เข้าสู่ระบบ1 วันต่อมา
ซูเชี่ยวฟื้นขึ้นมาด้วยอาการเมื่อยล้า เจ็บตามเนื้อตามตัวและรู้สึกปวดที่เเขนและขาของนาง ตอนนี้มีรอยเขียวเป็นจ้ำเต็มไปหมดจากการที่หญิงสาววิ่งเพื่อหนีไปตามเฟยซิ่น แต่ก็ไปไม่ถึงหลังจากที่สลบไป1 วัน1 คืนเต็มๆ ทำให้นางรู้สึกสดชื่นมากขึ้น เมื่อสักครู่ตอนนางฟื้นขึ้นมาเจียอี่เข้ามาพอดีและได้บอกกับหญิงสาวว่า ท่านหมอบอกว่านางไม่เป็นอะไรมากแค่นอนพักก็หาย
ซูเชี่ยวหยิบยาต้มสมุนไพร ที่โต๊ะหน้าเตียงนอนตอนที่เจียอี่นำมาให้เมื่อสักครู่นี้เพื่อจะดื่ม แต่นางก็ต้องเบี่ยงหน้าหนีเพราะในถ้วยยามีน้ำสีน้ำตาลเข้มออกไปทางดำ แค่กลิ่นที่โชยขึ้นมาเมื่อยกมาก่อนดื่มลงไปก็รู้แล้วว่ามันจะต้องขมมากแค่ไหน “ข้าไม่ดื่มได้หรือไม่” นางคิดอยู่ในใจ แต่แล้วก็จำใจต้องดื่มเข้าไปเพราะมันเป็นทางเดียวที่จะทำให้นางหายจากอาการที่ปวดตามเนื้อตามตัวตอนนี้ นางใช้นิ้วอีกข้างที่ไม่ได้ยกถ้วยยาบีบที่จมูก ก่อนที่จะกลั้นใจยกยาดื่มในรวดเดียว แต่ก็ดื่มไปได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นและไอออกมาด้วยความขม
“ขืนข้ากินหมดนี่ น่าจะตายก่อนที่จะหาย” นางพูดกับตัวเองด้วย สีหน้ายับยู่ยี่หลังจากที่กลืนยาลงไป1 อึกใหญ่ และวางอีกครึ่งถ้วยที่เหลือลงบนโต๊ะหน้าเตียงดังเดิม
“คอยดูเถอะลี่หยาง ที่ใดมีเจ้าที่นั่นไม่มีข้า” ซูเชี่ยวพูดเสียงดังออกมาเรียกความมั่นใจของตัวเอง และนั่งกำมือ 2 ข้างทุบไปที่เตียงด้วยความหนักแน่น
“โอ๊ยยยยย “หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บ นางลืมว่าตัวเองตอนนี้ร่างกายปวดที่ตามเนื้อตามตัวจนทำให้เจ็บออกมาหลังจากทุบไปที่เตียงอย่างเเรง
ทางด้านตำหนักหยกขาว ขณะนี้มีชาย 2 คนนั่งขัดสมาธิที่บนเตียง ลี่หยางฟื้นจากการหมดสติไปหลังจากซูเชี่ยวฟื้นได้ไม่นานตอนนี้ร่างกายของเขาถูกรักษาและกินยาถอนพิษไป ทำให้ร่างกายตอนนี้ของเขายังหลงเหลือพิษอยู่ไม่มากและกำลังให้เฟยซิ่นช่วยใช้พลังภายในช่วยเร่งขับพิษออกมา ตามใบหน้าของลี่หยางเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจำนวนมากผุดขึ้นมา หน้าตาซีดเซียวแต่ยังหลงเหลือความหล่อเหลาให้เห็นอยู่เขาสวมเพียงเสื้อตัวในสีขาว เวลาผ่านไปถึงครึ่งชั่วยามลี่หยางสำลักเลือดออกมา สีเลือดของเขาเป็นสีดำคล้ำจากนั้นเฟยซิ่นจึงหยุดใช้พลังภายในและก้าวลงจากเตียง
“ตอนนี้พิษในร่างกายของท่าน ข้าใช้พลังขับออกมาจนหมดแล้วขอรับ” เฟยซิ่นพูดออกมาด้วยสีหน้าดูเหนื่อย เพราะการใช้พลังภายในช่วยผู้ที่มีพลังมากกว่าตนทำให้เสียเเรงไปมากกว่าช่วยคนปกติ
“ขอบใจเจ้ามาก เจ้ากลับไปพักเถอะ” ลี่หยางเจ้าสำนักวารีพูดด้วยเสียงบางเบาและไอออกมา 2 ครั้ง เฟยซิ่นเพียงทำท่าคารวะและเดินออกไป ด้านลี่หยางตอนนี้พิษในร่างกายของเขาถูกขับออกหมดแล้วหลังจากที่ได้เฟยซิ่นช่วย เพียงแค่ต้องพักผ่อนให้กำลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากครั้งนี้นางไม่ได้ไปตามเฟยซิ่นมาช่วยได้ทัน เขาอาจไม่มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ ทำให้เขาตระหนักดีว่าถึงเขาจะมีพลังระดับสูงสุดหรือมากมายแค่ไหนก็ตาม หากเขาประมาทเหมือนครั้งนี้อีกก็อาจจะทำให้เขาต้องจบชีวิตลงง่ายๆ
.
