Masukในเวลาเช้า รถยนต์คันหรูแล่นเข้าไปจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านของคุณยายเสาวรส สักครู่ประตูด้านข้างคนขับก็ถูกเปิดออกโดยผู้ที่นั่งอยู่ภายใน จากนั้นคุณนายสร้อยสุดาก็ก้าวออกมายืนเชิดหน้าอย่างคนถือตัว สตรีวัยกลางคนหน้าแฉล้มแต่งตัวจัด และมีเครื่องประดับเพชร ทอง แพรวพราวเต็มตัวผู้นี้ เป็นภรรยาม่ายของนายตำรวจใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่ สามีของเธอเสียชีวิตขณะเข้าปราบปราบผู้ก่อการร้ายเมื่อหลายปีก่อน คุณนายสร้อยสุดามีรีสอร์ตขนาดกลาง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดด้านท้ายรีสอร์ตของยายเสาวรส แต่เมื่อสามีเสียชีวิต ธุรกิจรีสอร์ตของเธอก็ซบเซาลง เพราะขาดผู้บริหารงาน
ประตูรถด้านคนขับถูกเปิดออกในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นร่างขาวท้วมของชานนท์ ผู้มีความสูงเพียงห้าฟุต ก็ก้าวออกมายืนปั้นหน้าหล่อ ทั้งที่ความจริงแล้ว ชายผู้นี้ห่างไกลจากคำว่า ‘หล่อ’ อยู่มากโข ด้วยใบหน้ารูปเหลี่ยม คิ้วหนาเป็นแผ่น คล้ายตัวการ์ตูนเด็กชายจอมทะเล้นชาวญี่ปุ่น ซึ่งดูแล้วไม่เข้ากับดวงตาเรียวรีที่ส่อแววเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลา จมูกเป็นสันโด่ง ช่วงปลายใหญ่คล้ายผลชมพู่ขนาดย่อม ริมฝีปากที่ชอบยกยิ้มมุมปากอยู่เนืองๆ นั้น ก็ค่อนข้างหนา จะมีดีอยู่อย่างเดียวก็คือ ผิวที่ขาวละเอียดดังเช่นชาวเหนือส่วนใหญ่เท่านั้นเอง
“รีบเข้าไปข้างในกันได้แล้วชานนท์” คุณนายสร้อยสุดาเร่งบุตรชาย
“เดี๋ยวก่อนครับคุณแม่” ชานนท์ร้องเรียกผู้เป็นมารดา ซึ่งขณะนี้ก้าวนำหน้าเขาไปหลายก้าวแล้ว
คุณนายสร้อยสุดาชะงักเท้า แล้วหันมาดุบุตรชายตาเขียว “อย่ามากเรื่องได้มั้ย รีบเดินตามมาเร็วๆ เข้า”
“คุณแม่คิดดีแล้วเหรอครับ ที่จะเอาเครื่องเพชรชุดนี้ไปให้ยายมะปราง ตอนนี้ฐานะทางบ้านเราก็ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ” ชานนท์กล่าวพลางเหลือบตามองกล่องกำมะหยี่สีแดงกล่องใหญ่ในมือมารดา อย่างแสนเสียดาย
คุณนายสร้อยสุดาชูกล่องเครื่องเพชรในมือขึ้น แล้วยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะพูดกับบุตรชายว่า “ถ้าคิดจะตกปลาใหญ่ก็อย่าเสียดายเหยื่อ เอาไว้ให้แกแต่งงานกับยายมะปรางเมื่อไร ฉันจะเรียกคืนทุกบาท ทุกสตางค์ที่ลงทุนไปให้สาสมเชียวล่ะ”
“แต่ว่า...เหยื่อของคุณแม่ไม่ชิ้นใหญ่ไปหน่อยเหรอครับ ผมว่าให้ผมเอาไปต่อทุนน่าจะดีกว่านะครับ”
“ถ้าแกอยากถูกไอ้พวกนักเลงคุมบ่อนมันยิงทิ้ง เพราะเอาเพชรปลอมไปหลอกมันก็เอาสิ!”
