LOGINอธินขับรถฝ่าสายฝนและเสียงฟ้าร้องโดยไม่พูดไม่จาตามคำสั่งของเมษิตา จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านชั้นเดียวหลังกะทัดรัดที่อยู่ชานเมือง ชายหนุ่มบีบแตรรถส่งสัญญาณให้คนในบ้านออกมาเปิดประตูบ้านให้
“ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้คุณหรอก บ้านนี้ฉันอยู่คนเดียว” พูดจบเมษิตาก็ทิ้งตัวลงพิงกับเบาะรถพร้อมทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง นิ่งนานอยู่ราวสามทีจนชายหนุ่มอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถาม
“จะนั่งอยู่ในรถอย่างนี้ทั้งคืนหรือไงคุณ เอากุญแจบ้านมาสิผมจะลงไปเปิดประตูให้ หรือคุณจะวิ่งตากฝนลงไปเปิดเองก็ได้นะครับ” ชายหนุ่มแกล้งยั่วไปอย่างนั้นเองเพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใจดำถึงขนาดนั้นหรอก
“ฉันไม่มีกุญแจ” เมษิตาตอบหน้าตาเฉย
“นี่บ้านคุณนะครับ ถ้าคุณไม่มีแล้วใครจะมี”
“แล้วคุณจะให้ฉันมีกุญแจบ้านได้ยังไง ก็จู่ๆ คุณก็ลากตัวฉันออกมาจากสตูดิโอ กระเป๋าถือ ข้าวของอะไรของฉันสักชิ้นฉันก็ไม่ทันได้หยิบมา มีแต่ตัวแค่นี้ แล้วคุณจะให้ฉันไปเอากุญแจบ้านมาจากไหน” หญิงสาวตอบหน้าตึง
“แล้วเราจะเข้าบ้านกันยังไง” อธินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกวาดสายตามองหาอะไรบางอย่างไปรอบรถ พลันสายตาของเขามาหยุดอยู่ที่ใบหน้าสวยหวานของเมษิตาแล้วยิ้มอย่างมีเลสนัยจนคนถูกจ้องหวาดระแวง
“จ้องอะไรของคุณน่ะ” หญิงสาวตวาดแหวแล้วถอยกรูดไปจนชิดประตูรถ
อธินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ “คุณคิดว่าผมจะทำอะไรคุณเหรอ”
“แล้วคุณมองฉันด้วยสายตาแบบนี้ทำไม” คนถูกจ้องยังคงไม่ไว้ใจ
“ผมก็แค่จะขอกิ๊บดำที่ติดอยู่ที่ผมคุณตัวนึง” อธินกล่าวพลางยื่นมือเข้าไปใกล้กลุ่มผมดำขลับของหญิงสาวหมายจะดึงกิ๊บออกมาตามที่พูด แต่กลับถูกเมษิตาปัดมือเขาออกอย่างรวดเร็ว
“คุณไม่ต้อง เดี๋ยวฉันแกะให้เอง ว่าแต่คุณจะเอาไปทำอะไร” หญิงสาวจัดการแกะกิ๊บดำออกมาจากผมของตนหนึ่งตัวแล้วส่งให้ตามที่เขาร้องขอ แล้วถามอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ก็จะเอาไปเปิดประตูบ้านให้คุณไง” ชายหนุ่มตอบอย่างมาดมั่น
อธินวิ่งฝ่าสายฝนตรงไปยังแม่กุญแจลูกใหญ่ที่คล้องอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน แล้วพยายามใช้กิ๊บดำตัวเล็กนั้นสะเดาะกุญแจอย่างตั้งอกตั้งใจ เมษิตานั่งมองเขาผ่านกระจกรถอยู่นานร่วมสิบนาทีแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะทำสำเร็จ ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดลงมาอย่างไม่ขาดสาย หญิงสาวมองเห็นชัดเจนว่าร่างสูงนั้นกำลังสั่นสะท้าน
