LOGINลี่หยางและซูเชี่ยวเดินออกมาจากตลาดและขึ้นรถม้าตรงกลับสำนักวารีหยกทันที แต่เพราะวันนี้มีผู้คนมาเที่ยวชมเทศกาลโคมไฟมากมาย จึงทำให้การเดินทางติดขัดบ่อยครั้งรถม้าไม่สามารถขยับตัวไปข้างหน้าได้สักเท่าไหร่ จากที่ใช้เวลาแค่ 1 เค่อก็ถึง แต่ตอนนี้ผ่านไป 1 เค่อแล้วแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน บรรยากาศภายในรถม้าเงียบเหมือนเคยอย่างตอนขามา ซูเซี่ยวได้แต่บ่นในใจช้าขนาดนี้หากนางลงเดินคงถึงสำนักแล้ว ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องอยู่ในนี้เป็นเวลานาน นางมองหน้าลี่หยางเจ้าสำนักวารีหยกก็เห็นเขาแต่นั่งหลับตาอย่างสงบ จะลืมตามามองนางเป็นบางครั้งหากนางเผลอลืมตัวทำเสียงดังเท่านั้น
“เจ้าเดินหมากเป็นด้วยหรือ” จู่ๆ เสียงทุ้มดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“เจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเพียงตอบเขาสั้นๆ
“แล้วลี่จูคือใคร” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปสักพัก ซูเชี่ยวตกใจหน้าซีดอย่าบอกนะว่าเขาเห็นคำอธิษฐานของนางตอนลอยโคมไฟ
“เอ่ออ คือออ อ้ออเพื่อนข้าน่ะคิดถึงไม่ได้เจอกันนานเลยเขียนถึง” ซูเชี่ยวตอบลิ้นพันกันด้วยกลัวว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่เชื่อ ลี่หยางเพียงส่ายหน้าเล็กน้อยเขาเห็นข้อความที่หญิงสาวเขียนล้วนเขียนเเทนตนว่าลี่จู เเต่นางกลับพูดโกหกเขา “นางโกหก” นี่เป็นครั้งที่2 ที่เขาพูดกับตัวเองว่านางโกหก แต่แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกตอนนี้รถม้าเคลื่อนตัวออกมาจากบริเวณตลาดแล้วจึงทำให้การเคลื่อนตัวเร็วขึ้นได้ จากการคาดการณ์ของซูเชี่ยวที่นั่งมองทางอยู่ตลอดน่าจะเหลืออีกแค่ไม่เกินครึ่งเค่อก็น่าจะถึงสำนักแล้ว ขณะนั้นเองรถม้าที่เคลื่อนตัวอย่างคล่องตัวกลับลื่นไถลเข้าพงหญ้าข้างทางเเทน ทำให้คนทั้งคู่ที่นั่งด้านในต้องลุ้นตามๆ กัน ลี่หยางลุกขึ้นและออกมาจากข้างใน
“เกิดอะไรขึ้น” ลี่หยางส่งเสียงถามผู้คุมม้าด้านนอกทันทีที่ออกมา
“ด้านหน้ามีต้นไม้ล้มขอรับ” ผู้คุมม้ารีบรายงาน ลี่หยางมองไปตามทิศที่ผู้คุมม้าบอก เห็นต้นไม้ใหญ่ล้มทับถนนที่พวกเขาต้องกลับจริงๆ ต้นไม้นี้ค่อนข้างใหญ่เกินกว่าที่เขาจะใช้พลังให้สิ้นเปลืองในการยกออก และในที่นี้ก็มีเเค่เขาที่มีพลังคงไม่คุ้มกันหากต้องเสียแรงเปล่า
“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ” นางที่เห็นข้างนอกเงียบไปจึงออกมาดูเหตุการณ์
“ต้นไม้หักทับถนนขอรับ” เป็นผู้คุมรถม้ากล่าวออกมา
“เดินกลับ” ลี่หยางพูดพลางเดินนำไปก่อน ซูเชี่ยวที่ได้ยินจึงทำได้เพียงเดินตามลี่หยางส่วนผู้คุมม้าก็ต้องเฝ้าม้าอยู่ที่นี่เพื่อรอคนมาช่วยแทน ซูเชี่ยวเดินตามหลังลี่หยางอย่างหมดแรง ว่าเเล้วเชียวเจอเขาทีไรต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นทุกที
“ฟิ่ว! ฉึก!”