“คุณแม่คิดจะใช้เหยื่อปลอมตกปลาเหรอครับ” ชานนท์รู้สึกทึ่งในความฉลาดแกมโกงของผู้เป็นมารดา
คุณนายสร้อยสุดาใช้กล่องเครื่องเพชรเคาะศีรษะชานนท์อย่างแรง แล้วพูดว่า “ของมีค่าทุกอย่างในบ้าน แกก็เอาไปถลุงในบ่อนจนหมด แล้วแกคิดว่าบ้านเราจะยังเหลือเครื่องเพชรราคาแพงพวกนี้อยู่อีกอย่างนั้นเหรอ ไอ้ลูกไม่รักดี ตั้งแต่พ่อแกตายไป แกก็ไม่เคยคิดจะช่วยฉันดูแลรีสอร์ต จนตอนนี้รีสอร์ตกำลังจะเจ๊ง แบงค์จะมายึดอยู่เดือนสองเดือนนี้แล้ว ทรัพย์สมบัติอะไรก็แทบจะไม่มีเหลือ ไม่ใช่เพราะแกหรอกเหรอไอ้ลูกล้าง ลูกผลาญ”
“โอ๊ย ผมเจ็บนะครับคุณแม่” คนถูกตีร้องเสียงดังลั่น
“แค่นี้ยังน้อยไป ฉันไม่เอาเลือดหัวแกออก ที่ทำให้ฉันสิ้นเนื้อประดาตัวก็ดีแค่ไหนแล้ว ฉันจะให้โอกาสแกไถ่โทษ ด้วยการสูบเงิน สูบทอง จากยายมะปรางมาให้ฉันให้มากที่สุด ฉันอุตส่าห์ทำให้ยายเสาวรสยอมยกหลานสาวให้แกได้แล้ว ถ้าส่วนที่เหลือแกยังจัดการไม่ได้ ฉันจะตัดหางแกปล่อยวัดแล้วนะ” ผู้เป็นมารดาด่าจบก็สะบัดหน้าพรืด แล้วก้าวฉับๆ เข้าไปภายในตัวบ้านทันที
ภายในห้องโถง คุณยายเสาวรสวัยเจ็ดสิบปี กำลังใช้แปรงขัดทำความสะอาดเครื่องเพชรอย่างเพลิดเพลินอยู่ที่โซฟาชุดสุดหรูกลางห้อง มือเหี่ยวย่นที่มีแหวนเพชรวงเขื่องประดับอยู่ที่นิ้วกลาง และแหวนเพชรวงเล็กอีกวงหนึ่งที่นิ้วนางหยุดชะงัก เมื่อเห็นสร้อยสุดาและชานนท์ก้าวเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณเสาวรส” คุณนายสร้อยสุดายกมือขึ้นไหว้อย่างอ่อนช้อยยิ่งกว่านางงามเวทีใดๆ
“สวัสดีครับคุณยาย” ชานนท์เอ่ยทักพร้อมกระพุ่มมือไหว้ผู้อาวุโสอย่างนอบน้อมเช่นกัน
“คุณสุดา ตานนท์ มากันแต่เช้าเชียว มีธุระอะไรรึ” ยายเสาวรสวางมือจากเครื่องเพชร แล้วเงยหน้าขึ้นทักทายสองแม่ลูก
“แหม คุณเสาวรสก็พูดเป็นอื่นไปได้ค่ะ เราก็กำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว ต้องมีธุระด้วยหรือคะ ถึงจะไปมาหาสู่กันได้”
“ฉันเห็นว่ามันยังเช้าอยู่น่ะคุณสุดา” ยายเสาวรสบอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ดิฉันตั้งใจเอาเครื่องเพชรมาให้หนูมะปรางไว้ใช้ในวันแต่งงานค่ะ” คุณนายสร้อยสุดากล่าวหน้าระรื่น แล้วยื่นกล่องเครื่องเพชรไปตรงหน้ายายเสาวรส ในขณะเดียวกัน สายตาก็แอบชำเลืองมองเครื่องเพชรมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาละโมบ
“ไม่เห็นจะต้องลำบากเอาอะไรมาให้เลย นี่ฉันก็กำลังเลือกเครื่องเพชรไว้ให้ยายมะปรางใช้ในวันงานอยู่ แต่ยังไงก็ขอบใจมากนะ เดี๋ยวฉันจะเอาให้เขาดูก็แล้วกันว่าจะชอบมั้ย” ผู้อาวุโสกล่าวพลางเปิดกล่องเครื่องเพชรที่รับมาจากคุณนายสร้อยสุดาออกดูอย่างเผินๆ สักครู่ก็ปิดกล่อง แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างไม่ให้ความสนใจสักเท่าใด
สองแม่ลูกลอบมองหน้ากัน แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ยายเสาวรสไม่ทันสังเกต ว่าเครื่องเพชรชุดนี้เป็นของปลอม
“น้องมะปรางอยู่มั้ยครับคุณยาย” ชานนท์กวาดตามาองไปทั่วบริเวณ แล้วเอ่ยถามถึงว่าที่เจ้าสาวของตน
“เช้านี้ยายก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นตาเหมือนกัน เดี๋ยวยายให้บัวบานไปตามมาให้นะ” เมื่อกล่าวจบยายเสาวรสก็หันไปบอกบัวบาน สาวใช้เก่าแก่ ซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกับวิลาวัลย์ ให้ไปตามเฌอปรางค์ลงมาพบว่าที่เจ้าบ่าว บัวบานรับคำสั่งแล้วรีบลุกออกไปทันที แต่เพียงครู่เดียวก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมา
“เกิดเรื่องแล้วค่ะคุณท่าน!”
