LOGINอธินระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงของไดร์เป่าผม “เห็นหน้าดาแล้วผมพูดไม่ออก ผมเองก็ผ่านผู้หญิงมามากก็พอจะมองออกว่าดารู้สึกยังไงกับผม แต่สำหรับผมดาเป็นเหมือนน้องสาวของผมคนนึงเท่านั้น ผู้รู้สึกกับดาไม่ต่างกับที่ผมรู้สึกกับยัยธารน้องสาวแท้ๆ ของผมเลย”
“ยิ่งคุณคิดว่าคุณดาชอบคุณมากเท่าไหร่คุณก็ต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นเท่านั้นนะ”
“ผมไม่กล้าทำร้ายจิตใจดา”
“คุณมันเป็นผู้ชายขี้ขลาด คุณกำลังทำร้ายหัวใจของผู้หญิงคนนึงด้วยความขี้ขลาดของตัวเองอยู่รู้ตัวหรือเปล่า คุณดาเธออาจจะเจ็บกับการถูกปฏิเสธแต่เธอจะเจ็บมากกว่าหากคุณยังยื้อเธอไว้ด้วยคำว่าไม่กล้าทำร้ายจิตใจเธออยู่อย่างนี้” เมษิตาเสียงดังแข่งกับเสียงไดร์เป่าผมขึ้นมาบ้าง
อธินคว้าไดร์เป่าผมในมือของหญิงสาวมากดปิดเพื่อหยุดเสียงดังหึ่งๆ ที่รบกวนการสนทนาอยู่ตลอดเวลา “มันไม่ใช่แค่เพราะผมไม่กล้าพูดความจริงหรอกนะ มันยังมีอีกอย่างนึงที่คุณไม่รู้และผมจะบอกให้คุณได้รู้ในวันนี้ว่า...” อธินเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อชั่งใจว่าเขาควรจะบอกเรื่องนี้กับเมษิตาหรือไม่และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพูดมันออกมา “แพรวพรรณเป็นแฟนเก่าของผม”
“แฟนเก่า!?” เมษิตาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “คุณแพรวพรรณ แม่เลี้ยงคุณนวินดาเนี่ยนะ แล้วคุณดารู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
“ไม่มีใครรู้นอกจากไอ้ปราบกับคุณ”
“แต่ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องของคุณกับคุณดาเลย” เมษิตายังไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการที่เขาไม่ยอมปฏิเสธนวินดาได้อย่างไร
“เกี่ยวสิ เพราะผมดูออกว่าแพรวกำลังพยายามจะกลับมาหาผม” อธินพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง “และการที่ดาบุกมาหาผมถึงสตูดิโอในวันนี้ผมคิดว่าต้องเป็นฝีมือของแพรว เธอคงคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน”
“หลงตัวเองหรือเปล่าที่บอกว่าคุณแพรวจะกลับมาหาคุณน่ะ” เมษิตาไม่ค่อยอยากจะเชื่อ “คุณแพรวเธอเป็นภรรยาคุณสมบัติ เป็นแม่เลี้ยงของคุณดาแล้วเธอจะกลับมาหาคุณได้ยังไง แล้วอีกอย่างนึงนะเธอคงไม่คิดจะแย่งว่าที่เจ้าบ่าวของลูกเลี้ยงตัวเองหรอก ถ้าทำแบบนั้นได้ก็บ้าแล้ว”
“คุณยังไม่รู้จักแพรวเหมือนที่ผมรู้จัก คนอย่างแพรวทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเอง” ชายหนุ่มกล่าวด้วยแววตาเจ็บปวดเมื่อหวนนึกถึงอดีตที่เคยถูกแพรวพรรณทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
“คุณคิดมากไปหรือเปล่า”
“เซนส์ผมไม่เคยพลาด แพรวต้องกำลังวางแผนอะไรอยู่แน่ๆ แล้วงานนี้คุณก็ต้องเป็นคนช่วยผมด้วย”
“จะให้ฉันทำอะไรอีก ชีวิตคุณ คุณก็จัดการเองสิ”
“ชีวิตผม แต่อยากให้คุณช่วยจัดการ” อธินกล่าวพลางสบตาหญิงสาวตรงหน้าอย่างเว้าวอน
