Masukซูเมี่ยวจินเลือกชุดชั้นในเพียงสองชุด เธอรอไปซื้อเพิ่มตอนเข้ามณฑลจะดีกว่า เพราะคุณภาพของในสหกรณ์คงสู้ห้างในมณฑลไม่ได้ เท่าที่เธอรู้ ปีนี้ประเทศเปิดการค้าเสรีแล้ว ร้านค้าที่มณฑลน่าจะมีให้เลือกมากกว่า
“20 หยวนค่ะคุณลูกค้า” พนักงานร้านนำชุดชั้นในใส่ถุงกระดาษให้และบอกราคา
“นี่ครับเงิน” ฉางเล่ยหยิบเงินในกระเป๋าซึ่งมีแต่แบงค์ร้อยหยวนให้พนักงาน
“เงินทอนค่ะคุณลูกค้า ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะคะ” พนักงานไม่คิดว่าคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าขาดสองคนนี้จะมีเงินหนึ่งร้อยหยวนติดตัว แต่ด้วยหน้าที่ของเธอ เธอจึงไม่เคยดูถูกลูกค้าที่เข้าร้านมาแม้สักครั้งเดียว
ฉางเล่ยรับเงินทอนมาแล้วชวนซูเมี่ยวจินไปยังร้านขายยาที่เขารู้จักเพียงแห่งเดียวในอำเภอนี้
“ชุดชั้นในแค่สองชุดทำไมราคาแพงจัง” ซูเมี่ยวจินบ่น คุณภาพของชุดก็ไม่ดี เธอจึงนึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่ของพวกนี้เธอจำเป็นต้องใช้
“ผมก็ไม่รู้ราคาของพวกนี้เหมือนกัน คุณอย่าคิดมากเลยนะ พรุ่งนี้ผมจะพาไปดูที่ห้างในมณฑลดีไหม วันนี้ใกล้ค่ำแล้ว” ฉางเล่ยเอ่ยปลอบคนตัวเล็ก
“อืม… กลับบ้านเมื่อไหร่ คุณอย่าลืมบอกพ่อกับแม่ด้วยล่ะ เผื่อท่านจะให้เราซื้อของเตรียมงานแต่งงานด้วย ไม่อย่างนั้นคงไปเสียเที่ยว” ซูเมี่ยวจินพยักหน้ารับคำเขา
“ตกลงครับ ผมนึกว่าคุณอยากรอให้พ่อกับแม่หาฤกษ์ดีแล้วค่อยแต่งเสียอีก”
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก คุณลืมไปแล้วเหรอว่าพวกคนในหมู่บ้านนินทาเราว่าอะไรน่ะ ฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวคุณต้องลำบากหรอกนะ”
“ผมไม่สนใจเสียงนกเสียงกาหรอกนะครับ เป็นห่วงก็แต่ความรู้สึกของคุณ”
“ฉันก็ไม่อยากสนใจนักหรอก เพียงแต่พ่อกับแม่ดูจะไม่ค่อยสบายใจ ฉันเลยอยากรีบจัดการเรื่องแต่งงานของเราให้เสร็จเร็ว ๆ”
“ตกลงครับ ทำตามที่คุณว่าเถอะ ผมยังไงก็ได้” ฉางเล่ยดีใจที่ซูเมี่ยวจินคิดถึงความรู้สึกของพ่อกับแม่เขา เธอช่างดีจริง ๆ
ฉางเล่ยพาซูเมี่ยวจินมาถึงหน้าร้านขายยาตอนที่ร้านกำลังจะปิดพอดี เขารีบเรียกเจ้าของร้านเอาไว้ได้ทัน
“พวกคุณมาซื้อยาเหรอครับ” เจ้าของร้านมองสองคนที่แต่งตัวมอซอตรงหน้า
“เปล่าค่ะ เราเอาสมุนไพรมาขาย ไม่ทราบเจ้าของร้านรับซื้อหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินเห็นสายตาดูถูกของเจ้าของร้าน เธอจึงเอ่ยสวนขึ้นมา แทนที่จะรอให้ฉางเล่ยพูด
“ร้านผมรับซื้อสมุนไพรดี ๆ เท่านั้น คุณบอกมาก่อนว่ามีอะไรมาขาย”
“โสม 200 ปี คุณจะให้ราคาเท่าไหร่” ซูเมี่ยวจินเห็นเจ้าของร้านไร้มารยาท เธอจึงไม่ต้องทำตัวมีมารยาทกับเขาเช่นกัน
“ฮะ! คุณพูดเล่นหรือเปล่า โสม 200 ปีไม่ใช่หัวผักกาดนะจะได้หาง่าย ๆ”
“ถ้าคุณไม่ซื้อฉันจะได้กลับบ้าน ไปกันเถอะฉางเล่ย รอไปขายในมณฑลดีกว่า”
ซูเมี่ยวจินจับมือฉางเล่ยหันหลังเตรียมเดินออกจากร้านอย่างไม่สนใจเจ้าของร้านที่ตอนนี้อ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึง ผู้หญิงคนนั้นบอกจะไปก็ไปเสียอย่างนั้น ถ้าเธอมีโสมจริง เขาต้องขาดทุนกำไรเป็นแน่
“เดี๋ยว ๆ คุณผู้หญิง เชิญเข้ามาคุยกันข้างในก่อนครับ ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ซื้อ!”