ท่ามกลางความมืดบนถนนทางกลับสำนักวารีหยก กลับมีเสียงธนูและมีลูกธนูพุ่งออกมาท่ามกลางความมืดพุ่งตรงมาทางซูเชี่ยว โดยที่นางก็ยังไม่ทันตั้งตัว
แต่ความเร็วของธนูก็ยังช้ากว่าลี่หยางอยู่ดี เขาที่มีพลังสูงสุดแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ชายหนุ่มใช้มือจับที่ลูกธนูเมื่อสักครู่ตอนที่ธนูยิงเข้ามา เกิดเเสงสีขาวที่ฝ่ามือของเขาและหายไป เขาจับที่ธนูและแบมือพบว่ามีเลือดออกมาไม่มากแต่ลี่หยางกลับทำสีหน้าตกใจ
“มีพิษ” ลี่หยางพูดออกมาเสียงดัง ซูเชี่ยวที่กำลังตกใจก็ยิ่งหน้าซีดไปใหญ่ นางเพียงเดินเข้าไปจับที่ฝ่ามือลี่หยางแล้วนำผ้าเช็ดหน้ามาพันห้ามเลือดเอาไว้ ที่จริงการบาดเจ็บแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่พิษคือสิ่งที่ทำให้พลังภายในตัวเขาลดลงเป็นอย่างมาก และหากว่าพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก็ยิ่งลดลงจนทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ฝั่งคนร้ายที่รอให้พิษเข้าสู่ร่างกายของลี่หยางจึงจะเข้าประชิดตัว ผ่านไปไม่นานเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มหน้าซีดก็ลงมือทันที ลูกธนูนับสิบพุ่งตรงไปทางลี่หยางแต่ก็ไม่ถึงตัวของชายหนุ่ม ลี่หยางถ่ายทอดพลังออกมาเกิดแสงสีขาวตรงหน้าขนาดใหญ่ทำให้ลูกธนูหยุดอยู่กับที่ และตกลงพื้นซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็ตกตะลึง คนเราสามารถทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ นางเคยสังเกตศิษย์ในสำนักที่ฝึกพลังภายในแต่ก็ไม่เคยเห็นใครสามารถรับลูกธนูมากมายในคราวเดียวได้แบบนี้ แถมชายหนุ่มยังโดนพิษจนหน้าซีดอีกด้วย
“ไป รีบกลับสำนัก” ลี่หยางพูดกับนางด้วยเสียงที่เริ่มหมดแรงและหน้าซีดเมื่อพิษเริ่มออกฤทธิ์มากขึ้น ครั้งนี้เขาประมาทเกินไปจริงๆ แค่อยากรู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่จึงได้เผลอจับไปที่ลูกธนูด้วยมือเปล่าแทนที่จะใช้พลังปัดออกไป แต่ใครจะคิดว่าธนูนั้นมีเศษแก้วติดที่ด้ามเต็มไปหมดและยังมีพิษ เมื่อเขาจับฝ่ามือเกิดบาดเเผลจึงทำให้พิษเข้าสู่ร่างกาย การเดินทางไปสำนักถ้ารถม้าก็ใช้เวลาครึ่งเค่อ แต่ถ้าเดินก็ประมาณ 1 เค่อ
“จัดการ” เสียงของคนร้ายในความมืดพูดขึ้น ปรากฏคนแต่งตัวด้วยชุดดำประมาณ 20 คนเดินล้อมพวกเขาสองคน ลี่หยางผลักซูเชี่ยวให้ไปหลบหลังตน เพราะหญิงสาวไม่มีพลังภายในอาจเกิดอันตราย แต่เขาในตอนนี้ที่พิษเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสายตาเริ่มเลือนราง หากยามปกติคนแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ถึงแม้แต่มีพลังภายในก็ตามกลุ่มชายชุดดำเริ่มเข้าไปจัดการกับลี่หยาง แต่ก็ถูกลี่หยางใช้พลังภายในโจมตีกลับจนพวกนั้นกระเด็นออกมาอย่างดูไม่ได้ การต่อสู้ 1 ต่อ20 ดำเนินไปประมาณ 1 เค่อก็หยุดลง ตอนนี้มีเพียงหญิงชาย 2 คนที่ยืนอยู่ชายชุดดำ20กว่าคนนอนกับพื้นด้วยสภาพดูไม่ได้
ลี่หยางกระอักเลือดออกมาคำโตและคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ซูเชี่ยวเห็นอย่างนั้นก็รีบเข้าไปพยุงลี่หยางหลังจากที่นางกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ในชาติก่อนนางเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาเจอเรื่องสะเทือนใจมากสุดก็แค่อุบัติเหตุตามท้องถนนที่หญิงสาวนั่งรถผ่านและมองจากที่ไกลๆ แต่เมื่อสักครู่นางกำลังจะถูกฆ่าตายจากชายชุดดำถึง20คน ใครจะคิดว่าจะมีชีวิตรอด ซูเชี่ยวพยุงลี่หยางไปนั่งพักสักครู่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มอาการไม่ดีก่อนที่จะเดินกลับสำนักต่อ
