Masukหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วอธินก็ขับสปีดโบ๊ทฝ่าเกลียวคลื่นพาเมษิตามาหยุดอยู่กลางทะเลลึกตามที่เขาบอกเมื่อครู่ การนั่งอยู่ในเรือลำเล็กท่ามกลางทะเลกว้างใหญ่ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่น้ำกับน้ำ ทำให้หญิงสาวที่ว่ายน้ำไม่เป็น อีกทั้งยังเคยจมทะเลมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างเมษิตาต้องนั่งเกาะเบาะเรือไว้แน่นไม่ยอมกระดุกกระดิกตัวไปไหนเลย จนคนอธินอดที่จะขำไม่ได้
“ไม่ต้องกลัวหรอกคุณ”
“ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย” คนที่บอกว่าไม่กลัวยังคงเกาะเบาะไว้แน่นไม่ยอมปล่อยดังเดิม
“คุณรู้มั้ยว่าผมพาคุณมาที่กลางทะเลนี่ทำไม” ชายหนุ่มเอ่ยถามและโดยไม่รอให้หญิงสาวตอบ เขาก็ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตแขนสั้นของเขา แล้วกำของสิ่งนั้นไว้ในมือโดยไม่ให้เมษิตาเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
“ผมจะพาคุณมาทิ้งขยะ”
“ทิ้งขยะกลางทะเลเนี่ยนะ มีแต่คนเขามาเก็บขยะขึ้นจากทะเล นี่อะไรจะเอาขยะมาทิ้งทะเล”
“ขยะบางชิ้นมันก็ต้องทิ้งให้จมทะเลไปเลยนั่นแหละถึงจะดี อย่างเช่นขยะชิ้นนี้” พูดจบอธินก็แบมือให้เมษิตาดูขยะชิ้นที่เขากล่าวถึง
“นั่นมันสร้อยคอของฉันนี่! คุณเอาไปได้ยังไง”
อธินให้ป้าแม่บ้านถอดสร้อยเส้นนี้ออกจากคอของเมษิตาตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเมื่อคืนนี้ เพราะเขารู้สึกขัดหูขัดตาทุกครั้งที่ได้เห็นมัน และอีกอย่างปัญหาความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันก็มาจากสร้อยเส้นนี้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะกำจัดมันไปเสียให้พ้นๆ
“เอาของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะ” เมษิตาพูดพร้อมกับตวัดมือไปหมายจะแย่งสร้อยกลับคืนแต่อธินก็ชักมือหลบไปก่อน
“คุณจะเก็บมันไว้อีกทำไม” ชายหนุ่มหยุดถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วพูดต่อว่า “ไม่ต้องบอกผมนะว่าจะเอาไปคืนให้นายอรรถพลนั่นอีก คุณก็เห็นแล้วว่าเมื่อคืนตอนที่คุณเอาสร้อยไปคืนให้มันน่ะ มันคิดจะทำอะไรคุณ อย่าให้ผมเจอมันอีกนะ ไม่งั้นมันตายแน่” อธินขบกรามแน่นอย่างแค้นจัดเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา
“ถึงยังไงฉันก็ต้องเอาไปคืนเขา สร้อยเส้นนี้มันเป็นเหมือนบ่วงพันธนาการที่ผูกฉันไว้กับความเจ็บปวดตลอดเวลาสองปีเต็มที่ผ่านมา ถ้าเขาไม่ยอมรับมันกลับคืนไป ฉันก็คงต้องติดอยู่กับความรู้สึกนี้ไปจนตลอดชีวิต” เมษิตเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น
อธินก้าวเข้ามาประชิดตัวเมษิตาแล้วใช้สองมือแข็งแรงของตนจับต้นแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวให้หันหน้าเข้าหาตัวเอง ร่างสูงก้มลงสบตากับคนตัวเล็กกว่าที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาเช่นกัน
“คุณเม คุณฟังผมให้ดีๆ นะ สิ่งที่ผูกคุณไว้กับอดีตไม่ใช่สร้อยคอเส้นนี้ แต่เป็นหัวใจของคุณเองต่างหาก ไม่ว่านายอรรถพลจะยอมรับสร้อยเส้นนี้กลับคืนไปหรือไม่ แต่ถ้าหัวใจของคุณยังไม่ลืม คุณก็จะยังติดอยู่กับความรู้สึกที่คุณว่านี้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่คุณต้องทำคือ จัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้ได้ต่างหาก”
อธินคว้ามือเรียวของหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมาแล้วบรรจงวางสร้อยคอเส้นนั้นลงบนฝ่ามือของเธอ จากนั้นเขาจึงจูงมือเธอไปยังขอบเรือ เมษิตามองหน้าอธินอย่างไม่เข้าใจเจตนาว่าเขาต้องการอะไร แต่ก็ยอมก้าวเท้าตามไป
