Share

ร้านขายยา

Penulis: 橙花
last update Terakhir Diperbarui: 2025-10-07 08:16:48

ซูเมี่ยวจินเลือกชุดชั้นในเพียงสองชุด เธอรอไปซื้อเพิ่มตอนเข้ามณฑลจะดีกว่า เพราะคุณภาพของในสหกรณ์คงสู้ห้างในมณฑลไม่ได้ เท่าที่เธอรู้ ปีนี้ประเทศเปิดการค้าเสรีแล้ว ร้านค้าที่มณฑลน่าจะมีให้เลือกมากกว่า

“20 หยวนค่ะคุณลูกค้า” พนักงานร้านนำชุดชั้นในใส่ถุงกระดาษให้และบอกราคา

“นี่ครับเงิน” ฉางเล่ยหยิบเงินในกระเป๋าซึ่งมีแต่แบงค์ร้อยหยวนให้พนักงาน

“เงินทอนค่ะคุณลูกค้า ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะคะ” พนักงานไม่คิดว่าคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าขาดสองคนนี้จะมีเงินหนึ่งร้อยหยวนติดตัว แต่ด้วยหน้าที่ของเธอ เธอจึงไม่เคยดูถูกลูกค้าที่เข้าร้านมาแม้สักครั้งเดียว

ฉางเล่ยรับเงินทอนมาแล้วชวนซูเมี่ยวจินไปยังร้านขายยาที่เขารู้จักเพียงแห่งเดียวในอำเภอนี้

“ชุดชั้นในแค่สองชุดทำไมราคาแพงจัง” ซูเมี่ยวจินบ่น คุณภาพของชุดก็ไม่ดี เธอจึงนึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่ของพวกนี้เธอจำเป็นต้องใช้

“ผมก็ไม่รู้ราคาของพวกนี้เหมือนกัน คุณอย่าคิดมากเลยนะ พรุ่งนี้ผมจะพาไปดูที่ห้างในมณฑลดีไหม วันนี้ใกล้ค่ำแล้ว” ฉางเล่ยเอ่ยปลอบคนตัวเล็ก

“อืม… กลับบ้านเมื่อไหร่ คุณอย่าลืมบอกพ่อกับแม่ด้วยล่ะ เผื่อท่านจะให้เราซื้อของเตรียมงานแต่งงานด้วย ไม่อย่างนั้นคงไปเสียเที่ยว” ซูเมี่ยวจินพยักหน้ารับคำเขา

“ตกลงครับ ผมนึกว่าคุณอยากรอให้พ่อกับแม่หาฤกษ์ดีแล้วค่อยแต่งเสียอีก”

“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก คุณลืมไปแล้วเหรอว่าพวกคนในหมู่บ้านนินทาเราว่าอะไรน่ะ ฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวคุณต้องลำบากหรอกนะ”

“ผมไม่สนใจเสียงนกเสียงกาหรอกนะครับ เป็นห่วงก็แต่ความรู้สึกของคุณ”

“ฉันก็ไม่อยากสนใจนักหรอก เพียงแต่พ่อกับแม่ดูจะไม่ค่อยสบายใจ ฉันเลยอยากรีบจัดการเรื่องแต่งงานของเราให้เสร็จเร็ว ๆ”

“ตกลงครับ ทำตามที่คุณว่าเถอะ ผมยังไงก็ได้” ฉางเล่ยดีใจที่ซูเมี่ยวจินคิดถึงความรู้สึกของพ่อกับแม่เขา เธอช่างดีจริง ๆ

ฉางเล่ยพาซูเมี่ยวจินมาถึงหน้าร้านขายยาตอนที่ร้านกำลังจะปิดพอดี เขารีบเรียกเจ้าของร้านเอาไว้ได้ทัน

“พวกคุณมาซื้อยาเหรอครับ” เจ้าของร้านมองสองคนที่แต่งตัวมอซอตรงหน้า

“เปล่าค่ะ เราเอาสมุนไพรมาขาย ไม่ทราบเจ้าของร้านรับซื้อหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินเห็นสายตาดูถูกของเจ้าของร้าน เธอจึงเอ่ยสวนขึ้นมา แทนที่จะรอให้ฉางเล่ยพูด

“ร้านผมรับซื้อสมุนไพรดี ๆ เท่านั้น คุณบอกมาก่อนว่ามีอะไรมาขาย”

“โสม 200 ปี คุณจะให้ราคาเท่าไหร่” ซูเมี่ยวจินเห็นเจ้าของร้านไร้มารยาท เธอจึงไม่ต้องทำตัวมีมารยาทกับเขาเช่นกัน