“เก่งกาจสมคำร่ำลือ สมกับที่เป็นเจ้าสำนักวารีหยก ขนาดถูกพิษยังจัดการคนของข้าจนไม่เหลือสักคน” เสียงหนึ่งดังออกมาจากความมืด และค่อยๆ ปรากฏร่างชายชุดดำอีกหนึ่งคน ฟังจากเสียงน่าจะอายุราวๆ 40 ปีและเป็นหัวหน้าของคนพวกนั้นที่นอนกองอยู่กับพื้น ลี่หยางที่เห็นชายชุดดำก็ยิ่งสีหน้าไม่ดียิ่งขึ้น ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่สามารถทำการต่อสู้ได้อีกแล้ว พิษที่อยู่ในร่างกายก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสักครู่เขาก็ใช้พลังภายในที่มีอยู่ไปจนหมด และเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายพลังภายในของชายชุดดำตรงหน้า เขาไม่มีทางต่อสู้จนชนะได้แน่ๆ ด้วยสภาพแบบนี้
“เจ้ารีบหนีไปก่อน และตามเฟยซิ่นมาให้เร็วที่สุด” ลี่หยางกระซิบเบาๆ บอกซูเชี่ยว นางเพียงพยักหน้าถึงแม้ว่าจะลังเลอยู่ชั่วครู่ เพราะหากอยู่แบบนี้คงไม่มีใครมาช่วยได้ทัน
“ไหนขอข้าได้สัมผัสพลังภายในขั้นสูงสุดของเจ้าเป็นบุญตาสักครั้ง” ชายชุดดำตรงหน้าพูดพลางปลดปล่อยพลังสีดำไปที่ลี่หยาง ทำให้ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาอีก ลี่หยางก้มตัวลงกับพื้นทันทีซูเชี่ยวรีบเข้าไปประคอง
“ข้านับ 1-3 แล้วเจ้ารีบวิ่งไปทันทีข้าจะถ่วงเวลาให้” ลี่หยางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะตอนนี้ชายชุดดำเริ่มเดินเข้ามาใกล้ทั้งคู่เรื่อยๆ
“1 2 3” ทันทีที่พูดจบชายหนุ่มใช้พลังที่น้อยนิดล้วงไปที่เเขนเสื้อนำผงสีขาวออกมาและสาดไปที่ชายชุดดำ และเป็นจังหวะเดียวกับที่ซูเชี่ยววิ่งหนีออกไป แต่ผงสีขาวนั้นไม่สามารถทำอะไรชายชุดดำได้มากนัก เขาสวมผ้าปิดหน้าเห็นแค่ดวงตาจึงทำให้เข้าแค่ตานิดเดียว เพราะลี่หยางสาดเข้ามาโดนที่ชายชุดดำยังไม่ตั้งตัว
“จะตายอยู่แล้ว วิธีเด็กน้อยแบบนี้ก็ยังคิดได้สินะ”
ลี่หยางใช้พลังเฮือกสุดท้ายโจมตีใส่ชายชุดดำ หนึ่งเพราะมีจังหวะที่ชายชุดดำกำลังแสบตานี่เท่านั้น และสองเพื่อถ่วงเวลาเรียกความสนใจให้ซูเชี่ยวรีบหนีออกไป แต่พลังอันน้อยนิดที่เหลือของลี่หยางก็ไม่สามารถทำอะไรชายชุดดำได้เลย ชายชุดดำใช้พลังโจมตีไปที่ลี่หยางจนกระอักเลือดมาอีกครั้ง และอีกหลายครั้งจนลี่หยางแทบจะไม่สามารถทนได้แล้ว
ทางด้านซูเชี่ยวที่วิ่งหนีออกมาได้ยินเสียงกระอักเลือดของชายหนุ่มตามหลัง
“1 ครั้ง”
“2 ครั้ง”
“3 ครั้ง” หญิงสาวนับตามจำนวนครั้งที่ลี่หยางกระอักเลือกในขณะที่วิ่งออกมา หากนางวิ่งกลับไปตามคนมาช่วยตอนนี้ ชายหนุ่มไม่มีทางทนไหวแน่ๆ เอาวะเป็นไงเป็นกัน ซูเชี่ยววิ่งกลับไปจากนั้นเริ่มถ่ายทอดพลังออกมาเหมือนตอนที่นางฝึกเมื่อตอนกลางวัน เกิดแสงสีขาวออกมาและดับไปเป็นแบบนี้ถึง 2 ครั้ง
“ทำได้สิ ข้าต้องทำได้” ซูเชี่ยวพูดกับตัวเองพร้อมมีน้ำตานองใบหน้า สภาพร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน นางเริ่มถ่ายทอดพลังอีกครั้ง แสงสีขาวค่อยๆ ขยายขึ้นและใหญ่ขึ้น ตอนนี้มีแสงสีฟ้าอ่อนหมุนรอบตัวดังพายุ เมื่อแน่ใจว่าพลังระหว่างมือค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จึงควบคุมทิศทางไปทางที่ชายชุดดำอยู่ แสงสีขาวเคลื่อนตัวไปหาชายชุดดำด้วยความเร็วมหาศาลทำใช้ชายชุดดำล้มลงไปทันทีและนอนแน่นิ่งไปในครั้งเดียว