ณ สำนักพฤกษชาติ
กลางห้องโถงหลักของสำนัก มีชายอายุประมาณ 60 กว่าปี สวมชุดสีน้ำตาลเข้มถึงแม้อายุจะมากแล้ว แต่หน้าตาก็ยังดูหนุ่มและร่างกายเเข็งแรงเป็นอย่างมาก สมกับสำนักที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาและสมุนไพร แต่เบื้องหลังยังลอบศึกษาการใช้พิษเขาไม่ใช่ใครเเต่เป็นเจ้าสำนักพฤกษชาติฮุ่ยเจิน
“อะไรนะ ครั้งนี้ก็ยังไม่สำเร็จอย่างนั้นเหรอ” ฮุ่ยเจินเจ้าสำนักพฤกษชาติตะโกนออกมากลางห้องโถง พร้อมปาตำราลงที่พื้นด้วยความโมโห เมื่อได้ยินลูกน้องของเขามารายงานและเขาได้เสียลูกน้องฝีมือดีอีก 1 คนไป จากการรายงานที่ลูกน้องของเขากล่าวมาพบว่าชายชุดดำ 20 คนและลูกน้องฝีมือดีอีก1 คน นอนเสียชีวิตที่ทางเข้าสำนักวารีหยกตอนที่ไปถึง แถมยังถูกทางสำนักวารีหยกเก็บศพคนที่เสียชีวิต 1 ใน21 คนไป ไม่แน่ทางสำนักวารีหยกต้องการที่จะสืบอะไรจากศพนั้น จนอาจสาวมาถึงตัวของสำนักเขา
“ให้สายที่อยู่ในนั้นจัดการเผาศพนั่นซะ อย่าให้ผิดพลาดเป็นครั้งที่3 เด็ดขาด” ฮุ่ยเจินตวาดสั่งการลูกน้องที่กำลังคุกเข่านั่งลงอยู่กลางห้องโถงแห่งนี้
“ขอรับเจ้าสำนัก”
หลังจากที่ลูกน้องออกไป ฮุ่ยเจินกำหมัดแน่นแล้วทุบไปที่โต๊ะเขียนตำราที่เขากำลังนั่งอยู่อย่างแรง จนมีเลือดซึมออกมาแต่เขาก็ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้ารอดให้ได้ทุกครั้งแล้วกัน” ฮุ่ยเจินพูดออกมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว จากนั้นลุกขึ้นและสะบัดเสื้อคลุมก้าวเท้าออกจากห้องโถงทันที
.