คนที่นั่งสบายอยู่ภายในรถกวาดตามองไปรอบรถเพื่อมองหาอะไรที่พอจะนำไปบังฝนให้อธินได้บ้าง แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อเมษิตาหันไปเห็นว่ามีถุงพลาสติกขนาดใหญ่พอที่จะคลุมตัวได้วางอยู่ที่เบาะนั่งด้านหลัง ดังนั้นเธอจึงเอื้อมมือไปหยิบถุงใบนั้นมาถือไว้ในมือแล้วยิ้มกับตัวเองก่อนที่จะวิ่งลงจากรถไปยืนกางถุงพลาสติกเพื่อกันฝนให้กับอธิน แม้ว่าถุงใบนั้นจะมีขนาดใหญ่พอสมควรแต่ก็เล็กเกินกว่าที่คนสองคนจะใช้บังฝนได้ซึ่งทำให้ทั้งสองต้องยืนชิดจนตัวติดกันเพื่อให้เปียกน้อยที่สุด
“ลงมาทำไม ไปนั่งรอผมในรถ เดี๋ยวก็เปียกหรอก” ชายหนุ่มตะโกนแข่งกับเสียงฝน
“ไม่ต้องพูดมาก อยากหนาวตายหรือไง ดูสิปากซีดตัวสั่นไปหมดแล้ว”
“คุณมายืนบังฝนให้ผมตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถึงยังไงผมก็เปียกไปแล้ว”
“เอาน่า บังไว้หน่อยก็ดีกว่ายืนตากฝนนานๆ”
“คุณนี่ดื้อจริงๆ” ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจกับความดื้อรั้นของคนตัวเล็กที่ยืนกางถุงพลาสติกบังฝนให้เขาอยู่ตอนนี้
“คุณคิดว่าคุณจะสะเดาะกุญแจด้วยกิ๊บดำตัวนี้ได้จริงๆ เหรอ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงขำๆ และพยายามกลั้นหัวเราะไว้อย่างเต็มที่ ถึงอย่างไรเขาก็มีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเปิดประตูบ้านให้เธอ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะทำให้เขารู้สึกเสียหน้าไปมากกว่านี้
“อย่ามาดูถูก ผมเป็นลูกเสือสามัญมาก่อนนะ”
“อย่าขี้โม้ ไม่มีโรงเรียนที่ไหนเขาสอนสะเดาห์กุญแจหรอก”
“คุณคอยดูก็แล้วกัน” อธินกล่าวอย่างมั่นใจว่าเขาจะสามารถทำได้
“ฉันว่าคุณอย่าเสียเวลาเลย ต่อให้ยืนตากฝนทั้งคืนก็เปิดไม่ได้” เมื่อจบประโยคเมษิตาก็เดินผละจากอธินไปยังบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ห่างบ้านของเธอออกไปสามหลัง เพียงครู่เดียวหญิงสาวก็เดินกลับมาหาอธิน
“คุณถอยไป ฉันจัดการเอง” ผู้เป็นเจ้าของบ้านกล่าวพลางโชว์พวงกุญแจให้อธินดู
“ไหนว่าไม่มีกุญแจ” อธินโวยวายเสียงดังลั่น
“ฉันไม่มีแต่ป้าแม่บ้านที่ฉันจ้างมาทำความสะอาดบ้านให้ฉันเป็นประจำมีนี่นา” เมษิตาพูดหน้าตาเฉย
“แล้วทำไมคุณไม่บอกผมตั้งแต่แรก ปล่อยให้ผมยืนตากฝนอยู่ได้ตั้งนาน หนาวจะตายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มเสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องที่ดังมาเป็นระยะ
“ก็คุณบอกเองว่าคุณสามารถใช้กิ๊บดำตัวนั้นสะเดาะห์กุญแจได้ ฉันก็ไม่อยากขัดศรัทธาคุณ”
“แกล้งผมใช่มั้ย ร้ายนักนะ ถ้าอย่างนั้นก็เปียกด้วยกันซะเลย” อธินพูดจบก็ดึงถุงพลาสติกใบใหญ่ที่เมษิตาใช้คลุมศีรษะอยู่ออกจากมือของเธอ แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมง่ายๆ สองหนุ่มสาวยื้อแย่งถุงพลาสติกกันอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางเสียงร้องครืนๆ ของฟ้าฝนหากฟังให้ดีจะมีเสียงหัวร่อต่อกระซิกอย่างมีความสุขของสองหนุ่มสาวปนอยู่ในนั้นด้วย
