้วยความรู้สึกผิด ใบหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้ม มีแต่เสียงหัวเราะ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะแยกเขี้ยวใส่เขาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้มอง ทว่าใบหน้าที่เขาเห็นอยู่เวลานี้ กลับมีแต่ความหม่นหมอง อีกทั้งความเศร้าสร้อยมากมายที่เต้นไหวอยู่ในแววตาคู่สวย ก็ลบประกายความสดใสที่เคยมีจนหมดสิ้น ใบหน้าแบบนี้ทำให้เขารู้สึกแย่ ที่เป็นคนพรากความสุขทั้งหมดไปจากชีวิตเธอ จักรวาลบอกตัวเองว่า วันพรุ่งนี้เขาจะเรียกคืนทุกอย่างกลับคืนมาให้หญิงสาวผู้นี้ให้จงได้
จักรวาลทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวตัวเดียวกับเฌอปรางค์ ส่งผลให้คนที่นั่งอยู่ก่อนดีดตัวลุกขึ้น แล้วเดินหนีเขาไปทันที
“ผมคิดถึงคุณนะ อยากเจอ อยากคุยกับคุณ อย่าเพิ่งเดินหนีผมได้มั้ย” ชายหนุ่มบอกแผ่วเบา แล้วลุกขึ้นเดินตามไป
“เรื่องของเรามันจบแล้ว อย่าเจอกันอีกเลย” เฌอปรางค์บอก ในขณะที่สองขาก็ก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด
“คุณจะทิ้งผมไปจริงๆ เหรอ” จักรวาลใจหายวาบ
หญิงสาวชะงักเท้า หันหลังกลับไปหาร่างสูงที่เดินตามมา แล้วบอกเขาด้วยท่าทีจริงจังว่า “มันไม่ใช่ใครทิ้งใคร แต่ในเมื่อเรื่องระหว่างเรามันจบแล้ว ก็ต้องต่างคนต่างไป คุณจะมารั้งฉันไว้ทำไม”
“ผมขอเวลาอีกวันนึงได้มั้ย ผมสัญญาว่าพรุ่งนี้ผมจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย” ชายหนุ่มขอร้อง
“หมดเวลาของคุณแล้ว” เฌอปรางค์บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอให้เวลาเขาหลายวันแล้ว แต่เขากลับนิ่งเฉย และปล่อยสถานการณ์ระหว่างเขากับปิ่นปัทม์ให้ล่วงเลยมาจนกระทั่งวันนี้ ดังนั้นเธอจะไม่รออะไรอีกแล้ว
“ผมขออีกแค่วันเดียว...ได้มั้ย” ชายหนุ่มเว้าวอน น้ำตาคลอ ฝ่ามือหนากำของขวัญวันเกิดกล่องเล็กไว้แน่น ไม่กล้ายื่นให้เจ้าของวันเกิด
“โชคดีนะ” เฌอปรางค์บอกลา แล้วเดินจากไป โดยไม่เหลียวหลัง เพราะไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา
ยายเสาวรสนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกริมระเบียงห้องนอน สายตาของหญิงชราทอดยาวอย่างไร้จุดหมาย ไปยังฟากฟ้าสีคราม ซึ่งมีปุยเมฆสีขาวกระจายตัวอยู่ประปราย ภายในอ้อมแขนซึ่งกอดแนบอยู่กับอก มีกรอบรูปบานเล็กของเฌอปรางค์ซุกอยู่ในนั้นอย่างหวงแหน
หลังจากกลับมาจากกรุงเทพฯ ยายเสาวรสก็ได้ติดตามข่าวชีวิตหลังการแต่งงานของหลานสาวอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเจ็บปวด หลายครั้งที่ผู้เป็นยายอดคิดไม่ได้ว่า ตนเป็นผู้ผลักไสให้หลานสาวต้องออกไปเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น
“คุณแม่คะ...” วิลาวัลย์เอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาแผ่วเบา แล้วเข้าไปนั่งคุกเข่าบนพื้นข้างเก้าอี้โยก “คิดถึงยายมะปรางอีกแล้วใช่มั้ยคะ”
ยายเสาวรสระบายลมหายใจออกมานิดหนึ่ง ก่อนพูดอย่างเลื่อนลอยว่า “เป็นความผิดของแม่เอง ที่เป็นต้นเหตุให้ยายมะปรางหนีออกจากบ้านไปแบบนั้น ถ้าแม่ไม่บังคับให้แต่งงานกับชานนท์ ยายมะปรางก็คงจะไม่ต้องหนีออกจากบ้านไปเจอเรื่องบ้าๆ พวกนี้”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่หรอกค่ะ อย่าคิดมากเลยนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีก” วิลาวัลย์ปลอบโยนด้วยความเป็นห่วง เพราะระยะหลังมานี้ ยายเสาวรสเอาแต่โทษตัวเอง จนร่างกายทรุดโทรมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้ายายมะปรางกลับมาคราวนี้ แม่คงจะไม่บังคับอะไรอีกแล้วล่ะ ขอแค่ให้กลับมาเท่านั้น...” ผู้สูงวัยเว้นจังหวะ หลับตาและระบายลมหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูดเนิบนาบว่า “...แต่ไม่รู้ว่ายายมะปรางจะยอมกลับมามั้ย มันคงเกลียดยายมันมาก จนไม่อยากกลับบ้านแล้วสินะ”