3 วันต่อมา
ภายในสำนักวารีหยกเกิดเรื่องวุ่นวาย ตอนนี้เกิดไฟไหม้ตำหนักที่ศพคนร้ายถูกเก็บไว้ แต่ไม่นานไฟก็ถูกดับลง
ณ ตำหนักหยกขาว
บริเวณสะพานไม้หลังตำหนักมีชายคุ้นตาคนเดิมนั่งจิบชาด้วยความเพลิดเพลิน ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาหาเขาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเฟยซิ่นรองเจ้าสำนักคนเดิม
“ตอนนี้ศพที่นำมาถูกเผาแล้วขอรับ” เฟยซิ่นทำท่าคารวะและรีบรายงาน ลี่หยางเพียงพยักหน้า 3วันมานี่เขาพักผ่อนรักษาร่างกาย เพราะการมีพลังสูงสุดและการฝึกฝนด้วยวิชาธาราหวนคืน ที่ใช้พลังจากน้ำช่วยเพิ่มพลังให้เขารวดเร็วมากขึ้น เป็นอย่างที่เขาคาดไม่ผิดว่าคนร้ายที่จู่โจมเขาจะต้องทำลายหลักฐานที่เขานำกลับมา
“จับตัวคนวางเพลิงได้หรือไม่” ลี่หยางเอ่ยปากถามหลังจากหันกลับมาเเละผายมือเป็นการเชิญให้เฟยซิ่นนั่งลงจากนั้นรินชาให้ตัวเองและเฟยซิ่น
“จับได้ขอรับ เป็นอย่างที่ท่านเจ้าสำนักคาดการณ์ เป็นคนของสำนักพฤกษชาติที่แฝงตัวเข้ามา” เฟยซิ่นกล่าวขึ้นเป็นคนของสำนักพฤกษชาติที่แฝงตัวเข้ามาเป็นบ่าวรับใช้ที่นี่จริงๆ
“ดี จัดการคนพวกนั้นให้หมด” ลี่หยางพูดเสียงเรียบ และยกชาขึ้นดื่ม เป็นอย่างที่เขาคิดไม่ผิดว่ามีคนของสำนักพฤกษชาติจริงๆ ที่แอบแฝงตัวอยู่ที่นี่ ไม่งั้นทางนั้นจะรู้การเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างไร และการที่เขานำศพกลับมาด้วยไม่ได้ที่จะต้องการสืบสาวหาตัวคนบงการเพราะเขารู้อยู่แล้ว แต่ต้องการจับตัวคนที่แฝงอยู่ที่นี่ เขาคิดอยู่แล้วว่าหากเขานำศพกลับมาทางนั้นต้องสั่งให้คนที่แฝงตัวจัดการกับศพแน่นอน ถึงได้วางแผนให้คนเฝ้าศพในที่ลับตาและปล่อยไม่ให้มีคนเฝ้าที่หน้าตำหนักที่เก็บศพมากนัก
“ครั้งนี้ถือว่าข้าโชคดีที่เจ้ามาช่วยได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่รอด” ลี่หยางพูดพลางรินชาให้ตัวเองและเฟยซิ่นอีกครั้ง
“ข้าเพียงเห็นเเสงสีขาวสว่างบริเวณทางกลับสำนัก และมีคนคุ้มกันหน้าประตูเข้ามารายงานว่ามีความผิดปกติ จึงไม่รีบไปดูขอรับ” เฟยซิ่นอธิบายออกไปตามความจริง
“ไม่ใช่ซูเชี่ยวมาบอกเจ้าอย่างนั้นหรือ” ลี่หยางถามเฟยซิ่น ด้วยสีหน้าประหลาดใจ เขาจำได้ถึงตอนนั้นสติเขาจะเลือนหายไปบ้างแต่ก็จำได้ดีว่า เขาถ่วงเวลาให้ซูเชี่ยววิ่งไปขอความช่วยเหลือจากสำนัก
“นางไม่ได้มาพบข้า พอข้าไปถึงก็เห็นชายขุดดำทุกคนนอนตายที่พื้นเต็มไปหมดและเห็นนางที่ประคองท่านอยู่เท่านั้น” เฟยซิ่นรีบพูดไปตามความจริง ลี่หยางเริ่มใช้ความคิด เฟยซิ่นรายงานว่าคนชุดดำทั้งหมดตาย รวมถึงหัวหน้าพวกนั้นก็ตายเช่นกันเพราะศพที่เขานำมาคือหัวหน้าพวกมันที่มีพลังภายใน แถมเฟยซิ่นยังยืนยันว่าเห็นแค่พวกเขา 2 คนอยู่ที่นั่น
“นางว่าอย่างไรบ้าง”
“นางบอกจำเรื่องที่เกิดไม่ได้ขอรับ” เฟยซิ่นตอบออกไปทันที นางที่เจ้าสำนักหมายถึงไม่ใช่ใครก็คือซูเชี่ยวที่อยู่ในเหตุการณ์ของวันนั้น ลี่หยางพยายามคิดถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นเพื่อหาว่าใครที่สามารถจัดการกับหัวหน้าชุดดำที่มีพลังภายในได้ แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้เพราะไม่มีทางเป็นไปได้เลย พลังเขาในตอนนั้นที่เหลือมากสุดก็ทำได้แค่ทำให้ชายชุดดำล้มไปได้เท่านั้น เฟยซิ่นทำสีหน้าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพูดดีหรือไม่ เพราะเจ้าสำนักของเขาไม่ชอบซูเชี่ยว เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของหญิงสาวเท่านั้น
