LOGINอรรถพลเดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้งหลังจากจัดการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนเมื่อครู่นี้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมิวายทำหน้าแสยะอย่างขยะแขยงร่องรอยสกปรกที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่จางๆ ชายหนุ่มเจ้าสำอางชะเง้อคอมองหาเมษิตาอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะกลับเข้ามา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินออกไปยังทิศทางที่อดีตคนรักวิ่งออกไป แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารดังเดิม แล้วเรียกพนักงานมาเช็คบิล จากนั้นจึงเดินออกจากร้านไปโดยไม่แสดงอาการห่วงใยเมษิตาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแต่อย่างใด
ในขณะเดียวกัน นันทลีก็นั่งรออธินที่วิ่งตามเมษิตาออกไปด้วยความกระวนกระวาย ชายหนุ่มที่มาด้วยกันวิ่งตามเพื่อนสาวของเธอออกไปเนิ่นนานและไม่กลับเข้ามาอีกเลย นันทลีรู้สึกเป็นห่วงเมษิตามากเพราะภาพที่เห็นว่าเพื่อนวิ่งโซซัดโซเซออกไปทางด้านหลังร้านก็บอกได้ดีว่าเพื่อนของเธอเมาเต็มที่แล้ว
มาถึงตอนนี้ นันทลีก็พอจะดูออกแล้วว่าเมษิตาเองคงจะมีใจให้อธินเช่นเดียวกัน หากไม่เป็นเพราะเธอไปสารภาพกับเมษิตาก่อนว่าเธอกำลังหลงรักอธินอยู่ เมษิตาก็คงจะยอมเปิดใจให้ชายหนุ่มได้ไม่ยากเย็น หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ครุ่นคิดอะไรหลายอย่างพลางใช้ช้อนส้อมเขี่ยอาหารในจานไปมาอย่างเซ็งๆ แต่แล้วก็ยิ้มออก เมื่อเห็นว่ามีชายคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ต้องหุบลงอย่างกะทันหันเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นใคร
“คุณปราบดา มาได้ยังคะ”
“ไอ้ธินมันโทร. ไปบอกให้ผมมารับคุณลีกลับบ้าน”
“แล้วคุณอธินล่ะคะ” นันทลีเอ่ยถามเบาๆ
“ธินมันพาคุณเมกลับไปแล้ว มันบอกผมว่าคุณเมเมามากเลยจะรีบพากลับไปส่งบ้าน”
นันทลีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้วาอธินทิ้งเธอไว้และออกไปกับเมษิตา ทั้งที่พยายามทำใจให้รับกับความจริงที่ว่า อธินไม่ได้รักเธอ แต่มันก็ยากที่จะให้ปรับความรู้สึกให้เป็นปกติได้ในทันที
“นี่คุณลียังไม่ได้ทานอะไรเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นว่า อาหารในจานตรงหน้าหญิงสาวยังไม่พร่องลงเลย
“ฉันทานไม่ลงแล้ว เดี๋ยวฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ” พูดจบนันทลีก็เรียกพนักงานมาเช็คบิล และเมื่อจัดการชำระค่าอาหารเรียบร้อยแล้วนันทลีจึงลุกออกจากโต๊ะไปโดยไม่สนใจปราบดาเลย
ชายหนุ่มที่ถูกทิ้งไว้ที่โต๊ะอาหาร มองตามร่างบางของหญิงสาวที่เขาหลงรักตั้งแต่แรกพบเดินคอตกออกไปนอกร้านด้วยความเศร้าใจที่เห็นเธอต้องตกอยู่ใสสภาพเช่นนี้ แต่ก่อนที่ร่างบางจะก้าวพ้นกรอบประตู ชายหนุ่มก็รีบวิ่งตามออกไปและตามไปทันหญิงสาวตรงหน้าร้านพอดี
“คุณลีจะไปไหนครับ” ปราบดาร้องถามมาจากทางด้านหลัง
“ฉันจะไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าร้าน” นันทลีตอบเนือยๆ
“ให้ผมไปส่งนะครับ ดึกแล้วอย่ากลับแท็กซี่เลย มันอันตราย”
“ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง แต่ฉันคงไม่รบกวน ฉันดูแลตัวเองได้” หญิงสาวยืนกรานปฏิเสธดังเดิม
