LOGINจักรวาลเดินหน้าบึ้งตึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฌอปรางค์ แล้วก้มหน้า ลงมองหญิงสาวหน้าตามอมแมมที่กำลังนั่งเชิดหน้า กอดอกแบบคนที่คิดว่าถือไพ่เหนือกว่า แล้วโคลงศีรษะไปมาอย่างรับสภาพไม่ได้
ในขณะเดียวกัน เฌอปรางค์ก็ช้อนสายตาขึ้นมองซุปเปอร์สตาร์หนุ่มด้วยแววตาท้าทายเช่นกัน ถึงแม้จักรวาลจะใส่หมวกแก๊ป อำพรางใบหน้าช่วงบนเอาไว้ ทว่าท่าทีอวดดีของเขาก็ยังเป็นที่จดจำของเฌอปรางค์ไม่มีวันลืม
“ถ้าจะมาขอโทษฉันก็รีบๆ พูด ฉันมีงานต้องทำอีกเยอะ ชักช้า เสียเวลา” เฌอปรางค์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“อยากให้ผมขอโทษอย่างนั้นเหรอ?” จักรวาลพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยันอยู่ในที
“ใช่” หญิงสาวตอบเพียงคำเดียวสั้นๆ
“ถ้างั้น คุณก็ต้องขอโทษผมก่อน ที่เมื่อวานคุณสบประมาทผม” จักรวาลตั้งเงื่อนไขบ้าง
“ฉันไม่ขอโทษ เพราะสิ่งที่ฉันพูดเมื่อวานมันคือเรื่องจริง!” เฌอปรางค์ยืนกรานปฏิเสธ
“โอเค งั้นผมก็ไม่ขอโทษคุณเหมือนกัน” จักรวาลไหวไหล่อย่างไม่อนาทรร้อนใจ
“ถ้าไม่ขอโทษ ก็เชิญออกจากร้านฉันไปได้แล้ว อ้อ...ฝากบอกพี่ริชชี่ด้วยนะ ว่าให้ไปจ้างคนอื่นมาเป็นแฟนคุณแทนฉันได้เลย เพราะคนอย่างฉันจะไม่วันร่วมมือกับเกย์จอมลวงโลกอย่างคุณ เพื่อหลอกลวงประชาชนเด็ดขาด!”
จักรวาลเลือดขึ้นหน้าเมื่อถูกพูดแทงใจดำ จึงเผลอตวัดฝ่ามือไปบีบต้นแขนของเฌอปรางค์ไว้แน่น แล้วรั้งร่างบางให้ลุกขึ้นสบตากับตัวเอง แล้วกัดฟันพูดว่า “ผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูด”
“ยอมรับความจริงเถอะว่าคุณเป็นเกย์...คุณชอบผู้ชาย พรุ่งนี้ก็แถลงข่าวบอกชาวบ้านไปเลย ว่าคุณเป็นพวกรักไม้ป่าเดียวกัน” ยิ่งมือหนาของจักรวาลบีบต้นแขนของเฌอปรางค์แรงเท่าใด หญิงสาวก็ยิ่งยั่วให้เขาเจ็บใจมากขึ้นเท่านั้น
“ผมไม่ได้เป็น!” จักรวาลเพิ่มแรงบีบมากขึ้น ตามอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างยากจะฉุดให้ลดอุณหภูมิลงได้ในเวลานี้
“ฉันไม่เห็นว่าการเป็นเกย์มันจะน่าอายตรงไหน”
“ผมก็ไม่ได้รังเกียจคนที่เป็นแบบนี้ และถ้าผมเป็น ผมก็กล้าพอที่จะยอมรับตัวตนของตัวเอง แต่นี่มันไม่ใช่...ผมไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ กำลังพยายามยัดเยียดให้ผมเป็น”
เรืองฤทธิ์และส้มแป้นที่สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาจับจักรวาลและเฌอปรางค์แยกออกจากกัน
“พอได้แล้ว จะกัดกันทำไมยะ แค่นี้ยังปวดหัวไม่พอรึไง!” เรืองฤทธิ์เอ็ดตะโรเสียงดังลั่น พลางดึงตัวซุปเปอร์สตาร์หนุ่มให้ถอยห่างจากเฌอปรางค์
“คนของพี่ริชชี่มาหาเรื่องมะปรางก่อนนะคะ” เฌอปรางค์เถียง
“คุณว่าผมก่อน” จักรวาลไม่ยอมลดราวาศอกเช่นเดียวกัน
“โอ๊ย หยุดได้แล้ว ทั้งคู่เลย ฉันบอกให้หยุด!” เรืองฤทธิ์ดุเสียงดังอีกครั้ง
จักรวาลยอมหยุด หากแต่สายตายังมองสำรวจเฌอปรางค์ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วพูดกับผู้จัดการส่วนตัวของเขา โดยที่สายตาคบกริบนั้นยังจับจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางของหญิงสาวตรงหน้าว่า “ผมรับไม่ได้ ถ้าพี่ฤทธิ์จะให้ผู้หญิงหน้าตามอมแมม หัวฟูยิ่งกว่ารังนกคนนี้มาเป็นแฟนผม เรื่องข่าวบ้าบอพวกนั้น ผมจะจัดการของผมเอง ไม่ต้องให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตผม”
