เข้าสู่ระบบ“ว้าย! ผู้ชายคนนั้นมาพักที่นี่หรือแก หล่อลากไส้เลยว่ะ เห็นแล้วเปรี้ยวปาก” พนักงานเสิร์ฟกะเทยคนหนึ่งเดินถือถาดถ้วยกาแฟที่เตรียมจะไปเสิร์ฟให้แขกปรี่เข้ามาที่เคาน์เตอร์ทันทีที่อธินเดินจากไป
“เขามาหาเพื่อน แต่เพื่อนเขาเช็คเอาท์ออกไปแล้วก็เลยฝากเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ฉันโทรไปบอกเพื่อนเขา”
พนักงานเสิร์ฟกะเทยตาลุกวาวแล้วรีบคว้ากระดาษโน้ตที่จดเบอร์โทรศัพท์ของอธินไปจากมือของเพื่อนสาวทันที
“นังนี่! อยากโดนไล่ออกหรือไง ผู้จัดการสั่งแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้วุ่นวายกับแขก” เพื่อนสาวดุพร้อมกระชากกระดาษโน้ตนั้นคืนกลับไป
“ก็ไม่ได้จะวุ่นวายอะไรนี่ ก็แค่ขอดูเบอร์เฉยๆ”
“ฉันรู้ทันแกหรอกน่า”
สาวแท้และสาวเทียมยื้อแย่งกระดาษโน้ตใบเล็กกันเป็นพัลวันแล้วจู่ๆ ถาดกาแฟก็คว่ำลงราดรดกระดาษนั้นจนเละเทะ พนักงานต้อนรับสาวรีบหันไปคว้าทิชชู่ใกล้มือมาซับกาแฟออกทันทีแต่กระดาษใบน้อยก็บอบบางเกินกว่าจะทานทน มันจึงเปื่อยยุ่ย มิหนำซ้ำชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของอธินที่จดไว้ก็เลือนจนมองไม่ออกว่าเป็นตัวเลขอะไรบ้าง
พนักงานทั้งสองก้มลงมองกระดาษเละๆ ใบนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากันพร้อมกับทำหน้าเหวอด้วยกันทั้งคู่!?
“เมจำได้มั้ยว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง”
นันทลีถามเมื่อขับรถออกจากรีสอร์ตได้พักใหญ่ คนถูกถามส่ายหน้าแล้วเอียงตัวหันหน้าเข้าหาคนถามซึ่งกำลังขับรถอยู่พร้อมจ้องหน้าเพื่อนรักอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง
เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของเพื่อนรัก เมษิตาก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้สิ้นใจด้วยความอับอายที่เผลอเมามายและทำตัวอ่อนแอให้ชายแปลกหน้าเห็น แต่เพียงครู่เดียวหญิงสาวก็เปลี่ยนอารมณ์มาเป็นโวยวายเสียงดังลั่นรถแทนเมื่อนึกถึงของสำคัญขึ้นมาได้
“แล้วสร้อยเมล่ะ เขาฝากไว้ที่ลีหรือเปล่า!?”