“ให้ผมไปส่งเถอะนะครับ ถ้าไอ้ธินมันรู้ว่าผมปล่อยให้คุณลีกลับบ้านคนเดียวดึกๆ แบบนี้มันคงเตะผมแน่ มันเป็นห่วงคุณลีมากนะครับ ถึงได้โทร. ไปตามให้ผมมารับคุณ” ปราบดาเอาชื่อเพื่อนมาอ้างไปอย่างนั้นเอง เขาไม่ได้กลัวถูกเพื่อนเตะอย่างที่บอกออกไปสักนิด แต่เขาเป็นห่วงนันทลีต่างหาก
เมื่อเห็นว่าปราดาตั้งใจจะไปส่งจริงๆ นันทลีจึงยอมเดินตามเขาไปที่รถโดยไม่ดื้อดึงอีกต่อไป
เสียงคลื่นกระทบทบฝั่งดังซ่าๆ และแสงแดดอบอุ่นที่ส่องทะลุผ่านผ้าม่านสีขาวที่หน้าต่างหัวเตียงปลุกให้เมษิตาต้องจำใจตื่น เมื่อลืมตาขึ้นมาหญิงสาวก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย เธอมั่นใจว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของตนแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างบางจึงดีดตัวขึ้นจากเตียงนอนหลังใหญ่ทันที สิ่งแรกที่หญิงสาวทำคือการก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง และตามมาด้วยเสียงกรี๊ดสนั่น
กรี๊ดดด !!!
หญิงสาวกรีดร้องเสียงดังลั่นห้องทันทีที่เห็นสภาพตัวเอง ขณะนี้เธอสวมเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวโคร่งของผู้ชายเพียงตัวเดียวเท่านั้น วินาทีต่อมาหญิงสาวรีบดึงสาปเสื้อบริเวณอกให้ออกห่างจากตัวแล้วรีบก้มหน้าลงตรวจสอบสภาพภายใน ซึ่งก็ยังอยู่ดีเป็นปกติ จึงทำให้เธอคลายความตกใจลงได้บ้าง ‘ที่นี่ที่ไหน...บ้านใคร...ห้องนอนของใคร!?”
“เกิดอะไรขึ้นคุณเม” ไม่ต้องเสียเวลาคิดหาคำตอบ เพราะคนเป็นเจ้าของบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องนอนอยู่นี่แล้ว
“คุณอธิน คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?”
“ก็นี่มันบ้านผม ว่าแต่เมื่อกี้คุณกรี๊ดทำไม เกิดอะไรขึ้น”
“ตาบ้า! ฉันสิต้องเป็นฝ่ายถามคุณ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมฉันถึงได้มานอนอยู่ที่บ้านคุณ แล้วก็ในห้องนอนของคุณอย่างนี้ แล้วเสื้อผ้าฉัน...” เมื่อสิ้นประโยคนั้น หมอนใบใหญ่ก็ปลิวตามไป จนร่างสูงที่ยืนอยู่ปลายเตียงต้องรีบกระโดดหลบ
“ใจเย็นสิครับคุณ ตื่นมาก็โวยวายลั่นบ้านเชียว ทีเมื่อคืนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะครับ...ที่รัก” ชายหนุ่มกล่าวแล้วยิ้มยั่วนัยน์ตาพราว
“อร๊าย! นี่คุณทำอะไรฉัน แล้วเสื้อผ้าฉันล่ะ คุณไม่ได้เป็นคนเปลี่ยนให้ฉันใช่มั้ย แม่บ้านคุณเป็นคนเปลี่ยนให้ฉันใช่มั้ย”
“คุณคิดว่าจะเหมือนในละครเหรอ ที่นางเอกเมาแล้วอ้วกเลอะเทอะ พระเอกก็ให้แม่บ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ที่นี่บ้านพักตากอากาศของผมที่หัวหินครับ ไม่มีแม่บ้านประจำหรอก มีแต่คนสวนที่เป็นผู้ชายคอยเฝ้าบ้านให้ คุณคิดว่าระหว่างคนสวนกับผม ใครจะเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณ”
“ตาบ้า แล้วทำไมคุณต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันด้วย ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้เมาจนอ้วกอย่างที่คุณว่าแน่ๆ” แม้จะเมาไม่ได้สติแต่เมษิตาก็พอจะจำได้รางๆ ว่าเธอก็แค่เมาแล้วหลับไปเท่านั้นเอง