เมษิตาพาอธินเข้ามาภายในบ้านด้วยสภาพเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่ หญิงสาวเจ้าของบ้านเดินหายเข้าไปในห้องนอนของสักพักแล้วออกมาพร้อมกับชุดคลุมอาบน้ำของผู้หญิงลายคิทตี้สีชมพูและผ้าเช็ดตัวสีชมพูอ่อนอีกหนึ่งผืน
“เอานี่ไป แล้วก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องน้ำตรงโน้น” หญิงสาวส่งของสองสิ่งนั้นให้อธินแล้วชี้มือไปทางห้องน้ำสำหรับแขกที่อยู่อีกด้าน
“คุณจะให้ผมใส่ชุดคลุมอาบน้ำลายคิทตี้สีชมพูเนี่ยนะ” อธินมองชุดในมือแล้วทำหน้าแหย
“ชุดนี้เป็นของใหม่ ตั้งแต่ซื้อมาฉันยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง แต่ซักแล้วนะ สะอาดแน่นอน คุณสบายใจได้”
“ผมไม่ได้รังเกียจ แต่คุณจะให้ผู้ชายมาดแมนอย่างผมใส่ชุดลายคิทตี้นี่นะ” ชายหนุ่มตัวโตถามย้ำอีกครั้งหนึ่งเผื่อว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนใจหาชุดอื่นมาให้เปลี่ยน
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณใส่ชุดเปียกๆ นี่กลับบ้านไปได้เลย” เมษิตารำคาญกับความเรื่องมากของชายหนุ่มตรงหน้า
“พอหมดประโยชน์ก็ไล่เลยนะ ผมยังไม่กลับตอนนี้หรอก รอให้ฝนซาก่อน คุณดูสิทั้งลมทั้งฝน ทั้งฟ้าร้องฟ้าผ่า เกิดผมขับรถออกไปแล้วต้นไม้ล้มทับผมขึ้นมาจะทำยังไง” อธินพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงฟ้าผ่าก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
“ถ้าไม่กลับก็ต้องใส่ชุดนี้ เพราะนอกจากชุดนี้แล้วฉันก็ไม่มีชุดอื่นให้คุณใส่แล้วนะ”
“โอเคคร้าบ ชุดนี้ก็ชุดนี้” อธินรีบบอกเมื่อเห็นเจ้าของชุดทำหน้าง้ำ “งั้นผมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน คุณเองก็รีบไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย” ปลายประโยคนั้นแฝงความห่วงใยออกมาอย่างที่คนพูดไม่ทันรู้ตัวหากแต่คนฟังนั้นกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจน
เมื่ออธินและเมษิตาออกมาเจอกันอีกครั้งหลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเจ้าของบ้านถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นผู้ชายตัวโตสวมชุดคลุมอาบน้ำลายคิทตี้สีชมพูยืนเช็ดผมอยู่ริมหน้าต่าง
ชายหนุ่มซึ่งกำลังมองสายฝนด้านนอกที่ยังคงตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ หันมาพูดด้วยความอายสุดชีวิต เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆ ดังมาจากทางด้านหลัง
“ไม่ต้องมาหัวเราะ” อธินพูดพลางก้มลงมองชุดที่ตัวเองสวมอยู่
เมษิตาเดินเข้าไปจับแขนเสื้อที่สั้นเต่อของอธินและเมื่อก้มลงมองความยาวของตัวเสื้อที่อยู่เหนือหัวเข่าขึ้นไปมากนั้นก็ยิ่งทำให้เธอขำมากขึ้นไปอีก “มันเล็กไปหน่อยเนอะ”
