Masukอธินขับรถเข้าไปจอดในโรงจอดรถแล้วเดินอ้อมไปใช้ประตูเล็กทางด้านข้างตัวอาคารแทนการใช้ประตูใหญ่ด้านหน้าเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคุณหญิงนลินีผู้เป็นมารดาเพราะตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยจากการขับรถทางไกลจึงยังไม่อยากจะพูดกับใคร
ชายหนุ่มเลือกเดินเลี่ยงมาในทางที่คิดว่าปลอดคนที่สุดแล้วแต่ก็ยังมิวายเจอธารวารินทร์นั่งง่วนอยู่กับเอกสารกองโตที่โต๊ะสนามในบริเวณที่เขาต้องเดินผ่าน ชายหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าไปหาน้องสาว
“กรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงินเบี้ยวงานเหรอวันนี้” ผู้เป็นพี่ชายทักพลางหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ว่างฝั่งตรงกันกูม
“วันนี้ธารรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะเลยให้เลขาเอาเอกสารมาให้เซ็นที่บ้าน” ผู้เป็นน้องสาวละสายตาจากเอกสารแล้วเงยหน้ามาตอบพี่ชาย
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า” อธินเอามือไปแตะหน้าผากน้องสาวราวกับว่าเธอยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ “ไม่สบายแล้วยังจะทำงานอีกนะเรา ทำไมไม่ไปนอนพัก”
“ธารไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ คงเพราะนอนดึกไปหน่อยแค่นั้นเอง”
“แล้วทำไมไม่ค้างที่หัวหิน รีบกลับมาทำไม”
“ก็เพราะพี่ธินนั่นแหละที่พาคุณเมษิตาไปงานด้วยจนทำให้คุณแม่โกรธ คุณแม่เลยไม่ยอมค้าง ส่วนพี่ธันว์ไม่ต้องพูดถึง เขาห่วงงานเพราะมีประชุมแต่เช้า” ผู้เป็นน้องสาวตอบคำถามซะยาวยืด
“ถึงพี่ไม่พาคุณเมไป คุณแม่ก็หาเรื่องโกรธพี่ได้ตลอดอยู่แล้ว” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่ถูกใจผู้เป็นมารดาสักอย่าง
“อย่าว่าแต่พี่เลย แล้วเราล่ะพาใครไปด้วย เพื่อนธารคนนี้พี่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ” อธินเอ่ยถามแล้วจ้องหน้าน้องสาวอย่างต้องการคำตอบ
“ธารรู้จักคุณอรรถตอนที่บินไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว” ตอบพลางหลบตาพี่ชาย
“เพิ่งรู้จักกันเหรอ”
“แต่คุณอรรถเขาเป็นคนดีนะคะ” ธารวารินทร์รีบบอกทั้งๆ ที่ผู้เป็นพี่ชายยังไม่ได้ว่าอะไร
“พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะถ้าน้องสาวพี่จะมีความรัก แต่พี่อยากให้ดูให้ดีก่อนตัดสินใจ พี่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างไม่น่าไว้ใจ” อธินกล่าวเตือนอย่างเป็นห่วงพลางนึกถึงแววตาของอรรถพลยามที่มองเมษิตาในงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้
“ทำไมพี่ธินถึงคิดว่าคุณอรรถเป็นคนไม่ดี พี่ธินยังไม่รู้จักเขาดีเลย ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเองก่อนสิคะ”
“ยังไม่ทันไรก็เข้าข้างเขาซะขนาดนี้แล้วเหรอน้องสาวพี่” อธินหยอกล้อน้องสาวด้วยรอยยิ้มหากแต่แววตานั้นฉายแววกังวลและเป็นห่วงอยู่มาก หากน้องสาวยืนยันจะรักผู้ชายคนนี้ เขาคงต้องหาทางตรวจสอบคุณสมบัติของว่าที่น้องเขยผู้ไม่น่าไว้วางใจคนนี้เสียแล้ว