“คุณไม่ได้อ้วกก็จริง แต่เสื้อผ้าคุณน่ะเลอะไวน์ กลิ่นหึ่งอย่างกับถังบ่มไวน์ ผมทนไม่ไหวก็เลยต้องจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ แต่คุณไม่ต้องห่วงว่าผมจะเห็นอะไรๆ ของคุณหรอกนะ เพราะตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณน่ะผมหลับตา...ข้างเดียว” คนพูดหัวเราะอย่างอารมณ์ดีทันทีที่พูดจบ
“ตาบ้า!” พร้อมกับเสียงตวาดแว้ด หมอนข้างใบใหญ่ก็ถูกจับทุ่มเข้าใส่คนที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ จนเจ้าตัวต้องรีบถอยไปยืนอยู่หน้าประตู
“ผมให้คนซักรีดชุดที่คุณใส่มาเมื่อคืนนี้ให้แล้วนะ แขวนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวคุณอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปทานอาหารเช้าด้วยกันนะ เร็วๆ ด้วย ผมหิวแล้ว” คนพูดขยิบตาข้างซ้ายแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะเดินตัวปลิวออกจากห้องไป
เมษิตาใช้เวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงไม่นานก็ตามมาหาอธินที่โต๊ะอาหารบริเวณระเบียงหน้าบ้าน เพียงก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นระเบียง สายลมแผ่วเบาก็พัดมากระทบผิวกาย อีกทั้งเสียงคลื่นกระทบฝั่งก็ดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ หญิงสาวเหลียวมองไปรอบด้านก็พบผืนทะเลกว้างใหญ่อยู่ใกล้ๆ เมื่อได้อยู่ในสถานที่ที่สวยงาม รอยยิ้มบางๆ จึงผุดพรายขึ้นบนใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวทันที
“ที่นี่บรรยากาศดี ถูกใจคุณล่ะสิ” อธินที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเมษิตามีสีหน้าพอกับสถานที่
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม ทำไมไม่พาฉันกลับบ้าน” หญิงสาวเอ่ยถามขณะเดินเข้าไปร่วมโต๊ะกับผู้ที่นั่งอยู่ก่อน
“ก็ผมอยากมา” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ
“ถ้าคุณอยากมาก็มาคนเดียวสิ เรื่องอะไรต้องลากฉันมาด้วย”
“ก็ผมอยากมากับคุณนี่นา”
“นี่คุณ! ตอบแบบนี้คิดจะกวนประสาทกันแต่เช้าเลยใช่มั้ย”
ก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น แม่บ้านวัยกลางคนก็ยกถาดอาหารเช้าออกมาเสิร์ฟ ซึ่งก็ทำให้ทั้งคู่สงบศึกลงทันที เมษิตามองหน้าแม่บ้านแล้วยิ้มโล่งใจ เพราะเชื่อมั่นว่าคนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเมื่อคืนนี้ต้องเป็นป้าแม่บ้านคนนี้แน่นอน
“ขอบคุณนะคะป้า ที่เมื่อคืนนี้ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เม”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”
เมษิตาหันขวับมาที่อธินทันทีที่แม่บ้านเดินลับตาไป “ฉันคิดอยู่แล้วว่าคุณต้องหลอกฉัน ที่แท้ก็มีแม่บ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันจริงๆ ด้วย”
อธินระบายลมหายใจออกมากอย่างเซ็งๆ ที่แผนการอำของเขาถูกเปิดเผยเร็วเกินไป “คุณรีบทานอาหารเช้าก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะพาไปขับเรือเล่น”
คิ้วเรียวของหญิงสาวกระตุกขึ้นอย่างประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา อาจเป็นเพราะบรรยากาศดีเลยทำให้เธอพลอยอารมณ์ดีไปด้วยและวันนี้เธอจะลองทำตัวว่านอนสอนง่ายดูสักวัน เพราะเธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้จะมาไม้ไหนกับเธออีก
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