“ฮะ! คุณพูดเล่นหรือเปล่า โสม 200 ปีไม่ใช่หัวผักกาดนะจะได้หาง่าย ๆ”

“ถ้าคุณไม่ซื้อฉันจะได้กลับบ้าน ไปกันเถอะฉางเล่ย รอไปขายในมณฑลดีกว่า”

ซูเมี่ยวจินจับมือฉางเล่ยหันหลังเตรียมเดินออกจากร้านอย่างไม่สนใจเจ้าของร้านที่ตอนนี้อ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึง ผู้หญิงคนนั้นบอกจะไปก็ไปเสียอย่างนั้น ถ้าเธอมีโสมจริง เขาต้องขาดทุนกำไรเป็นแน่

“เดี๋ยว ๆ คุณผู้หญิง เชิญเข้ามาคุยกันข้างในก่อนครับ ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ซื้อ!”

ซูเมี่ยวจินหันมองหน้าฉางเล่ย เธอเห็นเขาพยักหน้าว่าให้เข้าไปคุย ทั้งที่จริงแล้วซูเมี่ยวจินไม่อยากขายให้เจ้าของร้านคนนี้แล้วแท้ ๆ แต่เพราะไม่อยากทำให้ฉางเล่ยลำบากใจ เธอจึงยอมหันหลังกลับและเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไร

“เอ่อ… ผมขอดูโสมที่คุณบอกก่อนได้ไหมครับ จะได้ตีราคาได้” เจ้าของร้านไม่กล้าดูถูกผู้หญิงสวยดุตรงหน้าอีก เขากลัวว่าจะไม่มีโสมดี ๆ ขายให้พวกคนรวย

ซูเมี่ยวจินยังคงเงียบอยู่ เพียงแต่เธอวางตะกร้าสะพายหลังลงและหยิบห่อใบไม้ส่งให้กับเจ้าของร้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เจ้าของร้านรู้ว่าเธอไม่พอใจเขานัก หากว่าโสมนี่เป็นของจริง เขาต้องให้ราคาดี ๆ กับเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมขายให้เขาแน่ เจ้าของร้านหยิบใบไม้ขึ้นมาแกะดูจนกระทั่งเห็นโสมขนาดสองนิ้ว และยังเป็นโสมป่าธรรมชาติที่หายากด้วย อายุของโสมนี้ไม่ต่างจากที่เธอบอกจริง ๆ เขายิ้มกว้างอย่างดีใจ

“ไม่ทราบคุณผู้หญิงอยากขายราคาเท่าไหร่ครับ” เขาถามขึ้นมาก่อนเพื่อต่อรองราคา

“คุณคิดว่าโสม 200 ปี ราคาเท่าไหร่ล่ะ ถ้าราคาที่คุณบอกเหมาะสม ฉันจะขายให้”

“เอ่อ… สองพันหยวนได้หรือเปล่าครับ” เจ้าของร้านถามอย่างหวาด ๆ นี่เป็นราคาที่เขาให้ได้สูงสุดแล้ว

“คุณคิดว่ายังไงฉางเล่ย ราคานี้ถูกไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินหันไปถาม

“ผมคิดว่าราคานี้ก็เหมาะสมแล้วนะคุณ” ฉางเล่ยพอจะรู้บ้างว่าโสมราคาแพงแค่ไหน

“ตกลง สองพันก็สองพัน ฉันจะขายให้คุณ” ซูเมี่ยวจินขี้เกียจเรื่องมาก

“พวกคุณรอสักครู่นะครับ ผมจะไปหยิบเงินให้” เจ้าของร้านกุลีกุจอนำโสมใส่กล่องผ้าอย่างดีและวางเอาไว้บนโต๊ะต่อหน้าพวกเขา ก่อนจะเดินกลับเข้าหลังร้านไปนำเงินออกมา

“คุณไปเจอโสมนี่ได้ยังไงกันครับ” ฉางเล่ยหันไปกระซิบถามซูเมี่ยวจิน

“ฉันเจอมันก่อนจะพบเสือตัวนั้นน่ะค่ะ ถือว่าฉันโชคดีก็แล้วกัน” ซูเมี่ยวจินบอกไม่ได้ว่าระบบเป็นคนบอกเธอ อีกทั้งตอนนี้เจ้าระบบนั่นยังกำลังพูดอวดโอ่ว่าตัวเองมีความสามารถมากแค่ไหนในการช่วยเธอหาเงิน ทำเอาซูเมี่ยวจินรำคาญไม่น้อย

“คุณโชคดีมากจริง ๆ นะครับ ผมขึ้นเขามาหลายปียังไม่เคยพบเลยสักต้น”