“สำเร็จ” ซูเชี่ยวตะโกนออกมาเสียงดัง พลังนางมากขนาดที่ทำให้ชายขุดดำล้มไปได้ในคราเดียวเลยหรือ และรีบวิ่งไปหาลี่หยางที่ตอนนี้นอนสลบไปแล้วด้วยสีหน้าซีดเซียว แต่แล้วกลับมีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากเดินตรงมาทางที่นางอยู่ ซูเชี่ยวสีหน้าแสดงความตกใจขึ้นมาทันทีและกวาดตามองไปทางต้นเสียงเห็นร่างกายที่คุ้นเคยก็โล่งใจอย่างหาคำพูดไม่ได้
“ท่านรองสำนัก ท่านมาสักที” สิ้นเสียงซูเชี่ยว นางล้มลงไปกับพื้นและสลบไปทันที เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกของนางที่เคยใช้พลังและยังถ่ายทอดพลังออกมามากมายขนาดนี้
ณ จวนแม่ทัพแม่ทัพซูเจิน และซูเชี่ยวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมทุกคนในกองทัพ และแยกออกมาเพื่อกลับจวน เมื่อทั้งคู่ลงจากรถม้าก็เห็นซูเหวินและคนอื่นๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าจวน“เชี่ยวเออร์” ซูเหวินร้องเรียกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นซูเชี่ยวลงมาจาก รถม้า ซูเชี่ยวเดินเข้ามาหานาง และเมื่อมาถึงนางก็โดนสวมกอดทันที“ท่านแม่” ซูเชี่ยวเอ่ยขึ้นขณะที่โดนสวมกอด อบอุ่นจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ด้วยหน้าตาที่งดงามและคล้ายนางขนาดนี้ ทำให้นางเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นท่านแม่ของร่างนี้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าได้ความงามมาจากใคร นี่สินะที่เรียกว่างามล่มเมือง ขนาดอายุมากแล้วแต่ความสวยไม่ลดน้อยลงเลย“เชี่ยวเออร์ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน” แม่ทัพเจินที่เดินมาตามหลัง เมื่อได้ยินที่ฮูหยินพูดก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเเซวฮูหยินของตัวเอง“คิดถึงเเค่เชี่ยวเออร์เท่านั้นหรือ สงสัยข้าจะตกกระป๋องซะแล้ว” ขณะที่เเม่ทัพเจินพูดก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่จริง“ซูเหวินคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูเหวินพูดขึ้นและย่อกายลงมาเล็กน้อย“เข้าไปในจวนเถอะ” ซูเจินพูดพลางโอบทั้ง 2 คนเดินเข้าไปภายในจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ บริเวณโดยรอบร่มรื่น การตกแต่งสวนสวย
ในที่สุดการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ลี่หยางและทุกคนเดินทางมาถึงกองทัพที่ชายเเดนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงด้านหน้าค่ายกองทัพ ก็เห็นทุกคนมารอรับอยู่แล้ว เมื่อทุกคนลงมาจากรถม้าและหลังม้าได้ก็เดินเข้าไปที่หน้าค่ายพร้อมกัน ซูเจินแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรออยู่นานแล้ว ได้แต่ชะเง้อคอคอยดูอย่างร้อนรน เขาได้ข่าวว่าคณะเดินทางของสำนักวารีหยกถูกลอบทำร้ายก็ยิ่งทำให้เขายืนอย่างไม่เป็นสุข“คารวะท่านเเม่ทัพ” ลี่หยางพูดขึ้น และตามด้วยศิษย์คนอื่นๆ“คารวะเจ้าสำนักวารีหยก” ซูเจินพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดเสร็จก็ชะเง้อหน้ามองหาใครคนใดคนหนึ่ง“เชิญๆ” ซูเจินกล่าวขึ้นจากนั้นเดินนำเข้าไปด้านใน ลี่หยางถูกพาเข้ามาในกระโจมหลักทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เพียงรอแค่ด้านนอก ลี่หยางเข้าไปไม่นานก็ออกมาจากกระโจม