“เกิดอะไรขึ้น” ยายเสาวรสเริ่มใจไม่ดี
“คุณมะปรางหนีไปแล้วค่ะ นี่จดหมายที่คุณมะปรางทิ้งไว้ค่ะ” บัวบานส่งกระดาษสีขาว ขนาดเอสี่ที่ไม่มีรอยพับแม้แต่รอยเดียวส่งให้ยายเสาวรส
คุณนายสร้อยสุดาและชานนท์มองหน้ากันเลิกลัก เมื่อได้ยินว่าเฌอปรางค์หนีออกจากบ้าน และก็เป็นชานนท์ที่เอ่ยขึ้นก่อน
“น้องมะปรางหายไปไหนครับคุณยาย น้องมะปรางหนีผมไปไหนแล้วครับ โธ่...น้องมะปรางของพี่นนท์ ทำไมถึงได้ทำกับพี่นนท์อย่างนี้ ไม่มีเจ้าสาว แล้วพี่นนท์จะแต่งงานกับใคร นี่พี่นนท์ต้องเป็นม่ายขันหมากเหรอเนี่ย ไม่นะ...พี่นนท์รับไม่ได้ พี่นนท์เสียใจ...เสียใจที่สุด” ชานนท์แสร้งคร่ำครวญ บีบน้ำตาและตีหน้าเศร้าสุดชีวิต ทว่าภายในใจนั้น กำลังนึกเสียดายบ่อเงินบ่อทอง ที่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยต่างหาก
“หยุดร้องไห้ก่อนนะนนท์ ให้คุณยายอ่านจดหมายก่อนดีกว่า เราจะได้รู้ว่าน้องหายไปไหน” คุณนายสร้อยสุดาแสร้งปลอบใจบุตรชาย แล้วหันไปเร่งเร้าให้ยายเสาวรสรีบอ่านจดหมาย
มือเหี่ยวย่นของยาวเสาวรสสั่นระริกขณะที่ถือจดหมายของเฌอปรางค์ สายตาฝ้าฟางของหญิงชรา กวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือตัวบรรจงของหลานสาว ผ่านแว่นสายตากรอบสีทองอย่างเชื่องช้า
เรียนคุณยายที่รัก
ในขณะที่คุณยายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ มะปรางคงจากคุณยายไปไกลแสนไกลแล้ว มะปรางกราบขอโทษ ที่ต้องหนีไปแบบนี้ แม้ว่ามะปรางจะเป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ แต่มะปรางก็มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ มะปรางยอมไม่ได้ ที่จะให้คุณยายจับแต่งงานกับคนที่มะปรางไม่ได้รัก ในเมื่อมะปรางขอร้องให้คุณยายยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้แล้ว แต่คุณยายไม่ยอม มะปรางก็ไม่มีทางเลือกอื่น ยกโทษให้หลานสาวคนนี้ด้วยนะคะ สักวันมะปรางจะกลับมากราบเท้าขอโทษคุณยายด้วยตัวเองค่ะ
รักคุณยาย
เฌอปรางค์
ยายเสาวรสกำจดหมายไว้แน่น จนกระดาษแผ่นนั้นยับยู่ยี่ แล้วปล่อยให้ความเจ็บปวดในอดีตแผ่ตัวเข้าครอบคลุมพื้นที่หัวใจ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานเท่ากับอายุของเฌอปรางค์ ยายเสาวรสเคยได้รับจดหมายแบบเดียวกันนี้จากสินี ผู้เป็นมารดาของเฌอปรางค์เช่นกัน แต่ต่างกันเพียงครั้งนั้น สินีเขียนจดหมายลา เพื่อหนีไปอยู่กับชายคนรัก ผู้ที่ยายเสาวรสไม่อนุญาตให้คบหาเท่านั้นเอง
‘ทำไมประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอยด้วยนะ ทั้งลูกสาวและหลานสาวที่ฉันรักดั่งดวงใจ ทำไมถึงได้ทำร้ายจิตใจฉันขนาดนี้’ ยายเสาวรสนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน และในที่สุดก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเจือความโกรธขึ้งอยู่ในทีว่า
“ตามเจ้าเกลือมาหาฉันเดี๋ยวนี้!”
