LOGINประตูห้องนอนไม้สักสลักลายอย่างประณีตของนวินดาถูกเคาะเบาๆ สองถึงสามครั้งเพื่อเป็นเป็นสัญญาณแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของห้องทราบว่ามีบุคคลภายนอกต้องการเข้าไปด้านใน
“เข้ามาได้จ้ะ ประตูไม่ได้ล็อค”
บานประตูหนาถูกเปิดออกทันทีที่เสียงเล็กหวานกล่าวอนุญาต “คุณผู้หญิงให้มาเรียนคุณดาว่าคุณอธินมาแล้วค่ะ”
“ไปบอกคุณพ่อกับคุณแพรวนะว่าอีกสักครู่ดาจะลงไป”
“ค่ะ” สาวใช้ซึ่งค้อมตัวอยู่ใกล้เจ้านายสาวรับคำแล้วเดินออกจากห้องไป
นวินดาลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้า ใบหน้าและทรงผมอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนจะลงไปพบอธินที่ด้านล่าง ในยามนี้ดวงตาคู่ที่เคยหวานนั้นกลับท่วมท้นไปด้วยความหม่นหมองอย่างปิดไม่มิด
“ถ้าพี่ธินไม่ได้มีคุณเมอยู่แล้ว ดาคงไม่ลำบากใจแบบนี้” หญิงสาวพึมพำเบาๆ
เมื่อลงมายังชั้นล่างนวินดาก็ตรงเข้าไปกล่าวทักทายอธินที่นั่งคอยอยู่ที่ห้องรับแขก พร้อมหน้ากับนายสมบัติและแพรวพรรณแต่ยังมิทันจะได้ทักทายอะไรกันมากมายนักผู้เป็นบิดาก็รีบไล่สองหนุ่มสาวให้ออกจากบ้านด้วยเกรงว่ารถจะติด แพรวพรรณมองอธินและนวินดาเดินเคียงกันไปด้วยดวงตาที่ลุกโชนด้วยไฟริษยา
อธินขับรถออกจากคฤหาสน์หรูของนวินดาได้ครู่ใหญ่ แต่ยังไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะพาหญิงสาวไปรับประทานอาหารเย็นที่ไหนดี เขาจึงเอ่ยปากถามเผื่อว่าเธอจะมีร้านที่อยากไปอยู่ในใจบ้างแล้ว
“ดาอยากไปไหนเป็นพิเศษมั้ยครับ”
“ไม่ค่ะ” หญิงสาวตอบแต่เพียงสั้นๆ แล้วนิ่งเงียบ
“ดูเหมือนดาไม่ค่อยอยากคุยกับพี่เท่าไหร่” อธินพูดโพล่งออกมาอย่างที่คนฟังเองก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะถามพูดตรงๆ เช่นนี้
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ดาแค่ไม่ชินกับการที่ต้องไปดินเนอร์กับแฟนคนอื่น” นวินดาตอบด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจอยู่ในที
ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ อย่างพอใจกับท่าทีที่นวินดาแสดงออกมา เขาต้องหาทางทำให้หญิงสาวไม่พอใจให้มากกว่านี้ มากจนกระทั่งเธอทนไม่ไหวและเป็นฝ่ายปฏิเสธการจับคู่ในครั้งนี้ให้ได้
“คุณเมคงไม่ชอบใจเท่าไหร่ที่ดามากับพี่ธิน” หญิงสาวยังคงพูดต่อ
“นั่นซินะ คุณเมยิ่งเป็นคนขี้หึงอยู่ด้วย” ชายหนุ่มไหลตามน้ำทันที
นวินดาหน้าสลดลงทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ “ดาทราบว่าเรื่องวันนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่จัดการให้โดยที่เราสองคนต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ แต่ดาไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ ธินถึงยอมมากับดา”
“แล้วทำไมดาถึงยอมมากับพี่” ชายหนุ่มไม่ตอบแต่กลับย้อนถามด้วยคำถามเดียวกันซึ่งอีกฝ่ายก็ยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบายเช่นกัน