“ทิ้งอดีตของคุณไปซะ ปล่อยให้มันจมหายไปในทะเล” ชายหนุ่มกล่าวพลางจับมือหญิงสาวยื่นออกไปนอกเรือ
ฝ่ามือเรียวเล็กที่ถูกจับยื่นออกไปในทะเลยังคงกำสร้อยคอเส้นนั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ไม่มีประโยชน์ที่คุณจะเก็บมันไว้เพื่อทำร้ายตัวเอง”
เมษิตาคลายมือออกช้าๆ แล้วตัดใจปล่อยให้สร้อยคอเส้นนั้นหลุดออกจากมือตามที่อธินบอก หญิงสาวทอดสายตามองตามสร้อยที่ทิ้งตัวดิ่งลึกลงสู่ก้นทะเลจนมันหายลับไปกับตา ‘จบสิ้นกันเสียทีนะอดีตที่คอยตามหลอกหลอนฉันมาแสนนาน’ หญิงสาวบอกตัวเองแล้วหันหน้ากลับเข้ามาในตัวเรืออีกครั้งก็พบสายตาของอธินที่จับจ้องอยู่ที่เธอ
“ลืมอดีตซะแล้วเรามาเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังดูอบอุ่น ทว่าแววตาที่มองมานั้นยิ่งทำให้หัวใจคนฟังอบอุ่นมากกว่า
“คุณหมายความว่ายังไง” เมษิตากลัวเหลือเกินกับสิ่งที่เขากำลังจะพูดออกมา
“หมายความว่า ผมรักคุณ เรามาเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ด้วยกันนะ” อธินจ้องลึกเข้าไปในแววตาของหญิงสาวตรงหน้าราวกับต้องการตอกย้ำความรู้สึกนี้ด้วยสายตาอีกครั้ง
เมษิตารีบหันหลังให้เขาแล้วหลับตาสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะกลั้นใจบอกกับเขาว่า “ฉันรักคุณไม่ได้”
“ทำไมคุณถึงรักผมไม่ได้” แม้ว่าจะคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคำตอบจะต้องออกมาในรูปแบบนี้ แต่อธินก็ยังอดที่จะรู้สึกผิดหวังไม่ได้อยู่ดี
“อย่าถามอะไรฉันเลยนะ คุณแค่รู้ไว้ว่าฉันรักคุณไม่ได้เท่านั้นก็พอ”
“รักไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้รักใช่มั้ย จริงๆ แล้วคุณก็รักผมเหมือนกันใช่มั้ย”
“ไม่มีประโยชน์ที่คุณจะรู้ว่าฉันคิดยังไงกับคุณ เพราะถึงยังไงเรื่องของเรามันก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้ คุณได้ยินมั้ยคุณอธิน”
เมษิตาเบือนหน้าหนีชายหนุ่มตรงหน้า เพื่อซ่อนรอยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเอ่อเต็มสองตา และในที่สุดหยาดน้ำใสนั้นก็ไหลริ้วลงตามสองแก้มอย่างมิอาจต้านทาน เธอคงจะยอมรับความรู้สึกนี้ของเขาได้ไม่ยากเย็นหากว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่นันทลีเพื่อนสนิทของเธอรัก เมษิตารีบปาดน้ำตาทิ้งโดยเร็วแล้วหันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับอธินอีกครั้ง
“เรากลับเข้าฝั่งกันเถอะ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”
“ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณอีกแล้ว พาฉันกลับบ้านเถอะนะ” เมษิตาบอกเสียงเรียบ
“ผมจะไม่พาคุณกลับ จนกว่าคุณจะบอกผมว่าทำไมคุณถึงรักผมไม่ได้” อธินมั่นใจว่าเมษิตารักเขาแน่นอน แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้เธอไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง
“ฉันขอถามอะไรคุณข้อนึงนะว่า ถ้าคุณกับคุณปราบดาหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน คุณจะทำยังไง”
ทันทีที่จบประโยคคำถามนี้ อธินก็เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมาทันที่ว่าสาเหตุที่ทำให้เมษิตาต้องปฏิเสธความรักจากเขาเป็นเพราะเพื่อนของเธอนั่นเอง
“มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ผมก็จะดูว่าผู้หญิงคนนั้นรักใครก็เท่านั้นเอง”
“แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ ลีเป็นเพื่อนรักของฉัน แล้วเพื่อนรักของฉันก็รักคุณ ฉันทำร้ายเพื่อนฉันไม่ได้”