“ไม่ต้องมองฉันด้วยแววตาแบบนี้ ฉันจะไม่ช่วยอะไรคุณอีกแล้ว แค่นี้คุณก็ทำให้ชีวิตฉันก็ยุ่งเหยิงพออยู่แล้วอย่าให้ฉันต้องวุ่นวายไปมากกว่านี้อีกเลยนะ ฉันขอร้อง” หญิงสาวรีบหันหน้าหนีแววตาเว้าวอนนั้นทันทีเพราะสายตาแบบนี้ของเขามันทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่ค่อยเป็นจังหวะ
“ถ้าคุณไม่ช่วย ผมก็จะไม่คืน...” ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเมษิตาชิงพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า
“คุณจะไม่คืนสร้อยให้ฉัน มุกเดิมตลอดเลยนะคุณ ฉันรู้ทันคุณหมดแล้ว” อธินใช้มุกนี้บ่อยจนเมษิตเริ่มชินและไม่ร้อนใจจนต้องเต้นเร่าไปกับเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว
“อ้าว รู้ทันซะแล้ว” อธินหัวเราะเมื่อถูกจับทางได้
“ฉันหิวข้าวแล้ว ไปทำอะไรกินดีกว่า คุณจะกินมั้ย” เมษิตาเปลี่ยนเรื่อง
“กินสิครับ ผมก็ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าเหมือนคุณนั่นแหละ หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว ว่าแต่คุณทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าสาวมั่นบุคลิกทันสมัยอย่างเมษิตาจะเข้าครัวทำอาหารเหมือนผู้หญิงทั่วไปเป็นด้วย
“ยังมีอีกหลายอย่างเกี่ยวกับตัวฉันที่คุณยังไม่รู้” หญิงสาวตอบโต้ทันควันแล้วลุกจากโซฟาตรงไปยังห้องครัว
“ผมช่วยนะ” อธินอาสาเป็นลูกมือแล้วลุกเดินตามไปติดๆ
“ไม่ต้อง คุณนั่งรออยู่ข้างนอกนี่แหละ อยู่ใกล้คุณนานๆ แล้วฉันหายใจไม่สะดวก”
“ผมไม่ใช่ไวรัสนะคุณ อยู่ใกล้ผมแล้วจะได้หายใจไม่ออกน่ะ”
“คุณน่ะมันยิ่งกว่าไวรัสอีกนะ” เมษิตาสวนกลับ
อธินเตรียมจะอ้าปากเถียงอีกครั้งแต่ก็ถูกเมษิตาส่งสายตาพิฆาตมาปิดปากเขาไว้ในทันที ชายหนุ่มจึงจำใจต้องกลับไปนั่งที่โซฟาดังเดิม
เมื่อเมษิตาหายลับเข้าไปในครัวได้สักครู่ เสียงโทรศัพท์บ้านของเธอก็ดังขึ้นแข่งกับเสียงฝนที่ยังคงตกอยู่อย่างไม่ขาดสาย อธินปล่อยให้โทรศัพท์ส่งเสียงร้องอยู่นานเพราะคิดว่าคงไม่เหมาะหากเขาจะรับโทรศัพท์แทนเธอ แต่เมื่อเห็นว่านานเกินไปแล้วเจ้าของบ้านก็ยังไม่ออกมารับสายเขาจึงตัดสินใจรับแทน
“สวัสดีครับ” ปลายสายเงียบจนอธินต้องเอ่ยอีกครั้ง “สวัสดีครับ ที่นี่บ้านคุณเมษิตาครับ”
“เอ่อ คุณอธินใช่มั้ยคะ” เสียงจากปลายสายถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“ใช่ครับ ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าเป็นผม” ชายหนุ่มผู้รับโทรศัพท์อดประหลาดใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายทราบได้อย่างไรว่าเป็นเขา
“ลีเองค่ะ”
“อ้อ คุณลีนั่นเอง คุณเมทำกับข้าวอยู่ในครัว รอสักครู่นะครับเดี๋ยวผมจะไปตามเธอมารับสาย” คำตอบที่ฟังดูสนิทสนมกันมากระหว่างอธินและเมษิตานั้นทำให้นันทลีอดที่จะอิจฉาไม่ได้แต่ก็ต้องกดความรู้สึกนั้นเอาไว้ไม่ให้มันแสดงตัวออกมาในเวลานี้
“ไม่ต้องไปตามหรอกค่ะ เมถึงบ้านแล้วลีก็สบายใจเพราะตั้งแต่คุณพาเมออกจากสตูดิโอลีก็ติดต่อเมกับคุณไม่ได้เลย ก็เลยนึกเป็นห่วงเท่านั้นเองค่ะ”
“ผมขอโทษครับที่ทำให้คุณต้องเป็นกังวล” อธินกล่าวอย่างรู้สึกผิดจากใจจริง
“ไม่ต้องขอโทษลีหรอกค่ะ คนที่คุณควรต้องขอโทษน่าจะเป็นเมมากกว่านะคะ”