“นี่คุณว่าใครเป็นผู้หญิงมอมแมม นายจักรยานโบราณ” เฌอปรางค์ตวาดแว้ด
“เรียกชื่อผมให้ถูกสักครั้งได้มั้ยยายผู้หญิงมอมแมม” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มต่อว่า ไม่พอใจ
“อย่ามาเรียกฉันอย่างนี้นะ”
“ทีคุณยังเรียกผมว่าจักรยานโน่น จักรยานนี่ได้เลย แล้วทำไมผมจะเรียกคุณว่าผู้หญิงมอมแมมบ้างไม่ได้”
“ฉันไม่ได้มอมแมม” เฌอปรางค์เถียงหน้าหงิก
“คุณไปส่องกระจกดูเองก็แล้วกัน อย่าให้ผมพูดอะไรมากไปกว่านี้เลย” จักรวาลเดินออกจากร้านทันทีที่พูดจบ
เรืองฤทธิ์มองจักรวาลที เฌอปรางค์ที อย่างไม่รู้จะไปทางไหนดี ในวินาทีเร่งรีบ เรืองฤทธิ์ตัดสินใจหยิบนามบัตรของตนยัดใส่มือเฌอปรางค์หนึ่งใบ แล้วบอกว่า “เก็บนามบัตรฉันไว้นะ ถ้าเธอเปลี่ยนใจเมื่อไรก็รีบโทร. หาฉันทันที...โอเค้”
เฌอปรางค์มองตามร่างตุ้ยนุ้ยของเพื่อนรุ่นพี่ ที่รีบวิ่งตามจักรวาลออกไปจนลับตา แล้วก้มลงมองนามบัตรในมือ หญิงสาวขยำกระดาษแผ่นเล็กจนบู้บี้ แล้วทำท่าจะปาลงถังขยะใกล้ตัว แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะถึงแม้เธอจะไม่โทร. หาเรืองฤทธิ์ด้วยเรื่องของจักรวาล แต่เธอก็สามารถเก็บนามบัตรของเรืองฤทธิ์ไว้ใช้ติดต่อเรื่องอื่นได้ ในเมื่อเธอและเขาต่างก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน
เฌอปรางค์ปลีกตัวขึ้นไปจัดการกับตัวเองบนห้องนอนชั้นสอง แต่ก่อนที่จะไปอาบน้ำ หญิงสาวได้หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋าเดินทาง แล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง หลังจากที่ปิดไว้ ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องบิน ตอนเช้ามืดของเมื่อวาน
ทันทีที่ระบบโทรศัพท์เริ่มทำงาน เสียงเตือนข้อความเข้าก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผู้เป็นเจ้าของเครื่องรอจนกระทั่งเสียงสุดท้ายเงียบลง จากนั้นจึงอ่านข้อความซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กว่า ‘สายที่ไม่ได้รับ 897 สาย’ เฌอปรางค์เป่าปากอย่างเหนื่อยใจ ไม่ต้องเดา ก็รู้ว่าต้องเป็นสายเรียกเข้าจากคนทางบ้านแน่นอน
เมื่อเปิดอ่านรายละเอียด ก็เป็นจริงดังคาด เพราะมีสายเรียกเข้าจาก ยายเสาวรส ป้าวิลาวัลย์ ลุงมานพ ภาคิน และรายสุดท้ายคือ ‘ชานนท์’ คนนอกบ้านที่อยากจะเป็นคนในบ้านเสียเต็มประดา เฌอปรางค์ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะโทร. กลับไปหาบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ตัดสินใจโทร. กลับไปหาภาคิน ผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น
“มะปรางอยู่ไหน” ภาคินเอ่ยถามด้วยความดีใจที่ได้รับการติดต่อจากน้องสาว
“อยู่ในที่ๆ ปลอดภัยค่ะ พี่เกลือไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เฌอปรางค์ตอบพลางพยายามสกัดกั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลริน เพียงแค่ได้ยินเสียงพี่ชาย ความคิดถึงบ้านก็พุ่งเข้าใส่คนไม่เคยไกลบ้านอย่างรุนแรง