“เจ้าพูดเถอะ” ลี่หยางที่เห็นท่าทางของเฟยซิ่นจริงพูดขึ้น
“1 เดือนที่ผ่านมา ข้าพบว่าซูเชี่ยวนางเอาแต่ศึกษาเกี่ยวกับพลังภายใน ในการบันทึกการยืมตำราในตำหนักใฝ่คุณธรรมมีการบันทึกทุกๆ 2 วัน” เฟยซิ่นกล่าวออกไปในที่สุด ลี่หยางที่ได้ยินก็แปลกใจนางที่ไม่มีวรยุทธจะนำไปทำไม และตอนนั้นเขาจำได้ดีว่าเขาก็เห็นว่านางยืมหนังสือเกี่ยวกับการฝึกวรยุทธเช่นเดียวกัน
“หรือนางมีพลังภายใน” ลี่หยางพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน คนร้ายที่ตายไปครั้งนี้หากเป็นนางจริงๆ ที่จัดการก็เป็นไปได้ เพราะในตอนนั้นมีเขาเเละนางเพียง 2 คน และเฟยซิ่นที่ตามมาช่วยไม่ทัน
“เป็นไปไม่ได้ ตอนที่นางปลุกพลังภายในเมื่อตอนเจ็ดขวบข้าก็อยู่ด้วยขอรับ”
“เจ้าส่งคนคอยจับดูพฤติกรรมของนางให้ดี”
“ขอรับ” เฟยซิ่นรับคำ และลุกออกไป ลี่หยางเพียงลุกขึ้นและทอดสายตาไปทางเเม่น้ำที่สุดลูกหูลูกตาด้วยอารมณ์ที่หลากหลา
ณ จวนแม่ทัพแม่ทัพซูเจิน และซูเชี่ยวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมทุกคนในกองทัพ และแยกออกมาเพื่อกลับจวน เมื่อทั้งคู่ลงจากรถม้าก็เห็นซูเหวินและคนอื่นๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าจวน“เชี่ยวเออร์” ซูเหวินร้องเรียกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นซูเชี่ยวลงมาจาก รถม้า ซูเชี่ยวเดินเข้ามาหานาง และเมื่อมาถึงนางก็โดนสวมกอดทันที“ท่านแม่” ซูเชี่ยวเอ่ยขึ้นขณะที่โดนสวมกอด อบอุ่นจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ด้วยหน้าตาที่งดงามและคล้ายนางขนาดนี้ ทำให้นางเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นท่านแม่ของร่างนี้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าได้ความงามมาจากใคร นี่สินะที่เรียกว่างามล่มเมือง ขนาดอายุมากแล้วแต่ความสวยไม่ลดน้อยลงเลย“เชี่ยวเออร์ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน” แม่ทัพเจินที่เดินมาตามหลัง เมื่อได้ยินที่ฮูหยินพูดก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเเซวฮูหยินของตัวเอง“คิดถึงเเค่เชี่ยวเออร์เท่านั้นหรือ สงสัยข้าจะตกกระป๋องซะแล้ว” ขณะที่เเม่ทัพเจินพูดก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่จริง“ซูเหวินคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูเหวินพูดขึ้นและย่อกายลงมาเล็กน้อย“เข้าไปในจวนเถอะ” ซูเจินพูดพลางโอบทั้ง 2 คนเดินเข้าไปภายในจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ บริเวณโดยรอบร่มรื่น การตกแต่งสวนสวย
ในที่สุดการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ลี่หยางและทุกคนเดินทางมาถึงกองทัพที่ชายเเดนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงด้านหน้าค่ายกองทัพ ก็เห็นทุกคนมารอรับอยู่แล้ว เมื่อทุกคนลงมาจากรถม้าและหลังม้าได้ก็เดินเข้าไปที่หน้าค่ายพร้อมกัน ซูเจินแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรออยู่นานแล้ว ได้แต่ชะเง้อคอคอยดูอย่างร้อนรน เขาได้ข่าวว่าคณะเดินทางของสำนักวารีหยกถูกลอบทำร้ายก็ยิ่งทำให้เขายืนอย่างไม่เป็นสุข“คารวะท่านเเม่ทัพ” ลี่หยางพูดขึ้น และตามด้วยศิษย์คนอื่นๆ“คารวะเจ้าสำนักวารีหยก” ซูเจินพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดเสร็จก็ชะเง้อหน้ามองหาใครคนใดคนหนึ่ง“เชิญๆ” ซูเจินกล่าวขึ้นจากนั้นเดินนำเข้าไปด้านใน