“พี่ไปนอนพักสักงีบก่อนนะ ขับรถมาเมื่อยหลังจะแย่” อธินกล่าวพลางยกกำปั้นขึ้นทุบบริเวณบั้นเอวของตนเองเบาๆ แล้วลุกเดินออกจากโต๊ะไป
“อย่านอนเพลินจนลืมไปรับดาไปทานข้าวเย็นนี้นะคะ” น้องสาวตะโกนไล่หลังพี่ชายไปติดๆ
อธินได้ยินประโยคนั้นเต็มสองหูหากแต่คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดจึงได้แต่ระบายลมหายใจออกมายาวๆ อย่างอ่อนใจแล้วก้าวเดินต่อไป
นวินดาในชุดแซ็กแขนกุดสีชมพูหวานความยาวเสมอเข่าเยื้องย่างลงมาจากชั้นบนในเวลาบ่ายอ่อนๆ เมื่อนายสมบัติซึ่งนั่งรับประทานของว่างอยู่ที่กลางห้องหันไปเห็นบุตรสาวจึงร้องเรียกทันที
“มาทานของว่างกับพ่อก่อน”
หญิงสาวชะงักเท้าเมื่อเห็นว่าแพรวพรรณแม่เลี้ยงสาวนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับบิดาของเธอด้วย แม้ว่าแพรวพรรณจะไม่ได้ทำตัวเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างในละครหลังข่าวแต่นวินดาก็รับรู้ได้ว่าแพรวพรรณไม่ค่อยชอบหน้าเธอ
ตลอดระยะเวลาที่นวิดาอยู่ต่างประเทศเธอไม่เคยรับรู้เลยว่านายสมบัติได้แต่งงานใหม่กับแพรวพรรณจนกระทั่งเธอเดินทางกลับมาเมืองไทย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่พอใจที่ผู้เป็นบิดาแต่งงานใหม่โดยไม่บอกกล่าวหากแต่เธอก็รักและเคารพผู้ให้กำเนิดเกินกว่าจะต่อว่าต่อขานใดๆ ได้ สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดในฐานะลูกกตัญญูคนหนึ่งคือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยดุษฎี
นวิดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปนั่งด้านข้างผู้เป็นบิดาพร้อมกันกับที่สาวใช้วัยสามสิบตอนปลายจัดจานและช้อนส้อมมาวางไว้ให้อีกชุดหนึ่งอย่างรู้หน้าที่
“เป็นยังไงบ้างคะคุณดา ปรับตัวเข้ากับเวลาเมืองไทยได้หรือยังคะ” แพรวพรรณแม่เลี้ยงสาวถามอย่างใส่จริต
นวินดายิ้มอย่างอ่อนหวานก่อนตอบอย่างไว้มารยาทว่า “ไม่มีปัญหาค่ะ ดาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีเสมอ ขอบคุณคุณแพรวมากนะคะที่เป็นห่วง”
แพรวพรรณเข้าใจในทันทีว่าลูกเลี้ยงสาวตั้งใจประชดเธอแต่เธอก็มีสติพอที่จะซ่อนอาการไม่พอใจเอาไว้ยามอยู่ต่อหน้านายสมบัติ ‘เห็นหน้าสวยๆ ยิ้มหวานๆ อย่างนี้ร้ายไม่ใช่เล่นนะนังดา’
“เย็นนี้อธินจะมารับไปทานข้าวเย็น เตรียมตัวไว้ด้วย” ผู้เป็นบิดากล่าวขึ้นมาหน้าตาเฉย
“อะไรกันคะคุณพ่อ” นวินดาร้องถามอย่างงุนงงผิดกับแพรวพรรณที่ตาลุกวาวทันทีที่รู้ว่าอธินจะมาที่บ้านเย็นนี้เพราะนี่จะเป็นโอกาสที่เธอจะได้ใกล้ชิดกับอธินอีกครั้ง แพรวพรรณมั่นใจเหลือเกินว่าเธอจะสามารถจุดถ่านไฟเก่าระหว่างเธอและเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้
“พ่อตกลงกับคุณหญิงนลินีไว้แล้วว่าเย็นนี้จะให้อธินมารับดาไปทานอาหารเย็นนอกบ้าน เราอยากให้ลูกทั้งสองรู้จักกันมากกว่านี้”