พร้อมกับแม่ทัพซูเจินด้วยเช่นกันซูเจินกวาดตามองเหล่าศิษย์ของสำนักวารีหยกเพื่อหาใครสักคน จนสายตาไปสะดุดหญิงสาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ จากนั้นรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง“เชี่ยวเออร์” ซูเจินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นซูเชี่ยว ทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็หันมาตามทิศทางเสียง เป็นชายวัยกลางคนประมาณ 50 ต้นๆ ถึงอายุมากแล้วแต่กลับดูบึกบึ
การเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อเข้าเมืองหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง รอการตรวจป้ายเข้าออก ตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสงคราม ทำให้ทหารที่ประตูเมืองต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาก แต่ในระหว่างที่พวกเขารอตรวจอยู่นั้น ได้มีทหารจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา คนที่ขี่ม้านำหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือชุนฮวา ทันทีที่นางมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าทันที“ศิษย์ชุนฮวาคารวะอาจารย์” ชุนฮวากล่าวขึ้นเมื่อร่างกายถึงพื้น ลี่หยางเพียงพยักหน้ารับ เหล่าทหารกว่า 100 นาย ที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่ม ขณะตามชุนฮวามาด้วยก็รู้สึกตกตะลึง เขาคืออาจารย์ของนางจริงๆ หรือ เหตุใดถึงยังดูหนุ่มถึงเพียงนี้ ชุนฮวามีความสามารถจนขนาดฝ่าบาทยังเอ่ยชมไม่หยุดปาก ยกนางเหนือเหล่าทหารทุกคน เอ็นดูนางเหมือนลูกสาวแท้ๆ ขนาดเมื่อเจอเชื้อพระวงศ์ยังไม่จำเป็นต้องคำนับ ยกเว้นฮองเฮาและฮ่องเต้ ด้วยอายุยังน้อยของชายหนุ่มทำให้เหล่าทหารเหล่านั้นอดดูแคลนลี่หยางไม่ได้ชุนฮวามองไปโดยรอบพบว่ามีชาวบ้านมากมายต่อแถวเพื่อเข้าวังหลวง เกรงว่าธุระด่วนที่นางจะบอกอาจารย์คงพูดตรงนี้ไม่ได้ ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้นางจากนั้นเดินนำเข้าไปในรถม้า
วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ซูเชี่ยวต้องทำการทดสอบ เพราะพรุ่งนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่เมืองหลวงต้องออกเดินทางแต่เช้า ซูเชี่ยวมาทดสอบที่ลานกว้างในการทดสอบอย่างครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ศิษย์ทุกคนก็มาคอยให้กำลังใจนางเช่นเคย“สู้ๆ ศิษย์พี่” เสียงของศิษย์ที่มาเป็นกำลังใจเอ่ยเสียงตะโกนออกมา“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฟยซิ่นพูดขึ้นและนำลูกแก้วออกมาตรงหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเฟยซิ่นรองเจ้าสำนัก“ข้าขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ และผ่านการทดสอบ” เฟยซิ่นพูดอย่างให้กำลังใจหญิงสาวและถอยห่างลูกแก้วออกไป 3 ก้าวซูเชี่ยวมองไปที่ลูกแก้วที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นปล่อยพลังภายในออกมา ระหว่างมือนางปรากฏแสงสีขาว แต่ครั้งนี้เจิดจ้ากว่าทุกครั้ง แสงสีขาวที่หมุนรอบตัวนางหมุนแรงคล้ายพายุขนาดย่อม จนทำให้ตัวนางลอยขึ้นบนอากาศ เส้นผมพัดเป็นคลื่นด้วยเเรงมหาศาล จากนั้นลูกแสงพวกนั้น หมุนกันเป็นเกลียวขึ้นไปบนฟ้ารวมกันเป็นเเสงลูกใหญ่ และพุ่งลงมาที่ตัวหญิงสาวขณะลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเเสงสลายหายไปเกิดรูปผีเสื้อเล็กๆ สะท้อนแสงที่ระหว่างคิ้ว หญิงสาวค่อยๆ ทะยานลงสู่พื้นดินช้าๆ เมื่อเท้านางเเตะที่พื้นรูปผี