“เปล่า ลีนึกว่าเขาคืนให้เมแล้วซะอีก”
“ยังไม่ได้คืน คนไม่รักษาสัญญา หาความจริงใจไม่ได้เลย” เมษิตาเข่นเขี้ยวอย่างแค้นเคือง
“เขาคงลืมมั้ง เพราะเมื่อคืนตอนที่มาส่งเมก็ดึกมากแล้วด้วย” นันทลีพยามหาเหตุผลเพื่อทำให้เพื่อนรักใจเย็นลงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
เมษิตาหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อจะโทร. ไปถามที่รีสอร์ตว่าอธินได้นำสร้อยคอมามาฝากคืนให้เธอหรือเปล่า อย่างน้อยเธอก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่าถ้าเขาลืมจริง เช้านี้เขาก็ต้องมาหาเธอที่รีสอร์ตเพื่อจะเอาสร้อยมาคืนให้ แต่แล้วเมษิตาก็ต้องหัวเสียหนักเข้าไปอีกเมื่อเธอหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดขึ้นมาแล้วพบว่าโทรศัพท์แบตหมด
“แบตหมด อะไรกันเนี่ย!” หญิงสาวกระแทกโทรศัพท์ลงกับหน้าตักของตัวเองอย่างหงุดหงิด
“ใจเย็นนะเม เอาโทรศัพท์ลีไปโทร. ก็ได้” นันทลีกล่าวกับเพื่อนรักพลางยื่นโทรศัพท์มือถือของตนให้
“เมจำเบอร์รีสอร์ตไม่ได้ เมเมมฯ ไว้ในเครื่อง” เมษิตาบ่นอุบอิบ
“ดูในใบเสร็จรับเงินที่เช็คเอาท์มาเมื่อกี้นี้ซิ น่าจะมีเบอร์อยู่นะ”
เมษิตาหยิบใบเสร็จรับเงินขึ้นมาดูซึ่งมีหมายเลขโทรศัพท์ของรีสอร์ตอยู่ด้านบนสุดจริงๆ จากนั้นหญิงสาวเจ้าอารมณ์จึงกดโทรศัพท์โทร. ออกไปยังหมายเลขของแผนกต้อนรับส่วนหน้าของรีสอร์ตทันที เมื่อได้ยินปลายสายตอบรับเมษิตาก็กรอกเสียงที่พยายามปรับให้เป็นปกติที่สุดลงไปเพราะไม่อยากพาลอารมณ์เสียใส่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“ฉันชื่อเมษิตานะคะ เพิ่งเช็คเอาท์ออกจากบ้านพักเลขที่ C18 เมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาแต่ลืมไปว่าต้องรอของสำคัญจากเพื่อนก่อน ไม่ทราบว่ามีใครมาหาฉันหรือเอาอะไรมาฝากไว้ให้บ้างมั้ยคะ”
“เอ่อ ไม่มีเลยค่ะ” เสียงปลายสายอึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบปฏิเสธ ก็จะให้พนักงานต้อนรับรายนี้ตอบไปตรงๆ ได้อย่างไรว่ามีชายหนุ่มมาหาเมษิตาและฝากเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อกลับไว้ให้แต่เธอและเพื่อนกะเทยของเธอกลับทำเบอร์โทรศัพท์ของชายหนุ่มผู้นั้นเปียกกาแฟจนเละเทะอ่านไม่อออกไปเสียแล้ว
“แน่ใจเหรอคะ เขาฝากไว้กับพนักงานคนอื่นหรือเปล่า ยังไงช่วยถามให้หน่อยนะคะ เพราะของที่เขาจะเอามาให้มันสำคัญกับฉันมาก” เมษิตาไม่ละความพยายามลงง่ายๆ
“รอสักครู่นะคะ” พนักงานต้อนรับสาวทิ้งจังหวะไว้สักครู่โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบกับพนักงานคนอื่นอย่างที่บอกออกไปเพราะอะไรเป็นอะไรพนักงานรายนี้รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว หากแต่เธอต้องทำทีเป็นตามใจลูกค้าเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจจนเรื่องราวลุกลามใหญ่โตจนถึงขั้นมีการตรวจสอบ หากเป็นเช่นนั้นตัวเธอเองก็จะเดือดร้อนได้
“ตรวจสอบให้อย่างละเอียดแล้ว ไม่มีจริงๆ ค่ะ” พนักงานต้อนรับยืนยันผ่านสายโทรศัพท์อย่างหนักแน่นแต่ก็แอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าคนต้นสายจะจับพิรุธได้