ลี่หยางถูกพาเข้ามาในกระโจมหลักทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เพียงรอแค่ด้านนอก ลี่หยางเข้าไปไม่นานก็ออกมาจากกระโจม พร้อมกับแม่ทัพซูเจินด้วยเช่นกันซูเจินกวาดตามองเหล่าศิษย์ของสำนักวารีหยกเพื่อหาใครสักคน จนสายตาไปสะดุดหญิงสาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ จากนั้นรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง“เชี่ยวเออร์” ซูเจินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นซูเชี่ยว ทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็หันมาตามทิศทางเสียง เป็นชายวัยกลางคนประมาณ 50 ต้นๆ ถึงอายุมากแล้วแต่กลับดูบึกบึ
การเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อเข้าเมืองหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง รอการตรวจป้ายเข้าออก ตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสงคราม ทำให้ทหารที่ประตูเมืองต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาก แต่ในระหว่างที่พวกเขารอตรวจอยู่นั้น ได้มีทหารจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา คนที่ขี่ม้านำหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือชุนฮวา ทันทีที่นางมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าทันที“ศิษย์ชุนฮวาคารวะอาจารย์” ชุนฮวากล่าวขึ้นเมื่อร่างกายถึงพื้น ลี่หยางเพียงพยักหน้ารับ เหล่าทหารกว่า 100 นาย ที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่ม ขณะตามชุนฮวามาด้วยก็รู้สึกตกตะลึง เขาคืออาจารย์ของนางจริงๆ หรือ เหตุใดถึงยังดูหนุ่มถึงเพียงนี้ ชุนฮวามีความสามารถจนขนาดฝ่าบาทยังเอ่ยชมไม่หยุดปาก ยกนางเหนือเหล่าทหารทุกคน เอ็นดูนางเหมือนลูกสาวแท้ๆ ขนาดเมื่อเจอเชื้อพระวงศ์ยังไม่จำเป็นต้องคำนับ ยกเว้นฮองเฮาและฮ่องเต้ ด้วยอายุยังน้อยของชายหนุ่มทำให้เหล่าทหารเหล่านั้นอดดูแคลนลี่หยางไม่ได้ชุนฮวามองไปโดยรอบพบว่ามีชาวบ้านมากมายต่อแถวเพื่อเข้าวังหลวง เกรงว่าธุระด่วนที่นางจะบอกอาจารย์คงพูดตรงนี้ไม่ได้ ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้นางจากนั้นเดินนำเข้าไปในรถม้า
วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ซูเชี่ยวต้องทำการทดสอบ เพราะพรุ่งนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่เมืองหลวงต้องออกเดินทางแต่เช้า ซูเชี่ยวมาทดสอบที่ลานกว้างในการทดสอบอย่างครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ศิษย์ทุกคนก็มาคอยให้กำลังใจนางเช่นเคย“สู้ๆ ศิษย์พี่” เสียงของศิษย์ที่มาเป็นกำลังใจเอ่ยเสียงตะโกนออกมา“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฟยซิ่นพูดขึ้นและนำลูกแก้วออกมาตรงหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเฟยซิ่นรองเจ้าสำนัก“ข้าขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ และผ่านการทดสอบ” เฟยซิ่นพูดอย่างให้กำลังใจหญิงสาวและถอยห่างลูกแก้วออกไป 3 ก้าวซูเชี่ยวมองไปที่ลูกแก้วที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นปล่อยพลังภายในออกมา ระหว่างมือนางปรากฏแสงสีขาว แต่ครั้งนี้เจิดจ้ากว่าทุกครั้ง แสงสีขาวที่หมุนรอบตัวนางหมุนแรงคล้ายพายุขนาดย่อม จนทำให้ตัวนางลอยขึ้นบนอากาศ เส้นผมพัดเป็นคลื่นด้วยเเรงมหาศาล จากนั้นลูกแสงพวกนั้น หมุนกันเป็นเกลียวขึ้นไปบนฟ้ารวมกันเป็นเเสงลูกใหญ่ และพุ่งลงมาที่ตัวหญิงสาวขณะลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเเสงสลายหายไปเกิดรูปผีเสื้อเล็กๆ สะท้อนแสงที่ระหว่างคิ้ว หญิงสาวค่อยๆ ทะยานลงสู่พื้นดินช้าๆ เมื่อเท้านางเเตะที่พื้นรูปผี