“พี่ธินไม่กลัวคุณเมเธอจะเข้าใจผิดเหรอคะ” นวินดาอดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงเมษิตา เพราะถึงอย่างไรชายหนุ่มที่เธอมาด้วยในวันนี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของผู้หญิงอีกคนซึ่งเธอจะละเลยไม่ใส่ใจความรู้สึกของเธอคนนั้นไปไม่ได้
“คุณเมเข้าใจเรื่องระหว่างเราดี” ชายหนุ่มกล่าวพลางพยายามนึกหาความมีเหตุผลจากหญิงสาวผู้ที่ถูกกล่าวถึงแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“อีกอย่างดาเป็นเพื่อนธารก็เหมือนเป็นน้องสาวของพี่ แล้วทำไมพี่จะไปทานข้าวกับน้องสาวไม่ได้” น้ำเสียงของอธินค่อนไปทางเอ็นดูมากกว่าไปในทางชู้สาวจนคนฟังรู้สึกได้
นวิดาหน้าเจื่อนไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘น้องสาว’ จากปากของอธิน หากแต่เธอก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้รวดเร็วจนคนที่กำลังมีสมาธิอยู่กับการขับรถไม่ทันสังเกต
“ว่าแต่เราจะทานอะไรกันดีครับ” ชายหนุ่มถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเริ่มขับรถมาไกลอย่างไร้จุดหมาย
“ดาทานอะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่พี่ธิน”
อธินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ถ้าอย่างนั้นพี่จะพาดาไปทานก๋วยเตี๋ยวคุณชายก็แล้วกัน ร้านนี้เป็นร้านประจำของพี่ เวลาทำงานดึกๆ ก่อนเข้าบ้านพี่ก็แวะฝากท้องที่ร้านนี้”
“ก๋วยเตี๋ยวคุณชาย ชื่อฟังดูไฮโซจังเลยนะคะ”
“ไฮโซหรือเปล่า เดี๋ยวก็รู้ครับ” ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
อธินขับรถมาถึงบริเวณด้านข้างอาคารหรูแห่งหนึ่งแล้วถอยรถเข้าจอดอย่างคุ้นเคย
“ถึงแล้วครับ” เขาหันไปบอก หญิงสาวที่นั่งมาด้วยกัน จากนั้นจึงเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปยืนบิดซ้ายบิดขวาเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ เมื่อเห็นว่านวินดายังไม่ยอมตามลงมาเขาจึงเปิดประตูรถด้านที่ตัวเองยืนอยู่แล้วก้มหน้าเข้าไปเรียก “ถึงแล้วครับดา ลงมาได้แล้ว”
นวินดางุนงงที่อธินไม่เดินมาเปิดประตูรถให้เธออย่างที่สุภาพบุรุษพึงกระทำต่อหญิงสาวที่ตนพามาออกเดตด้วย ซึ่งผิดจากชายหนุ่มทุกคนที่เคยปฏิบัติต่อเธอ แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็ยังคงซ่อนอาการนั้นไว้ได้อย่างดีแล้วเปิดประตูรถออกมาด้วยตัวเอง
“ร้านนี้เหรอคะ” นวินดาถามพลางแหงนหน้ามองอาคารสูงสี่ชั้นที่ตกแต่งสไตล์ยุโรปซึ่งขัดกับชื่อก๋วยเตี๋ยวคุณชายที่อธินบอกอย่างยิ่ง
“ไม่ใช่ครับ ร้านที่พี่จะพาดาไปอยู่ฝั่งโน้น แต่ที่นั่นไม่มีที่จอดรถเราเลยต้องจอดรถไว้ที่นี่แล้วเดินข้ามถนนไป” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับชี้มือไปยังอีกฝั่งของถนน
“ร้านอาหารอะไรกันคะทำไมถึงไม่มีที่จอดรถ” หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้