เมษิตาไม่รู้จะทำอย่างไรได้อีกแล้วจึงกดตัดสัญญาณโทรศัพท์แล้วกล่าวอย่างขุ่นเคืองเต็มที่
“อย่านึกนะว่าฉันจะตามหานายไม่เจอ นายอธิน คนไม่รักษาคำพูด” เมษิตานึกเกลียดอธินขึ้นมาอย่างจับขั้วหัวใจกับการไม่รักษาสัญญาของเขา
“แล้วเมรู้เหรอว่าบ้านคุณธินอยู่ที่ไหน” นันทลีสงสัย
“ก็พอจะเดาได้” ผู้พูดมีประกายตามุ่งมั่นและมั่นใจว่าเธอจะสารถตามหาเขาพบได้ไม่ยากเพราะคนใกล้ชิดชายหนุ่มเช่น คุณหญิงนลินีหรือนวินดาก็ล้วนเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคมการจะแกะรอยตามหาอธินคงไม่ใช่เรื่องยากหากเริ่มต้นจากบุคคลเหล่านี้
อธินขับรถออกจากหัวหินตรงเข้ากรุงเทพฯ เพียงลำพังหลังจากที่ไปหาเมษิตาที่รีสอร์ตแล้วไม่พบ ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงกรุงเทพฯ หากแต่เขายังไม่อยากเข้าบ้านจึงแวะไปที่สตูดิโอถ่ายภาพของตนเองก่อน เมื่อไปถึงสตูดิโอเขาก็เดินตรงดิ่งไปยังห้องทำงานที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในโดยไม่ใส่ใจทักทายลูกน้องสองสามคนที่นั่งทำงานกันอยู่ด้านหน้าซึ่งผิดไปจากทุกครั้งที่ชายหนุ่มจะต้องทักทายหยอกล้อกับลูกน้องอย่างเป็นกันเองทุกครั้งที่เขาเข้าสตูดิโอ
ห้องทำงานของอธินเป็นห้องขนาดกลางมีโต๊ะทำงานสองตัวตั้งอยู่คนละมุม ตัวหนึ่งเป็นโต๊ะทำงานของเขาเองและอีกตัวหนึ่งเป็นของปราบดาหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งของสตูดิโออัลตร้าแห่งนี้
“มาแล้วเหรอเพื่อน” ปราบดาซึ่งนั่งจดจ่อยู่กับงานในจอคอมพิวเตอร์ร้องทักขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน
“เออ” อธินตอบรับด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แล้วกระแทกตัวลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างเซ็งในอารมณ์
“เป็นอะไร ฟังเสียงไม่ค่อยดีเลย”
“หลายเรื่อง จะให้เล่าเรื่องไหนก่อนล่ะ”
“เล่ามาทีละเรื่อง” ปราบดาพูดทั้งที่ไม่ละสายตาจากงาน
“แม่กูมัดมือชก นัดคุณดาให้กูพาไปกินข้าวเย็นนี้”
ปราบดาเงยหน้าออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วพูดว่า “มีนัดกินข้าวกับสาวสวยขนาดนั้น มึงยังจะมาทำหน้าเหมือนหมาโดนบังคับให้กินข้าวบูดแบบนี้อีกเหรอวะ ถ้าเป็นกูนะคงไม่รอให้ถึงเย็นหรอก จะรีบไปหาคุณดาซะเดี๋ยวนี้เลย” ปราบดาว่าพลางหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“ถ้าไปในฐานะเพื่อนหรือคนรู้จักมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่มึงก็รู้ว่าแม่กูต้องการอะไร ขนาดแม่กูเห็นว่ากูมีแฟนแล้วยังไม่ยอมรามือง่ายๆ เลย” อธินพูดอย่างเหนื่อยใจเต็มทน
ปราบดาหัวเราะลั่นห้องทันทีเมื่อสิ้นประโยคของอธิน ทั้งสองคบตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัยและจนกระทั่งมาร่วมหุ้นเปิดสตูดิโอด้วยกันในขณะนี้ ไส้กี่ขดต่อกี่ขดทั้งสองก็เห็นของกันและกันมาจนหมดสิ้น ดังนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่อธินจะแอบไปมีแฟนโดยที่เขาไม่ระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน
“ขำอะไรของมึงวะ” อธินนึกฉุน
“มึงนึกว่าแผนตื้นๆ ของมึงจะหลอกแม่มึงได้เหรอวะ แม้แต่กูยังไม่เชื่อเลยว่าคุณเมเป็นแฟนมึงจริงๆ” ปราบดาพูดพลางเดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนสนิทแล้วยิ้มกริ่ม “บอกมาซะดีๆ ว่าคุณเมเป็นใคร มาจากไหน สาวสวยขนาดนั้นทำไมกูไม่เคยรู้จักมาก่อน”
“คนที่กูอยากให้เชื่อไม่ใช่แม่หรือมึง แต่เป็นดา”
อธินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของปราบดาเพราะไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่มันก็ไม่ใช่สาระสำคัญ คนสำคัญที่เขาอยากให้เชื่อคือนวินดาเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเขาต้องการให้เธอเป็นฝ่ายปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้เพื่อทุกอย่างจะได้จบลงอย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้อธินยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรให้หญิงสาวหัวอ่อนอย่างนวินดาลุกขึ้นมาขัดใจบิดาจอมบงการอย่างนายสมบัติ
“มึงก็ทำตัวให้เลวสุดๆ สิ คุณดาจะได้เกลียดมึง ไม่มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนที่ชอบชายเลวๆ หรอก กูเห็นในละครชอบใช้มุกนี้กัน” ปราบดาเสนอทางออกแบบสิ้นคิดให้เพื่อนรัก
“คนอย่างกูไม่เคยหยาบคายกับผู้หญิง” ปากปฏิเสธหากแต่แววตากลับมีประกายความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“นอกจากเรื่องคุณดาแล้วยังมีเรื่องอะไรอีก” ปราบดาถามถึงเรื่องต่อไป
“แม่กูจะให้เลิกทำงานถ่ายภาพ เลิกทำสตูดิโอแล้วให้ไปช่วยงานที่บริษัท ต่อไปมึงคงต้องทำคนเดียวแล้วนะ” อธินพูดพลางระบายลมหายใจออกมาอย่างอ่อนล้าเต็มทน
“เมื่อไหร่” ปราบดาถามเสียงนิ่งเรียบโดยไม่มีอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เขารู้ดีอยู่แล้วว่าคุณหญิงนลินีอนุญาตให้อธินทำงานตามความฝันของเขาเพียงแค่สามปีเท่านั้น เมื่อครบกำหนดอธินต้องกลับไปช่วยบริหารกิจการของครอบครัว
“อีกสามเดือน”
“งั้นก็ถ่ายแฟชั่นเครื่องเพชรเซ็ตนี้เป็นงานส่งท้ายก็แล้วกันนะเพื่อน” ปราบดากล่าวหน้าตาเฉย
“ไอ้บ้า! รับงานถ่ายแบบเครื่องเพชรทำไมไม่ถามกูก่อน มึงก็รู้ว่างานแบบนี้กูไม่ชอบ” อธินโวยวายทันทีที่ได้ยินว่าเพื่อนรักรับงานที่เขาเกลียดโดยไม่ถามความสมัครใจของเขาก่อน
“งานนี้ขัดไม่ได้จริงๆ เพราะเจ้าของงานเป็นเพื่อนกับแม่กู แม่ขอร้องให้ช่วย อีกอย่างเจ้าของงานเขาก็ชื่นชอบฝีมือการถ่ายภาพของมึงมาก ขอร้องเถอะนะเพื่อน ถือว่าเห็นแก่หน้าแม่กูสักครั้ง” ปราบดาอ้อนวอน
“รับก็รับวะ เห็นแก่แม่มึงหรอกนะ แล้วส่งรายละเอียดงานมาให้กูดูด้วยก็แล้วกัน” อธินตอบรับอย่างจำยอมแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่บอกกล่าว
“จะไปไหน” ปราบดาร้องถาม
“กลับบ้าน” อธินตะโกนตอบโดยไม่หันกลับไปมองคนถามแล้วเดินตัวปลิวออกจากห้องไป
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