“โธ่...คุณแม่ อย่าพูดอย่างนั้นสิ วัลย์เชื่อว่ายายมะปรางต้องกลับมาค่ะ ยายมะปรางรักคุณแม่มากนะคะ แต่ที่ยังไม่กลับ คงกลัวว่าคุณแม่จะยังโกรธแกอยู่เท่านั้นเอง” วิลาวัลย์พยายามปลุกปลอบใจผู้เป็นมารดาอย่างเต็มกำลังความสามารถ
“แม่ไม่ใช่ยักษ์ใช่มารนะวัลย์ ลูกหลานเดือดเนื้อร้อนใจ ทำไมแม่จะให้อภัยไม่ได้”
วิลาวัลย์มองผู้เป็นมารดาด้วยความสงสาร เธอรู้ว่ายายเสาวรสรักเฌอปรางค์มาก เพราะเห็นว่าเป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ดังนั้นท่านจึงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด คิดและตัดสินใจแทนหลานสาวทุกอย่าง แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะความรัก และความเป็นห่วง ทว่าความหวังดีนั้นอาจล้ำเส้นของความพอดี จนทำให้เฌอปรางค์ต้องเตลิดไปเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม วิลาวัลย์ก็เชื่อว่า หากยายและหลานได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามามาย ทั้งคู่คงจะหาจุดกึ่งกลางในการอยู่ร่วมกันได้ไม่ยาก
“คุณท่าน คุณวัลย์” บัวบานเข้าไปยอบกายนั่งลงบนพื้นใกล้กับเจ้านายทั้งสอง แล้วแสดงสีหน้ากล้าๆ กลัวๆ ที่จะรายงาน
“มีอะไรก็พูดมาสิ มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ” วิลาวัลย์ว่า
“มีคนมาพบคุณท่านค่ะ ตอนนี้นั่งรออยู่ข้างล่าง”
“วัลย์ลงไปคนเดียวก็แล้วกันนะ วันนี้แม่ไม่อยากพบใคร” ยายเสาวรสบอกเนือยๆ ในขณะที่สายตายังคงเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
บัวบานรีบโพล่งออกไปทันทีที่ผู้เป็นนายพูดจบว่า “ไม่ได้ค่ะคุณท่าน แขกสองคนนี้สำคัญมาก คุณท่านต้องลงไปพบค่ะ”
“เอ๊ะ...นังบัว ใครเป็นนายใครเป็นบ่าวกันแน่ฮึ” ยายเสาวรสหันไปดุแม่บ้านคนสนิทแบบไม่จริงจังเท่าใดนัก
“เชื่อบัวเถอะค่ะคุณท่าน ลงไปหน่อยนะคะ”
“ใครล่ะแขกคนสำคัญของแกน่ะ”
“คุณท่านลงไปดูเองเถอะค่ะ แต่รับรองว่าเป็นคนสำคัญจริงๆ” แม่บ้านยืนยันขันแข็ง
“ฉันลงไปก็ได้ แต่ถ้าไม่สำคัญจริง แกเจอดีแน่นังบัว” ยายเสาวรสคาดโทษ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก โดยมีวิลาวัลย์ช่วยพยุง
ยายเสาวรสชะงักเท้าอยู่ที่เชิงบันได เมื่อมองเข้าไปภายในห้องโถงแล้วพบว่า แขกคนสำคัญที่บัวบานบอกคือ เฌอปรางค์และทัศดนัย หัวใจของผู้สูงวัยกระตุกวูบ ไม่คิดว่าสองพ่อลูกจะได้พบกัน และจะพากันมาหาท่านที่บ้านพร้อมกันเช่นนี้
“คุณแม่คะ เข้าไปเถอะค่ะ” วิลาวัลย์บอกกับผู้เป็นมารดา พลางกระชับมือ ซึ่งประคองไว้ที่ท่อนแขนของท่านเบาๆ แล้วพาเดินเข้าไปภายในห้องรับแขก
“วัลย์รู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วใช่มั้ย” ยายเสาวรสเอ่ยถาม ขณะที่ก้าวตามบุตรสาวคนโตไป
“เพิ่งทราบเมื่อคืนค่ะ ว่าพ่อลูกเขาพบกัน แต่ไม่ทราบว่าจะพากันมาหาคุณแม่วันนี้” วิลาวัลย์บอกตามความจริง เพราะเมื่อคืน ตอนที่เฌอปรางค์โทร. มาถามความจริงเรื่องทัศดนัยนั้น เธอนั่งอยู่ข้างๆ สามี จึงได้รู้เรื่องไปพร้อมๆ กัน
“พรากพ่อ พรากลูกเขามายี่สิบห้าปีเต็มๆ คงถึงเวลาแล้ว ที่แม่ต้องยอมรับความจริงเสียที” ยายเสาวรสพูดแบบคนปลงตก
“คุณแม่ไม่โกรธใช่มั้ยคะ ที่คุณนพทำแบบนี้” บุตรสาวตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบความรู้สึกของผู้เป็นมารดา ด้วยเกรงว่าสามีของตนจะมีความผิด ที่เป็นคนเปิดเผยความลับนี้ให้เฌอปรางค์รู้
“คงไม่มีใครฝืนความจริงไปได้หรอก” ยายเสาวรสยอมปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง และจากนี้ไป ก็จะปล่อยให้เฌอปรางค์ได้ใช้ชีวิตตามครรลองของเธอเอง ให้ได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการจริงๆ เสียที
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