“ที่ๆ ปลอดภัยน่ะ มันที่ไหน อยู่ในเชียงใหม่รึเปล่า”
“พี่เกลือไม่ต้องเสียเวลาตามหามะปรางหรอกค่ะ ถึงเวลามะปรางจะกลับบ้านเอง” พูดจบเฌอปรางค์ก็กดตัดสายโทรศัพท์ทันที
“เดี๋ยวก่อนมะปรางอย่าเพิ่งวางสาย มะปราง มะปราง!” ภาคินตะโกนรั้งคนปลายสาย แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว และเมื่อเขาโทร. กลับไป อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับสายอีกเลย
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เฌอปรางค์ก็กลับลงมายังชั้นล่างอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบว่าส้มแป้นกำลังยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่ต่อหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ หน้าตาถมึงทึงจำนวนสี่คน
เฌอปรางค์กวาดตามองสภาพร้านที่เธอเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อครู่ ซึ่งขณะนี้ได้แปรสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ เคาน์เตอร์คิดเงิน ที่ปกติจะมีแจกันดอกไม้ และของกระจุกกระจิกวางประดับอยู่ บัดนี้สิ่งของเหล่านั้น ถูกปัดตกลงเกลื่อนพื้น อีกทั้งโต๊ะและเก้าอี้สำหรับลูกค้า ก็ถูกล้มระเนระนาด มิหนำซ้ำเก้าอี้บางตัวก็ถูกทุบจนขาหัก แม้แต่ผนังกระจกด้านหนึ่ง ก็ถูกทุบแตกละเอียด เศษกระจกกระจายเต็มพื้น เฌอปรางค์นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ว่าสภาพร้านย่อยยับขนาดนี้ เหตุใดตอนที่เธออาบน้ำอยู่ชั้นบนจึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
“เกิดอะไรขึ้น แล้วพวกนี้เป็นใคร” เฌอปรางค์รีบวิ่งเข้าไปยืนเคียงข้างส้มแป้นแล้วกระซิบถาม
“ฉันไม่รู้ จู่ๆ พวกนี้ก็บุกเข้ามาทำลายข้าวของ” ส้มแป้นตอบด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“แกไม่ต้องกลัว เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เฌอปรางค์ปลอบใจเพื่อน แล้วก้าวไปข้างหน้าสองก้าว จนอยู่ห่างจากกลุ่มนักเลงพวกนั้นเพียงแค่ช่วงแขนเดียว
“พวกแกเป็นใคร เพื่อนฉันไปทำอะไรให้ ถึงได้ทำกันถึงขนาดนี้” หญิงสาวร่างบอบบางกระชากเสียงถาม ทั้งที่ในใจก็นึกหวั่น แต่เธอก็ต้องซ่อนความกลัวของตัวเองเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด เพราะในวินาทีที่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ เธอก็ต้องปกป้องตัวเอง และเพื่อนสาวที่กำลังยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังให้ได้
“พวกเรามาทวงหนี้” ชายฉกรรจ์ผู้คาดว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม เป็นผู้ตอบคำถาม
“ฉันไม่เคยเป็นหนี้พวกมัน หน้าพวกมันแต่ละคนฉันยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ” ส้มแป้นรีบปฏิเสธ
เฌอปรางค์จ้องหน้าชายคนที่ตอบคำถามเธอเมื่อครู่ แล้วพูดว่า “พวกแกคงจะมาผิดร้านแล้วล่ะ เชิญออกจากร้านของเพื่อนฉันไปได้แล้ว แต่ก่อนจะออกไป ช่วยจ่ายค่าเสียหายให้ด้วย ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”