ภาคินใช้เวลาเพียงสิบนาที ในการขับรถกระบะโฟวีลคู่ใจจากไร่ดอกไม้เมืองหนาวซึ่งมีเนื้อที่กว่าหนึ่งร้อยไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปเพียงไม่กี่กิโลเมตรกลับมาที่บ้าน เมื่อก้าวเข้าไปภายในห้องโถง ภาคินก็พบคุณนายสร้อยสุดา และชานนท์นั่งอยู่กับยายเสาวรส แต่ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวจัดก็ไม่ได้ใส่ใจทักทาย เนื่องจากไม่ชอบหน้าสองแม่ลูกคู่นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณยาย” ภาคินเอ่ยถามอย่างร้อนรน เพราะไม่บ่อยนักที่ยายเสาวรสจะเรียกตัวมาพบด่วนแบบนี้
ยายเสาวรสส่งจดหมายของเฌอปรางค์ให้หลานชายแทนคำตอบ และเมื่อเขาอ่านจนหมายจบ ก็อุทานเสียงดังลั่นห้อง
“มะปรางหนีออกจากบ้าน!”
“เกลือต้องไปตามน้องกลับมาให้ทันวันแต่งงานนะ” ผู้เป็นยายออกคำสั่งราวกับเป็นเรื่องง่าย เช่นการไปซื้อผักซื้อปลาที่ตลาดสด
ภาคินระบายลมหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะตอบว่า “คุณยายก็ทราบว่ามะปรางหนีไปเพราะไม่อยากแต่งงาน ถ้าคุณยายอยากได้หลานสาวคืน ก็แค่ยกเลิกงานแต่งงานก็สิ้นเรื่อง”
ชานนท์พรวดพราดลุกขึ้น แล้วกล่าวแย้งคำพูดของว่าที่พี่เขยว่า “อ้าว คุณเกลือ ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะครับ หรือว่าคุณเกลืออยากให้น้องสาวเป็นม่ายขันหมาก”
ภาคินก้าวเข้าไปยืนประชิดตัวชานนท์อย่างเหลืออด ด้วยความสูงหกฟุตกว่าของภาคิน เมื่อเทียบกับชานนท์ที่มีความสูงเพียงแค่ห้าฟุต ทำให้คนตัวสูงกว่าต้องก้มหน้าพูดกับคนตัวเตี้ยว่า “คนที่เป็นม่ายขันหมากคือคุณต่างหาก ถึงขนาดนี้แล้วยังคิดไม่ได้อีกรึไง ว่าที่น้องสาวผมต้องหนีออกจากบ้าน ก็เพราะไม่อยากแต่งงานกับคุณ”
ชานนท์เห็นว่าตัวเองสู้ภาคินไม่ได้ทั้งทางด้านสรีระและเหตุผล ดังนั้นเขาจึงปรี่เข้านั่งข้างๆ ยายเสารส แล้วเกาะแขนของหญิงชราไว้มั่น จากนั้นก็สวมวิญญาณนักแสดงนอกจอ “ผมรักน้องมะปรางด้วยใจจริงนะครับคุณยาย ผมอยากแต่งงานกับน้องมะปราง อยากดูแลน้องมะปรางจริงๆ นะครับ ถ้าต้องอยู่โดยไม่มีน้องมะปราง ผมขอตายซะดีกว่า”
ยายเสาวรสยกมือขึ้นลูบศีรษะของชายหนุ่มที่ซบอยู่กับท่อนแขนของตนแล้วปลอบใจว่า “ใจเย็นๆ นะตานนท์ ยังไงยายก็จะต้องเอาตัวยายมะปรางกลับมาแต่งงานกับนนท์ให้ได้ เชื่อยายนะ”
ชานนท์ลอบส่งรอยยิ้มสมใจให้คุณนายสร้อยสุดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ส่วนภาคินก็แอบทำหน้าเซ็ง ที่เห็นยายเสาวรสหลงว่าที่หลานเขยอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“เกลือต้องไปตามน้องกลับมาให้ทันงานแต่งงานให้ได้นะ” ยายเสาวรสออกคำสั่งซ้ำอีกครั้ง
“คุณยาย...” ชายหนุ่มจะแย้ง แต่ก็ถูกผู้อาวุโสชิงตัดบทเสียก่อน
“ไม่ต้องเถียง ทำตามที่ยายสั่ง”