หลังกลับมาจากตำหนักหยกขาววันนั้นซูเชี่ยวก็เอาแต่ซ้อมตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้พักผ่อนร่างกาย อยากที่จะบรรลุถึงระดับ 60 เร็วๆ เพราะการเพิ่มระดับช่วง50-60 เป็นช่วงที่พลังภายในเพิ่มขึ้นยากที่สุดซูเชี่ยวพึ่งกลับมาจากตำหนักเมี่ยนเปาหลังจากทานอาหารกลางวัน นางคิดว่าจะกลับมางีบหน่อย ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบกับขนมกุ้ยฮวาอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ใครเอามาให้” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา จากนั้นยกจานที่ใส่ขนมขึ้นเพื่อจะชิมขนม แต่เมื่อยกขึ้นก็เห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ“อย่าฝึกหนักจนเกินไป การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ” ซูเชี่ยวอ่านตามกระดาษโน้ตนั้น“ชื่อก็ไม่เขียน ใส่ยาพิษหรือเปล่าเนี้ย” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ก้มลงไปสูดดมที่ขนมทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงนั่งกินขนมด้วยความเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงงีบนอนหลังกินขนมเสร็จ ซูเชี่ยวหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม ตื่นมาอีกทีก็ยามอิ๋นแล้ว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงียอยู่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าสำนักที่กำลังนั่งมองนางอยู่“เป็นไปไม่ได้” ซูเชี่ยวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาตัวเองเพื่อไล่อาการงัวเงียให้ห
การสอบเพื่อจบการศึกษาของสำนักวารีหยก แบ่งเป็นการสอบทฤษฎีและปฏิบัติ ในการสอบทฤษฎีศิษย์ทุกคนต้องมีคะแนนสอบมากกว่าครึ่งจึงถือว่าผ่าน ส่วนการสอบปฏิบัติเป็นการทดสอบพลังภายในที่ต้องเพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่เข้ามาศึกษามากกว่า 60 ส่วนขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้จึงถือว่าผ่านและสามารถจบการศึกษาได้ ฉะนั้น3 อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษย์ทุกคนในชั้นปี 5จึงกระตือรือร้น และมักหมกตัวอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเพื่อหาความรู้ใส่ตัว และบางคนก็ทบทวนความรู้ที่ผ่านมา ส่วนพลังภายในเป็นเรื่องที่ไม่มีศิษย์คนใดเป็นกังวลมากนัก เพราะตลอดระยะ 5 ปีที่ศึกษามาทุกคนต่างฝึกฝนมาอย่างดีจนบางคนเพิ่มขึ้นมาจนถึง 80 ส่วน แต่นั้นก็ยังเป็นพลังภายในขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่กับซูเชี่ยวที่มีพลังขั้นสูงสุดการที่จะเพิ่มพลังภายในขึ้นได้ย่อมยากเย็นมากกว่าการเพิ่มพลังภายในขั้นกลางและขั้นสูง ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนอย่างหนักช่วงที่ฝึกกับเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นพลังนางก็ยังอยู่ระดับที่45 ฉะนั้นตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ถึงนางจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่ระดับพลังก็ยังไม่ถึง 60 ตอนนี้อยู่แค่ 53 เท่านั้นเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นที่จะถึงวันที่ทำการทดสอบ นางจ