“ก่อนที่จะแจ้งตำรวจก็ดูคลิปนี่ก่อนก็แล้วกัน” ผู้ชายคนเดิมล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วกดเปิดคลิปวิดีโอให้เฌอปรางค์และส้มแป้นดู
“เต้!” ส้มแป้นตกตะลึง ร้องเรียกชื่อบุคคลที่อยู่ในคลิปเสียงดังลั่น
“แฟนแกนี่” เฌอปรางค์อึ้ง
ในคลิปนั้น เต้ถูกจับมัดมือมัดเท้าติดกับเก้าอี้ อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ทั้งมืดและคับแคบ ตามร่างกายมีร่องรอยของการถูกซ้อมปรากฏอยู่ชัดเจน โดยเฉพาะใบหน้า มีรอยเขียวช้ำทั้งบริเวณรอบดวงตา โหนกแก้ม และมุมปาก แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังฝืนร้องขอความช่วยเหลือออกมาจนได้ว่า “ส้มช่วยผมด้วย พวกมันจะฆ่าผม คุณต้องช่วยผมนะ ผมยังไม่อยากตาย ช่วยผมด้วย”
“ไอ้เต้ มันให้พวกเรามาทวงเงินที่นี่ มันบอกว่าเจ้าของร้านนี้เป็นแฟนมัน” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกล่าวพลางกดปิดคลิป
ส้มแป้นละล่ำละลักถามด้วยความเป็นห่วงคนรักว่า “เต้เป็นหนี้พวกแกเท่าไร เดี๋ยวฉันจะใช้ให้เอง แต่พวกแกต้องปล่อยเขาออกมาก่อนนะ อย่าทำอะไรเขานะ”
“มันเป็นหนี้ในบ่อนสองล้านห้า แล้วคิดจะหนี มันก็ต้องเจอแบบนี้แหละถึงจะสาสม” หัวหน้ากลุ่มตอบเหี้ยมเกรียม แล้วระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น เหล่าลูกน้องที่ยืนอยู่แผงหลังก็พร้อมใจกันส่งเสียงหัวเราะมาประสานให้ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก
ส้มแป้นหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินว่าคนรักของตนเป็นหนี้พนันจำนวนมาก มิหนำซ้ำเขายังให้นักเลงกลุ่มนี้มาทวงหนี้ที่เธออีก
เฌอปรางค์โมโหจนลืมความกลัว ตวาดกลับไปว่า “คนที่เป็นหนี้พวกแกคือนายเต้ พวกแกก็ไปทวงกับมันสิ เรื่องอะไรมาทวงกับเพื่อนฉัน”
“เงินตั้งสองล้านห้า ฉันจะไปหาที่ไหนมาให้” ส้มแป้นพูดพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ถ้าวันนี้เธอไม่มีเงินใช้หนี้ พวกเราก็จะเอาตัวแฟนไอ้เต้ไปขัดดอกไว้ก่อน” หัวหน้ากลุ่มคนเดิมพูด พร้อมกับเดินเข้ามากระชากข้อมือของส้มแป้นอย่างแรง จนหญิงสาวร่างเล็กปลิวหวือไปอย่างง่ายดาย
“ว้าย! ปล่อยฉันนะ มะปรางช่วยด้วย” ส้มแป้นร้องขอความช่วยเหลือ พลางใช้มืออีกข้างทุบตีผู้ชายตัวโตที่จับเธอไว้เป็นพัลวัน
“ปล่อยเพื่อนฉันนะ” เฌอปรางค์ปรี่เข้าไปดึงตัวส้มแป้นออกมา แต่ก็ถูกชายอีกคนผลักจนล้มลงไปกองกับพื้น แต่เธอก็รีบดีดตัวลุกขึ้น โดยคว้าขาเก้าอี้ที่หักอยู่ติดมือขึ้นมาด้วย หญิงสาวฟาดไม้ไปยังชายคนที่ผลักเธอล้มจนสุดแรง แต่ชายคนนั้นก็เบี่ยงตัวหลบได้ทัน และในขณะเดียวกัน ชายผู้นั้นก็ใช้มือซึ่งแข็งแรงกว่าบิดไม้ออกจากมือของเฌอปรางค์ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่ง ก็ปราดเข้าไปล็อคตัวเฌอปรางค์ไว้แน่นหนา
“ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า ฉันบอกให้ปล่อยฉัน” หญิงสาวพยายามดิ้นรน จนหลุดออกมาได้
“ถ้าพวกเธอไม่มีเงินจ่าย ฉันก็จะเอาแฟนไอ้เต้ไป” หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวพลางลากตัวส้มแป้นถูลู่ถูกังออกจากร้าน