“ผมไม่เห็นด้วยที่คุณยายทำแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้น โครงการพัฒนาไร่ดอกไม้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่แกอยากจะทำนักหนาก็ไม่ต้องทำ ยายกำลังจะเขียนเช็คให้อยู่พอดี ก็ดีเหมือนกัน ยายจะได้ไม่ต้องเสียเงินตั้งสิบล้าน ให้แกไปทำโครงการที่ไม่รู้ว่าจะเกิดประโยชน์โภคผลอะไรขึ้นมาบ้างหรือเปล่า” ผู้เป็นยายงัดไม้ตายขึ้นมาต่อรองกับหลานชาย
ภาคินไตร่ตรองข้อเสนอของยายเสาวรสนิ่งนาน เขาอยากพัฒนาไร่ดอกไม้เมืองหนาวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เหมือนอย่างไร่องุ่นและฟาร์มต่างๆ ที่มีให้เห็นในหลายจังหวัด แต่ก็ติดที่ไม่มีเงินลงทุนมากพอ ชายหนุ่มเคยเสนอโครงการนี้ให้ยายเสาวรสเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ก็ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่แล้ววันนี้ผู้เป็นยายบอกว่ากำลังจะอนุมัติโครงการ และมันก็ทำให้เขาต้องเลือก ว่าจะทำเพื่อน้องสาว หรือทำเพื่อตัวเอง
“ว่าไงเจ้าเกลือ ตกลงมั้ย” ยายเสาวรสเอ่ยถาม เมื่อเห็นหลานชายใช้เวลาคิดนานเกินไป
“ตกลงครับ” ในที่สุดภาคินก็ตกปากรับคำ
“มะปรางกลับมาเมื่อไร ยายจะเซ็นเชคให้ทันที” ยายเสาวรสยิ้มพอใจ
“ให้ผมไปช่วยตามหาน้องมะปรางด้วยนะครับคุณเกลือ” ชานนท์รีบเสนอตัว
“ไม่ต้อง เกะกะ” ภาคินตอบอย่างรำคาญใจ
“ก็ผมเป็นห่วงน้องมะปรางนี่ครับ” ชานนท์แสร้งตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเรียกคะแนนสงสารจากยายเสาวรส
“น้องผม ผมไปตามหาเองได้” ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง แล้วหันไปพูดกับยายเสาวรสว่า “ถ้าคุณยายอยากให้ผมตามหามะปรางให้เจอไวๆ ก็ช่วยบอก ‘ไอ้เตี้ย’ นี่ให้อยู่ห่างๆ ผมด้วย” ชายหนุ่มก้าวออกจากห้องโถงทันทีที่พูดจบ โดยไม่สนใจชานนท์ ซึ่งทำท่าฟึดฟัด ไม่พอใจที่ถูกตอกย้ำปมด้อย
ภาคินขับรถกลับเข้าไร่ดอกไม้ด้วยความกังวลใจ เขาพยายามกดโทรศัพท์หาเฌอปรางค์เป็นร้อยๆ ครั้ง แต่ก็ติดต่อไม่ได้
“ปิดเครื่องหนีเลยเหรอยายตัวแสบ” ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดลงบนเบาะว่างข้างตัวอย่างไม่ไยดี ตอนนี้หัวอกของคนเป็นพี่ชายรู้สึกเป็นห่วงน้องสาวมากกว่าสิ่งใด ตั้งแต่เล็กจนโต เฌอปรางค์ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเชียงใหม่ หากจะไปเที่ยวหรือไปทำธุระที่อื่น ยายเสาวรสก็จะสั่งให้เขา หรือไม่ก็มานพ เป็นผู้พาไปทุกครั้ง ภาคินนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเฌอปรางค์จะหนีไปไหนได้
‘คงต้องเริ่มต้นตามหาในเชียงใหม่ก่อน ถ้าไม่เจอ ก็ค่อยว่ากันอีกที’ ชายหนุ่มบอกตัวเองขณะขับรถโฟวีลคู่ใจทะยานฝ่าแสงแดดยามสายผ่านเข้าไปในประตูหน้าไร่ดอกไม้ของตัวเอง
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