ก่อนที่ซูเมี่ยวจินจะคุยกับเขาต่อ เจ้าของร้านก็ออกมาพร้อมเงินในถุงกระดาษสีทึบใบหนึ่ง เขายื่นถุงกระดาษให้ซูเมี่ยวจินนับเงินว่าครบหรือไม่

“อืม… เงินครบถ้วน ขอบคุณเจ้าของร้านมากที่รับซื้อ” ซูเมี่ยวจินยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง

“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณผู้หญิงที่นำโสมดี ๆ มาขายให้ ครั้งหน้าถ้ามีสมุนไพรดี ๆ อีกก็มาขายที่ร้านผมได้ตลอดนะครับ รับรองว่าผมจะให้ราคายุติธรรม”

“ตกลง พวกเราขอตัวก่อน” ซูเมี่ยวจินพยักหน้าให้เจ้าของร้านก่อนจะหันหลังเดินจูงมือฉางเล่ยออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พระอาทิตย์คล้อยต่ำจนฟ้าจะมืดแล้ว พวกเขายังไม่ออกจากอำเภอเลย เธอกลัวว่าคนที่บ้านจะเป็นห่วง

ฉางเล่ยอมยิ้มที่สาวสวยอย่างซูเมี่ยวจินเป็นคนจูงมือเขาเอง ถ้าให้เขาเป็นคนเริ่มความใกล้ชิดก่อน ฉางเล่ยคงไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ระหว่างทางกลับบ้าน ซูเมี่ยวจินเอ่ยถามฉางเล่ยเป็นระยะ ๆ ว่าที่เมืองมณฑลเป็นอย่างไรบ้าง เธอเคยรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าความจริงในปีนี้นั้นบ้านเมืองเป็นอย่างไร

ฉางเล่ยตอบตามที่เขารู้มาเช่นกัน เขาเองยังไม่เคยเข้าไปในมณฑลมาก่อน เพราะความยากจนและไม่กล้าสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ไปให้คนอื่นดูถูก เขาจึงไม่เคยไป ที่เขารู้ว่าที่นั่นเจริญมากกว่าอำเภอเจิ้งไห่ เรื่องพวกนี้เป็นผู้ใหญ่บ้านเคยเล่าให้ฟังทั้งนั้น ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินเดินไปคุยไปจนฟ้ามืด ดีที่ทั้งสองสายตาดีจึงไม่มีปัญหาในการเดินทางกลับหมู่บ้านเติ้งในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ อีกทั้งพวกเขายังเห็นมีคนในหมู่บ้านที่เข้าไปทำงานในอำเภอเดินอยู่ประปราย จึงไม่นับว่าถนนที่ไปยังหมู่บ้านจะเงียบเหงาเกินไปนัก

พวกเขาเดินทางถึงบ้านตระกูลฉางตอนหนึ่งทุ่มเกือบครึ่ง พ่อ แม่และเซียงจูต่างพากันนั่งรอพวกเขาที่แคร่ไม้หน้าบ้านอย่างเป็นห่วง พอเห็นสองคนเดินจูงมือกันเข้ามาในรั้วบ้าน ทุกคนค่อยพรูลมหายใจอย่างโล่งอกได้เสียที

“ทำไมกลับค่ำกันจังลูก พวกเราเป็นห่วงแย่แล้ว” หลิวเอ้อหลิงพูดขึ้น

“เราเข้าไปขายสัตว์ป่าในอำเภอมาครับแม่ ขอโทษที่ไม่ได้แวะบอกก่อนนะครับ”

“ไม่เป็นไร ๆ เข้าบ้านไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” ฉางชิงหยูลุกขึ้นบอกทุกคนเข้าบ้าน เขาไม่อยากให้ชาวบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน

ฉางเซียงจูรีบพุ่งเข้าไปแย่งแขนอีกข้างของซูเมี่ยวจินมาเกาะเอาไว้พร้อมรอยยิ้มล้อเลียนส่งให้พี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ พวกเขาสองคนลืมที่จะปล่อยมือออกจากกันจนกระทั่งเห็นสีหน้าน้องสาว ต่างคนจึงต่างรีบปล่อยมือออกด้วยความขัดเขิน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเมี่ยวจิน   ครอบครัว

    เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ

  • ซูเมี่ยวจิน   สำเร็จ

    ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&

  • ซูเมี่ยวจิน   ออกไปเติบโต

    สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน

  • ซูเมี่ยวจิน   แบ่งหุ้นบริษัท

    ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม

  • ซูเมี่ยวจิน   ส่งเด็ก ๆ

    วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ

  • ซูเมี่ยวจิน   ร่ำรวย

    เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status