อธินเพียงแค่ยิ้มแล้วพยักหน้าบอกให้นวินดาเดินตามเขาไปแทนการตอบคำถาม ชายหนุ่มร่างสูงเดินนำหญิงสาวข้ามไปยังอีกฟากของถนนแล้วพาเดินเลาะไปตามทางเดินเท้าแคบๆ ที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนซึ่งบางช่วงอิฐก็หลุดออกจนเป็นหลุมลึกจนทำให้หญิงสาวผู้สวมรองเท้าส้นสูงเกือบสามนิ้วต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทุกย่างก้าว ร่างสูงที่เดินนำหน้าหันมามองผู้อยู่เบื้องหลังที่กำลังเดินตามเขาด้วยความทุลักทุเลแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหนึ่งว่าเขากำลังแกล้งเธอมากเกินไปหรือไม่
“ถึงแล้วครับร้านก๋วยเตี๋ยวคุณชาย” อธินบอกเมื่อเดินมาสุดทางพลางหันไปมองหญิงสาวเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเธอ
นวินดากวาดตามองไปทั่วบริเวณลานกว้างซึ่งมีรถเข็นขายอาหารนานาชนิดตั้งอยู่อย่างแออัดและหยุดสายสายตาไว้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชายสี่บะหมี่เกี๊ยวที่อธินชี้ให้ดู ร้านนี้เป็นเพียงร้านรถเข็นที่มีโต๊ะสังกะสีเก่าๆ ตั้งอยู่เพียงสี่ถึงห้าโต๊ะเท่านั้น
“เนี่ยเหรอคะก๋วยเตี๋ยวคุณชายที่พี่ธินบอก” หญิงสาวทำหน้าเจื่อนแล้วหลุดปากถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าอธินจะพาเธอมาสถานที่แบบนี้
“ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวยังไงล่ะครับ” อธินตอบรับพลางดึงมือหญิงสาวไปนั่งที่โต๊ะริมสุดที่ว่างอยู่ ซึ่งคนถูกดึงก็เดินตามไปอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนัก
“เราจะทานที่นี่จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวถามย้ำอีกครั้งเผื่อว่าคนที่พาเธอมาจะเปลี่ยนใจ
“ดาทานไม่ได้เหรอ” อธินจงใจถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคุณหนูอย่างนวินดาคงจะไม่เคยชินกับสถานที่แบบนี้แน่นอน
“เอ่อ ได้ค่ะ ดาทานได้” นวินดาก้มหน้าซ่อนรอยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ด้วยความน้อยใจที่เดตแรกของเธอกับอธินไม่ได้สวยหรูอย่างที่เธอวาดหวัง
จากความคิดแรกที่อธินอยากแกล้งให้นวินดาไม่พอใจในตัวเขาแต่เมื่อสังเกตเห็นอาการของหญิงสาวเขาก็อดที่จะสงสารและรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ การนั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างถนนคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทั่วไปแต่สำหรับนวินดาผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณหนูทุกกระเบียดนิ้วคงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ในเมื่อเหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้วเขาคงต้องปล่อยให้มันดำเนินต่อไปจนจบ
เมษิตาขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อนหลังจากที่แวะส่งนันทลีที่คอนโดมิเนียมกลางกรุงเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าถนนสายที่หญิงสาวกำลังขับรถเคลื่อนผ่านอยู่นี้จะไม่ใช่ถนนสายหลักแต่ก็มีรถลาวิ่งกันขวักไขว่ หญิงสาวกำลังเพลินกับเพลงที่เปิดคลอเบาๆ แต่แล้วจู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นกรีดอารมณ์สุนทรีของเธอให้ขาดลงในฉับพลัน เมษิตาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูชื่อที่แสดงบนหน้าจอก่อนที่จะรับสาย
“ลีมีอะไร เพิ่งจะแยกกันเมื่อกี้นี้เองนะ”
“คุณแม่เพิ่งโทร. มาบอกว่าพรุ่งนี้มีประชุมที่ออฟฟิศตอนเก้าโมงเช้า ให้เราสองคนไปประชุมแทน” ปลายสายเน้นเสียงหนักแน่นอย่างเป็นงานเป็นการ
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเมเลยนี่ ลีเป็นผู้จัดการ เป็นลูกสาวประธานบริษัท ลีก็ไปประชุมแทนท่านสิ” เมษิตาบอกเพื่อนสาวไปอย่างไม่เห็นความจำเป็นว่าตนเองจะต้องเข้าร่วมประชุมด้วยสักนิด
“เมอย่าทำเหมือนมันเป็นเรื่องไม่สำคัญสิ งานนี้เป็นการประชุมเพื่อวางแผนงานการเปิดตัวเครื่องเพชรคอลเลคชั่นใหม่ของบริษัทเลิฟไดมอนด์นะ ในฐานะที่เมเป็นจิวเวอรี่ดีไซน์เนอร์ เป็นคนออกแบบเครื่องเพชรคอลเลคชั่นนี้ เมต้องไปร่วมประชุมด้วยว่าต้องการให้อิมเมจของแฟชั่นชุดนี้ออกมาแบบไหน ลีก็เป็นแค่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์คงไม่เข้าใจงานของเมได้ลึกซึ้งเท่าเมหรอกนะ” นันทลีพูดยาวเหยียด
“โอเค เมไปก็ได้ พอใจหรือยัง หยุดบ่นได้แล้ว” เมษิตารับปากอย่างคร้านจะต่อปากต่อคำไปมากกว่านี้
คนปลายสายกำลังจะขยับปากพูดต่อแต่ก็ถูกเมษิตาตัดบทไปเสียก่อน “แค่นี้ก่อนนะลี เมคิดว่าเมเจอเจ้าหัวขโมยตัวแสบแล้วล่ะ” หญิงสาวรีบกดตัดสัญญาณโทรศัพท์แล้วโยนเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วลงบนเบาะว่างข้างคนขับทันที
เมษิตาเขม้นมองเป้าหมายผ่านกระจกมองหลังจนมั่นใจว่าไม่ผิดตัว จากนั้นจึงเหยียบเบรกรถอย่างกะทันหันจนรถคันที่ขับตามมาเกือบจะชนท้ายเข้าให้ “นายอธิน นายจริงๆ ด้วย” ภาพที่ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวนั้นคืออธินและนวินดากำลังยืนรอจังหวะข้ามถนนเพื่อกลับไปยังรถที่จอดไว้อีกฝั่ง
หญิงสาวพยายามหาทางกลับรถแต่ด้วยความแออัดของท้องถนนทำให้หาจังหวะกลับรถได้ยากเต็มที เมษิตามองผ่านกระจกมองหลังอีกครั้งก็พบว่าอธินพานวินดาข้ามไปยังอีกฝั่งของถนนแล้ว เธอจึงตัดสินใจเบี่ยงรถเข้าจอดที่ข้างทางแล้วดีดตัวเองออกจากรถอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งย้อนกลับไปหาเป้าหมายอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ว่าเมษิตาจะเร่งฝีเท้าอย่างไรก็ยังช้ากว่าอธิน อยู่ดี เพราะเมื่อเธอวิ่งมายังจุดที่เป้าหมายของเธอยืนอยู่เมื่อครู่และมองไปยังอีกฝั่งของถนนก็พบว่าวชายหนุ่มผู้นั้นได้เคลื่อนรถออกไปเสียแล้ว
“โธ่เอ๊ย!” เมษิตาสบถออกมาอย่างหัวเสีย “วันนี้นายอาจจะรอด แต่ถ้าเจอกันคราวหน้านายไม่รอดแน่” หญิงสาวกล่าวอาฆาตพลางมองตามจนกระทั่งรถยนต์ของอธินลับตาไป
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