“ทำไมคุณพ่อไม่ถามดาก่อน ว่าอยากจะไปหรือเปล่า” บุตรสาวทำเสียงกระเง้ากระงอด
“พ่อเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ทำตามที่พ่อบอกแล้วทุกอย่างจะดีเอง” นายสมบัติกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางเอามือลูบเส้นผมดำขลับที่ยาวเลยกลางหลังของบตุรสาวคนเดียวอย่างรักใคร่ หากแต่ผู้ฟังรู้ดีว่านี่คือการออกคำสั่งและเป็นคำสั่งที่เธอต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
คุณหญิงนลินีเปิดประตูห้องนอนของอธินเข้าไปอย่างถือสิทธิใน ความเป็นมารดาโดยไม่เคาะประตูส่งสัญญาณให้เจ้าของห้องรู้ตัวก่อน สตรีสูงวัยเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงของบุตรชายแล้วเบนสายตาไปที่นาฬิกาเรือนเล็กบนโต๊ะข้างหัวเตียงซึ่งบอกเวลาบ่ายสี่โมงเย็น จากนั้นจึงเบนสายตากลับมาที่ชายหนุ่มเจ้าของห้องซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขอยู่ในห้วงนิทรา
“ธินตื่นได้แล้ว ได้เวลาไปรับหนูดาแล้ว”
คนถูกปลุกยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง คนปลุกจึงเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีกระดับหนึ่งพร้อมๆ กันกับอุณหภูมิความร้อนของอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นอีกระดับเช่นกัน “ธินตื่นได้แล้ว จะตื่นดีๆ หรือจะให้แม่ใช้กำลังฮ่ะ”
ผู้หลับใหลยังคงนอนนิ่งอยู่ดังเดิม คราวนี้คุณหญิงนลินีไม่เพียงพูดแต่ปากหากแต่พูดพร้อมกระชากผ้าห่มผืนหนาที่บุตรชายห่มอยู่ออกอย่างแรงและใช้ฝ่ามือตบไปที่ต้นแขนของเขาอย่างแรง “จะไม่ยอมตื่นดีๆ ใช่มั้ย”
“อะไรกันครับคุณแม่” อธินหรี่ตาถามด้วยอาการงัวเงีย “ผมไม่ใช่ๆ เด็กๆ ที่คุณแม่ต้องมาปลุกไปโรงเรียนแต่เช้าแล้วนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวทั้งที่ยังนอนอยู่ในท่าเดิม
“แกก็เป็นซะอย่างนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่โดนตีก็ไม่ยอมตื่น ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว ใกล้เวลาที่ต้องไปรับหนูดาไปทานข้าวเย็นแล้วนะ มัวโอ้เอ้เดี๋ยวน้องจะรอนาน นัดแรกไปสายไม่ดีนะ” ผู้เป็นมารดาบ่นยืดยาวพลางเข้าไปฉุดบุตรชายตัวโตออกจากเตียงนอนหลังใหญ่
ชายหนุ่มนึกสนุกอยากแกล้งมารดาจึงแกล้งฝืนตัวไว้ เมื่อฉุดอธินออกจากเตียงไม่ได้คุณหญิงนลินีก็โมโหขึ้นมาอีกครั้งจึงตีเขาซ้ำลงไปที่เดิมอีกหนึ่งทีด้วยน้ำหนักมือที่แรงขึ้นกว่าครั้งแรก
“จะลุกมั้ยเจ้าเด็กดื้อ ดื้อตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อไหร่แกจะหายดื้อสักที” คุณหญิงนลินีดุบุตรชายเสียงดังลั่นห้อง
“โอเคครับ โอเค ผมยอมแล้วคร้าบ คุณหญิงแม่ที่รัก” อธินหยอกเย้าผู้เป็นมารดาก่อนจะรีบวิ่งหนีฝ่ามือพิฆาตที่กำลังจะมาถึงตัวเป็นครั้งที่สาม
คุณหญิงนลินีมองบุตรชายวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