“แต่ผมไม่ได้รักเพื่อนคุณ...ผมรักคุณ” อธินแย้งทันควัน
เมษิตาระบายลมหายใจอย่างอ่อนแรงที่ต้องคุยกับคนดื้อดึงเช่นอธิน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องยื่นคำขาดกับเขา เพื่อจะได้ยุติเรื่องราวลำบากใจนี้ให้เร็วที่สุด
“คุณจำได้ไหมว่าคุณเคยรับปากฉันไว้ว่า ถ้าฉันช่วยทำลายงานแต่งงานของคุณกับคุณดาได้ คุณจะทำตามคำขอของฉันหนึ่งข้อโดยไม่มีเงื่อนไข และฉันก็หวังว่าคุณจะเป็นลูกผู้ชายพอที่รักษาคำพูดนะ”
อธินพยักหน้ารับ และรู้ตัวว่าคำสัญญานั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองในวันนี้เสียแล้ว
“ฉันขอให้คุณรักลี คุณทำให้ฉันได้มั้ย”
“คุณคิดว่าความรักมันบังคับกันได้เหรอ ถ้าทำได้ง่ายขนาดนั้นคุณคงไม่เจ็บปวดกับมันมาจนถึงตอนนี้หรอก แต่ถ้าคุณต้องการให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมก็จะทำให้” เมื่อพูดจบอธินก็พละไปประจำที่อยู่หลังพวงมาลัย แล้วขับเรือกลับเข้าฝั่งทันที อธินรู้ดีคว่าถ้าเมษิตาเอ่ยปากออกมาอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกไปก็คงไม่มีประโยชน์เขาคงไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้ง่ายๆ แน่นอน
อธินขับรถมาส่งเมษิตาที่บ้านแล้วขับรถกลับไปทันที ตลอดระยะเวลากว่าสี่ชั่วโมงที่ทั้งคู่นั่งรถมาด้วยจากหัวหินจนถึงกรุงเทพฯ นั้นมีแค่เพียงความเงียบเท่านั้นที่เป็นเพื่อนเดินทางเพราะทั้งสองต่างนั่งนิ่งและจมอยู่กับความคิดของตัวเองอย่างที่ต่างฝ่ายต่างก็คาดเดาความคิดของกันและกันไม่ออก
เมษิตาเดินเข้าบ้านอย่างเนือยๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งสิ้นเรี่ยวแรงอยู่ที่โซฟาตัวนุ่มภายในห้องรับแขก ครู่ต่อมาหัวใจของหญิงสาวก็อดที่จะหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือเมื่อเช้านี้ไม่ได้ และตามมาด้วยภาพความเจ็บปวดจากบาดแผลแห่งความรักที่นันทลีเคยได้รับ นึกถึงภาพที่เพื่อนรักนอนจมกองเลือดอยู่ในห้องน้ำ ในวันที่กรีดข้อมือตัวเองเพราะผิดหวังจากความรัก เมษิตาก็บอกกับตัวเองว่า ‘ฉันรักคุณไม่ได้จริงๆ คุณอธิน ฉันยอมเป็นฝ่ายเจ็บเสียเองดีกว่าที่จะทนเห็นเพื่อนรักของฉันต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า’
เมษิตาสลัดศีรษะเบาๆ เพื่อขับไล่ความว้าวุ่นที่วิ่งวนอยู่เต็มหัวสมองออกแล้วลุกไปชะโงกดูที่หน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ครู่ต่อมาร่างบางของนันทลีก็ก้าวผ่านประตูรั้วแล้วเดินตรงเข้ามาในตัวบ้านอย่างคุ้นเคย
“ลีมาได้ยังไง” เจ้าของบ้านถามอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเพื่อนรักมาหาเธอถึงบ้านทั้งๆ เธอเองก็เพิ่งจะถึงบ้านเมื่อครู่นี้เอง
“คุณอธินโทร. ไปบอกลีว่าเพิ่งมาส่งเมที่บ้าน ลีก็เลยรีบมาหา เมื่อคืนนี้เมเป็นยังไงบ้าง ลีเป็นห่วงเมมากนะรู้มั้ยที่เห็นพี่อรรถทำแบบนั้นกับเม”
“ไม่ต้องห่วงหรอก เมไม่ได้เป็นอะไร เมเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้ว” แววตาคนพูดหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินชื่อของอธิน
“ก็ถ้าคุณอธินเขาไม่เข้าไปช่วยเม เมคิดว่าในสภาพเมาๆ แบบนั้นน่ะเมจะเอาตัวรอดจากพี่อรรถได้เหรอ” นันทลีกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ
“พูดถึงนายอธินแล้วก็น่าโมโห ขนาดไปกับลีแท้ๆ เขายังทิ้งลีไว้คนเดียวที่ร้านอาหารนั่นได้ แย่มากเลยนะผู้ชายแบบนี้”
“ที่เขาทำแบบนั้นเพราะเขาเป็นห่วงเมมาก เมเองก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเขารักเม”
“ลี...”