“คุณพูดถูก เป็นเพราะผมคุณเมถึงต้องวุ่นวายแบบนี้ และผมก็ต้องขอโทษคุณลีด้วยนะครับที่ทิ้งงานของคุณออกมากลางคัน เดี๋ยวผมจะจัดการถ่ายซ่อมให้นะครับ แล้วงานนี้ผมไม่ขอรับค่าจ้างถือเป็นการขอโทษจากผม”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณปราบดาช่วยเช็คไฟล์งานที่คุณถ่ายไว้ให้แล้ว เซทสุดท้ายที่เมเป็นแบบได้รูปที่ใช้งานได้อยู่หลายรูปคงไม่ต้องถ่ายซ่อมหรอกค่ะ”
“ถึงยังไงผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดีล่ะครับ”
“คุณธินอย่าคิดมากเลยค่ะ งานก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายนี่คะ”
นันทลีวางสายจากอธินด้วยหัวใจที่โหวงเหวงอย่างประหลาด หญิงสาวเฝ้าถามตัวเองว่าเธอกำลังหลงรักผู้ชายคนนี้อย่างนั้นหรือ...เธอกำลังหลงรักผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของเพื่อนอย่างนั้นหรือ แต่อีกเสียงหนึ่งในใจก็ค้านออกมากว่า ก็ในเมื่ออธินและเมษิตาไม่ได้เป็นคนรักกันจริงๆ ก็ไม่ผิดที่เธอจะรักเขาไม่ใช่หรือ
“คุณลีติดต่อคุณเมได้หรือยังครับ” ปราบดาเอ่ยถามอย่างเป็นกังวลไม่แพ้กันเพราะตั้งแต่อธินพาเมษิตาออกจากสตูดิโอไปนั้น นันทลีก็ได้แต่ร้อนรนกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรัก ซึ่งเขาก็พยายามช่วยติดต่ออธินโดยการโทร. หาอธินแต่ปรากฏว่าโทรศัพท์ของอธินถูกทิ้งไว้กลางสตูดิโอนั่นเอง
“ได้แล้วค่ะ”
“เฮ้อ โล่งอกไปทีนะครับ” ปราบดาระบายลมหายใจออกมาอย่างคลายกังวล “แล้วตอนนี้สองคนนั้นอยู่ไหนครับ”
“อยู่ที่บ้านเมค่ะ”
น้ำเสียงของนันทลีนั้นฟังดูเศร้าสร้อยจนปราบดารู้สึกได้ว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกหวั่นไหวกับความใกล้ชิดของอธินและเมษิตาแต่ก็พยายามมองกูมมันไป เขาบอกตัวเองว่าถึงแม้วันนี้นันทลีจะรักอธิน แต่สักวันเขาจะทำให้ผู้หญิงคนนี้หันมารักเขาให้ได้
แม้ว่าระยะเวลาที่ปราบดาได้รู้จักกับนันทลีจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาก็มั่นใจว่านี่คือความรักหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น รักแรกพบ ก็คงไม่ผิดเพราะตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้สบตาผู้หญิงคนนี้เขาก็บอกตัวเองได้ในวินาทีเดียวกันว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่เขาตามหาและรอคอยมาทั้งชีวิต อาจเป็นเรื่องที่โง่เง่าและไร้สาระในสายตาของใครๆ แต่นี่คือสิ่งที่จริงจังที่สุดในชีวิตเขา
“ถ้าหมดเรื่องแล้วเดี๋ยวผมไปส่งคุณลีที่บ้านนะครับ” ปราบดารีบฉวยโอกาสอันดีที่จะได้ใกล้ชิดและรู้จักบ้านของนันทลีไว้ในทันที
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้”
“จะกลับเองได้ยังไงล่ะครับนี่ก็มืดมากแล้ว แถมฝนยังตกอีกต่างหาก และอีกอย่างรถของบริษัทคุณก็กลับไปกันหมดแล้ว ให้ผมไปส่งเถอะนะครับ หรือว่าไม่ไว้ใจผม” เขาถามหยั่งเชิง
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” นันทลีมีท่าทีอึดอัดเพราะพอจะเดาได้ว่าปราบดานั้นรู้สึกอย่างไรกับตน
“ถ้าไว้ใจผมก็ให้ไปส่งที่บ้านนะครับ”
“ก็ได้ค่ะ” นันทลีจำยอมเพราะมองไม่เห็นหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