แพรวพรรณรีบวิ่งไปเกาะขอบหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปมองด้านนอกทันทีที่ได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านและเมื่อเห็นว่าเจ้าของรถยุโรปคันหรูนั้นคืออธิน ชายหนุ่มผู้ซึ่งเธอเฝ้ารอการมาของเขาตลอดทั้งบ่าย กลีบปากบางได้รูปที่ถูกเคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีแดงก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้มอย่างสมใจก่อนจะก้าวเท้าออกไปต้อนรับเขาอย่างระริกระรี้
“สวัสดีค่ะธิน” แพรวพรรณโปรยยิ้มที่คิดว่าสวยที่สุดเข้าใส่ผู้มาเยือน
“แพรว” ชายหนุ่มเอ่ยชื่อหญิงสาวผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเคยรักออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านี้ เขาคิดอยู่แล้วว่าจะต้องเจอเธอที่นี่แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในบ้านหลังนี้
“มารับคุณดาเหรอคะ” แพรวพรรณถามพลางชม้ายชายตา
“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับแต่เพียงสั้นๆ แล้วมองผ่านหญิงสาวตรงหน้าเข้าไปภายในตัวบ้านเพื่อมองหาหญิงสาวอีกคนที่ถูกกล่าวถึง
“ธินเข้าไปนั่งรอข้างในก่อนดีกว่า” แพรวพรรณไม่เพียงพูดแต่ปากหากแต่ยังก้าวเข้ามาแตะแขนชายหนุ่มอย่างแนบสนิทดังเช่นที่เคยทำสมัยยังคบหากันอยู่อีกด้วย
อธินชักแขนตัวออกจากการเกาะเกี่ยวด้วยตระหนักดีกว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งในเวลานี้เขาไม่ได้มีความรู้สึกรักเธอเหมือนอดีตอีกแล้ว “ถ้าคุณสมบัติมาเห็นภรรยาของเขาจับมือถือแขนผมอย่างนี้ มีหวังผมคงถูกตะเพิดออกจากบ้านไม่ทันแน่ๆ” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริงเพื่อเน้นย้ำสถานะของอดีตคนรักว่าในปัจจุบันนี้เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำแบบนี้ได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นผลให้คนฟังถึงกับชักสีหน้าเซ็งในอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นไม่กี่วินาทีแพรวพรรณก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินนำอธินเข้าไปนั่งรอนวินดาภายในบ้าน
“มาแล้วเหรอ” นายสมบัติร้องทักทันทีที่เห็นชายหนุ่มเดินเข้ามายังห้องรับแขก
“สวัสดีครับคุณลุง” อธินกล่าวทักทายพร้อมยกมือไหว้ผู้อาวุโส
แพรวพรรณรีบผละออกห่างจากอธินแล้วเดินเข้าไปหาสามีวัยปลายคนที่นั่งอยู่ที่โซฟารับแขกพร้อมหันไปสั่งสาวใช้ที่ยกน้ำมาเสิร์ฟให้แก่อธินว่า “แป๋ว ไปเรียนคุณดานะว่าคุณอธินมาแล้ว ให้คุณดาเธอรีบลงมาได้แล้ว” สาวใช้รับคำแล้วรีบรุดไปปฏิบัติตามคำสั่งคุณผู้หญิงของบ้านทันที
“มาตรงเวลาดีนี่” นายสมบัติยิ้มพอใจ
“ผมไม่อยากให้ดารอนาน” ชายหนุ่มเลือกคำตอบที่คิดว่าเหมาะที่สุดแทนที่จะตอบไปตามความจริงว่าที่ต้องรีบมานั้นเป็นเพราะคุณหญิงนลินีไปขุดเขาออกจากเตียงและเร่งให้เขาออกมารับนวินดาให้ตรงเวลา มิเช่นนั้นเขาคงยังมีความสุขอยู่กับการหลับใหลในห้องนอนที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำอยู่เป็นแน่
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