“ก็นี่มันไซส์ผู้หญิงนี่คุณ และโดยเฉพาะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคุณ ชุดมันก็ต้องเล็กเป็นธรรมดา” ชายหนุ่มพูดเบาๆ ด้วยความเขิน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาใส่ชุดคลุมอาบน้ำลายคิทตี้สีชมพูหวานแหววขนาดนี้
“คุณเหมือนกะเทยยักษ์เลย แบบว่าหน้าคิตตี้บอดี้มาเวลไรงี้” ว่าแล้วเมษิตาก็หัวเราะออกมาดังๆ อย่างสุดจะทน
“หยุดหัวเราะผมได้แล้ว แค่นี้ผมก็อายจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมาหัวเราะเยาะผมอีกเหรอ” อธินพูดเสร็จก็ยกผ้าขนหนูในมือขึ้นเช็ดผมแล้วจามออกมาสองถึงสามครั้งติดๆ กัน
เมษิตามองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วครุ่นคิดอะไรในใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วผละจากเขากลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้งหนึ่ง เพียงครูเดียวหญิงสาวกก็กลับออกมาพร้อมกับถือไดร์เป่าผมติดมือออกมาด้วย
“เอานี่ไป” หญิงสาวยื่นไดร์เป่าผมให้
“จะให้ผมเอาไปทำอะไรครับ”
“เอาไปดูดฝุ่นมั้ง” เมษิตาประชด “ก็เอาไปเป่าผมน่ะสิถามได้”
อธินระบายยิ้มอย่างสบายใจออกมาก่อนจะพูดว่า “คุณนี่ไม่โรแมนติกเอาซะเลยนะ เคยเห็นมั้ย ในหนังที่นางเอกเอาผ้าขนหนูเช็ดผมให้พระเอกแล้วก็นั่งมองตากัน นี่อะไรกัน เอาไดร์เป่าผมมาให้ผมเป่าเองซะงั้น”
“ก็ฉันไม่ใช่นางเอกนี่ แล้วอีกอย่างนะ ถ้ามัวแต่เอาผ้าเช็ดแล้วเมื่อไหร่ผมคุณจะแห้ง ฉันเห็นคุณจามฟุดฟิดๆ ถ้าไม่รีบเป่าผมให้แห้งเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” แม้สีหน้าและน้ำเสียงจะฟังเหมือนไม่ค่อยใส่ใจแต่แววตากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใย
“เป็นห่วงผมเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมกับสบตาคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างต้องการค้นหาความอาทรที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น
“ฉันทำเพื่อมนุษยธรรม ฉันไม่อยากเห็นใครเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา” หญิงสาวแกล้งตอบด้วยเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เกินจริง แล้วเมินหน้าหลบสายตาวาวของคนตรงหน้า
“ผมใช้ไดร์เป่าผมไม่เป็น คุณทำให้ผมหน่อยนะ นะ...นะ นะครับคุณเม” อธินอ้อนราวกับเป็นเด็กๆ
“คุณนี่มันน่ารำคาญจริงๆ” เมษิตาบ่นแต่ก็ยอมเป่าผมให้ชายหนุ่มตามที่เขาร้องขอ แต่ระหว่างที่เป่าผมอยู่นั้นหญิงสาวก็อดที่จะพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่นี้ไม่ได้ “ตอนที่อยู่ในสตูดิโอทำไมคุณไม่บอกไปเลยว่าคุณจะไม่แต่งงานกับคุณดา เรื่องมันจะได้จบ”
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