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน!” ส้มแป้นตะโกนจนสุดเสียง ในขณะเดียวกันก็พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ไหลไปตามแรงฉุดของชายฉกรรจ์ผู้นั้น ทว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างเธอก็มิอาจต้านทานพละกำลังของผู้ชายตัวโตได้
“ปล่อยเพื่อนฉัน แล้วฉันจะหาเงินมาใช้หนี้ให้” เฌอปรางค์จำใจต้องตะโกนบอกออกไปอย่างไม่มีทางเลือก
ชายร่างบึกบึนที่กำลังลากส้มแป้นออกจากร้านชะงักเท้า หันหน้ากลับมามองเฌอปรางค์ แล้วพูดว่า “เอาเงินมาก่อน ฉันถึงจะปล่อยเพื่อนเธอ”
“ปล่อยเพื่อนฉันก่อน ฉันถึงจะหาเงินมาให้” หญิงสาวสวนกลับ
“ถ้าฉันปล่อยนังนี่ไป แล้วเธอสองคนพากันหนี ใครจะรับผิดชอบฮึ”
“พวกแกจะกลัวอะไร ในเมื่อพวกแกมีไอ้เต้เป็นตัวประกันอยู่แล้วทั้งคน” เฌอปรางค์พยายามหลอกล่อ และดูเหมือนว่าจะได้ผลดีเสียด้วย
ชายหัวหน้ากลุ่มนักเลง นิ่งคิดนิดหนึ่ง แล้วตบตกลง “ก็ได้ แต่เธอต้องหาเงินมาใช้หนี้ภายในวันนี้นะ”
“จะบ้าเหรอ เงินตั้งสองล้านห้า ฉันจะไปหามาจากไหนภายในวันเดียว ให้เวลาฉันหน่อยสิ พรุ่งนี้พวกแกค่อยมารับเงินก็แล้วกัน” เฌอปรางค์พยายามหาทางประวิงเวลา เพราะหากจะให้เธอหาเงินสองล้านห้ามาใช้หนี้ภายในวันนี้ เห็นจะมีอยู่ทางเดียวคือ ขอความช่วยเหลือจากยายเสาวรส แต่ในเมื่อเธอตัดสินใจหนีออกมาจากกรงทองของผู้เป็นยายแล้ว เธอก็ต้องยืนให้ได้ด้วยขาของตัวเอง
“ก็ได้ แล้วอย่าคิดตุกติกล่ะ ไม่งั้นไอ้เต้ตายแน่” นักเลงกลุ่มนั้นยอมยกขบวนกลับ แต่ก็กล่าวย้ำก่อนจากไป ว่าจะกลับมารับเงินในวันรุ่งขึ้น
“ไอ้เต้นี่มันชั่วจริงๆ” เฌอปรางค์โกรธจัดจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่
ส้มแป้นพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งก้มหน้าร้องไห้จนตัวโยน ทั้งตกใจที่ร้านถูกทำลายจนเสียหายยับเยิน และทั้งเสียใจที่คนรักของตนทำแบบนี้ได้ลงคอ
“เงินตั้งสองล้านห้า จะไปหามาจากไหนภายในวันเดียว” เฌอปรางค์พูดพลางยกมือขึ้นกุมขมับสองข้างอย่างจนปัญญา
“ฉันขอโทษ ที่ทำให้แกต้องเดือดร้อนไปด้วย” ส้มแป้นขอโทษด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“ช่างเถอะ แกเป็นคนบอกฉันเองนี่ ว่าเพื่อนไม่มีวันทิ้งกัน ฉันจะหาทางช่วยแกเอง”
“ฉันมีเงินเก็บอยู่สองแสน” ส้มแป้นบอกเสียงเครียด เพราะจำนวนเงินที่มีมันห่างไกลจากยอดหนี้มาก
“ฉันก็มีเงินติดบัญชีอยู่ไม่เท่าไร ถึงยังไงเงินของเราสองคนรวมกันก็ไม่ถึงสองล้านห้าอยู่ดี” เฌอปรางค์เครียดมากขึ้น เมื่อเหลือบตามองไปทางหน้าร้าน แล้วเห็นนักเลงสองคนเดินป้วนเปี้ยนคุมเชิงอยู่ พวกมันคงคอยเฝ้าไม่ให้เฌอปรางค์และส้ม-แป้นหลบหนี
“แล้วเราจะทำยังไงกันดี” ส้มแป้นเครียดจัด ไม่ได้เป็นห่วงเฉพาะคนรัก แต่ตอนนี้เธอกำลังเป็นห่วงชะตากรรมของตัวเองและเฌอปรางค์ในวันพรุ่งนี้ด้วย
“ถ้านักเลงพวกนั้นมันไม่ขู่ว่าจะเอาตัวแกไป ฉันจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้เลย ถ้าพวกมันอยากฆ่าไอ้เต้ ก็ให้ทำไปเลย คนพรรค์นั้นอยู่ไปก็รกโลก” เฌอปรางค์กัดฟันพูดด้วยความคับแค้นใจ
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