หลังกลับมาจากตำหนักหยกขาววันนั้นซูเชี่ยวก็เอาแต่ซ้อมตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้พักผ่อนร่างกาย อยากที่จะบรรลุถึงระดับ 60 เร็วๆ เพราะการเพิ่มระดับช่วง50-60 เป็นช่วงที่พลังภายในเพิ่มขึ้นยากที่สุดซูเชี่ยวพึ่งกลับมาจากตำหนักเมี่ยนเปาหลังจากทานอาหารกลางวัน นางคิดว่าจะกลับมางีบหน่อย ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบกับขนมกุ้ยฮวาอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ใครเอามาให้” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา จากนั้นยกจานที่ใส่ขนมขึ้นเพื่อจะชิมขนม แต่เมื่อยกขึ้นก็เห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ“อย่าฝึกหนักจนเกินไป การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ” ซูเชี่ยวอ่านตามกระดาษโน้ตนั้น“ชื่อก็ไม่เขียน ใส่ยาพิษหรือเปล่าเนี้ย” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ก้มลงไปสูดดมที่ขนมทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงนั่งกินขนมด้วยความเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงงีบนอนหลังกินขนมเสร็จ ซูเชี่ยวหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม ตื่นมาอีกทีก็ยามอิ๋นแล้ว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงียอยู่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าสำนักที่กำลังนั่งมองนางอยู่“เป็นไปไม่ได้” ซูเชี่ยวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาตัวเองเพื่อไล่อาการงัวเงียให้ห
การสอบเพื่อจบการศึกษาของสำนักวารีหยก แบ่งเป็นการสอบทฤษฎีและปฏิบัติ ในการสอบทฤษฎีศิษย์ทุกคนต้องมีคะแนนสอบมากกว่าครึ่งจึงถือว่าผ่าน ส่วนการสอบปฏิบัติเป็นการทดสอบพลังภายในที่ต้องเพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่เข้ามาศึกษามากกว่า 60 ส่วนขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้จึงถือว่าผ่านและสามารถจบการศึกษาได้ ฉะนั้น3 อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษย์ทุกคนในชั้นปี 5จึงกระตือรือร้น และมักหมกตัวอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเพื่อหาความรู้ใส่ตัว และบางคนก็ทบทวนความรู้ที่ผ่านมา ส่วนพลังภายในเป็นเรื่องที่ไม่มีศิษย์คนใดเป็นกังวลมากนัก เพราะตลอดระยะ 5 ปีที่ศึกษามาทุกคนต่างฝึกฝนมาอย่างดีจนบางคนเพิ่มขึ้นมาจนถึง 80 ส่วน แต่นั้นก็ยังเป็นพลังภายในขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่กับซูเชี่ยวที่มีพลังขั้นสูงสุดการที่จะเพิ่มพลังภายในขึ้นได้ย่อมยากเย็นมากกว่าการเพิ่มพลังภายในขั้นกลางและขั้นสูง ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนอย่างหนักช่วงที่ฝึกกับเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นพลังนางก็ยังอยู่ระดับที่45 ฉะนั้นตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ถึงนางจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่ระดับพลังก็ยังไม่ถึง 60 ตอนนี้อยู่แค่ 53 เท่านั้นเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นที่จะถึงวันที่ทำการทดสอบ นางจ