ในที่สุดนันทลีก็ตัดสินใจพูดออกมาตามตรง ถึงแม้ว่าเธอจะรักอธิน แต่ในเมื่อเขาไม่ได้รักเธอ เธอก็ต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ นันทลีอาจจะเจ็บปวดและผิดหวังกับความรักมามาก มากซะจนเมษิตากังวลว่าเธอจะทนรับความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ไหว แต่มันกลับตรงกันกูม ความผิดหวังที่ผ่านมาเป็นเหมือนวัคซีนชั้นดีที่ทำให้หัวใจของนันทลีมีภูมิต้านทานและแข็งแรงขึ้น
“เมฟังลีให้ดีนะ ความรักมันบังคับกันไม่ได้ เราไม่สามารถบังคับหัวใจใครให้รักหรือไม่รักใครได้ แม้แต่หัวใจเราเองเราก็บังคับมันได้ เรื่องนี้เมก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ในเมื่อคนที่คุณอธินเขารักไม่ใช่ลี ลีก็ต้องยอมรับให้ได้ แต่ลีก็ดีใจนะที่คนที่คุณอธินรักคือเม เพื่อนที่ลีรักมากที่สุด”
‘ความรักบังคับกันไม่ได้งั้นเหรอ’ ทำไมนันทลีและอธินถึงได้พูดแบบเดียวกัน หรือว่า...ความรักมันเป็นแบบนี้จริงๆ เมษิตาอดที่จะถามตัวเองไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเมษิตาก็ทำใจยอมรักอธินไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเธอรู้อยู่แก่ใจว่าเพื่อนเธอก็รักผู้ชายคนนี้ ถ้าเธอทำอย่างนั้นเธอก็คงจะไม่อาจสู้หน้าเพื่อนได้อีกต่อไป ‘ถ้าจะเจ็บก็เจ็บด้วยกันทั้งหมดก็แล้วกัน เมทนไม่ได้หรอกที่จะเห็นลีต้องเจ็บอยู่คนเดียว’ เมษิตาสรุปกับตัวเองเช่นนั้น
“เมยอมรับหัวใจตัวเองเถอะนะว่าเมรักคุณอธิน อย่าดื้อกับความรู้สึกของตัวเองอีกเลยนะ แค่เมกล้าที่จะยอมรับความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น มันไม่ยากเลยนะเม” นันทลีพูดเอื้อมมือไปจับมือของเมษิตามาบีบแล้วเขย่าเบาๆ อย่างร้องขอให้เพื่อนคนนี้ยอมเปิดหัวใจให้กับความรักครั้งใหม่
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะลี เมไม่อยากฟังแล้ว” เมษิตาชักมือออกแล้วเดินเลี่ยงไปนั่งลงที่โซฟา ดวงตาคู่หม่นของเจ้าของบ้านดูเหมือนจะเหม่อลอยแต่บางคราวก็เหมือนจะครุ่นคิดอะไรอยู่ในที
นันทลีทอดสายตามองตามเพื่อนรักด้วยความเหนื่อยใจในความดื้อรั้นของเธอคนนี้ยิ่งนัก นันทลีคิดว่าไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องหาทางทำให้เพื่อนคนนี้ยอมรับความรู้สึกของตังเองให้ได้
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