ซูเมี่ยวจินหันมองหน้าฉางเล่ย เธอเห็นเขาพยักหน้าว่าให้เข้าไปคุย ทั้งที่จริงแล้วซูเมี่ยวจินไม่อยากขายให้เจ้าของร้านคนนี้แล้วแท้ ๆ แต่เพราะไม่อยากทำให้ฉางเล่ยลำบากใจ เธอจึงยอมหันหลังกลับและเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไร
“เอ่อ… ผมขอดูโสมที่คุณบอกก่อนได้ไหมครับ จะได้ตีราคาได้” เจ้าของร้านไม่กล้าดูถูกผู้หญิงสวยดุตรงหน้าอีก เขากลัวว่าจะไม่มีโสมดี ๆ ขายให้พวกคนรวย
ซูเมี่ยวจินยังคงเงียบอยู่ เพียงแต่เธอวางตะกร้าสะพายหลังลงและหยิบห่อใบไม้ส่งให้กับเจ้าของร้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เจ้าของร้านรู้ว่าเธอไม่พอใจเขานัก หากว่าโสมนี่เป็นของจริง เขาต้องให้ราคาดี ๆ กับเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมขายให้เขาแน่ เจ้าของร้านหยิบใบไม้ขึ้นมาแกะดูจนกระทั่งเห็นโสมขนาดสองนิ้ว และยังเป็นโสมป่าธรรมชาติที่หายากด้วย อายุของโสมนี้ไม่ต่างจากที่เธอบอกจริง ๆ เขายิ้มกว้างอย่างดีใจ
“ไม่ทราบคุณผู้หญิงอยากขายราคาเท่าไหร่ครับ” เขาถามขึ้นมาก่อนเพื่อต่อรองราคา
“คุณคิดว่าโสม 200 ปี ราคาเท่าไหร่ล่ะ ถ้าราคาที่คุณบอกเหมาะสม ฉันจะขายให้”
“เอ่อ… สองพันหยวนได้หรือเปล่าครับ” เจ้าของร้านถามอย่างหวาด ๆ นี่เป็นราคาที่เขาให้ได้สูงสุดแล้ว
“คุณคิดว่ายังไงฉางเล่ย ราคานี้ถูกไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินหันไปถาม
“ผมคิดว่าราคานี้ก็เหมาะสมแล้วนะคุณ” ฉางเล่ยพอจะรู้บ้างว่าโสมราคาแพงแค่ไหน
“ตกลง สองพันก็สองพัน ฉันจะขายให้คุณ” ซูเมี่ยวจินขี้เกียจเรื่องมาก
“พวกคุณรอสักครู่นะครับ ผมจะไปหยิบเงินให้” เจ้าของร้านกุลีกุจอนำโสมใส่กล่องผ้าอย่างดีและวางเอาไว้บนโต๊ะต่อหน้าพวกเขา ก่อนจะเดินกลับเข้าหลังร้านไปนำเงินออกมา
“คุณไปเจอโสมนี่ได้ยังไงกันครับ” ฉางเล่ยหันไปกระซิบถามซูเมี่ยวจิน
“ฉันเจอมันก่อนจะพบเสือตัวนั้นน่ะค่ะ ถือว่าฉันโชคดีก็แล้วกัน” ซูเมี่ยวจินบอกไม่ได้ว่าระบบเป็นคนบอกเธอ อีกทั้งตอนนี้เจ้าระบบนั่นยังกำลังพูดอวดโอ่ว่าตัวเองมีความสามารถมากแค่ไหนในการช่วยเธอหาเงิน ทำเอาซูเมี่ยวจินรำคาญไม่น้อย
“คุณโชคดีมากจริง ๆ นะครับ ผมขึ้นเขามาหลายปียังไม่เคยพบเลยสักต้น”
ก่อนที่ซูเมี่ยวจินจะคุยกับเขาต่อ เจ้าของร้านก็ออกมาพร้อมเงินในถุงกระดาษสีทึบใบหนึ่ง เขายื่นถุงกระดาษให้ซูเมี่ยวจินนับเงินว่าครบหรือไม่
“อืม… เงินครบถ้วน ขอบคุณเจ้าของร้านมากที่รับซื้อ” ซูเมี่ยวจินยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณผู้หญิงที่นำโสมดี ๆ มาขายให้ ครั้งหน้าถ้ามีสมุนไพรดี ๆ อีกก็มาขายที่ร้านผมได้ตลอดนะครับ รับรองว่าผมจะให้ราคายุติธรรม”
“ตกลง พวกเราขอตัวก่อน” ซูเมี่ยวจินพยักหน้าให้เจ้าของร้านก่อนจะหันหลังเดินจูงมือฉางเล่ยออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พระอาทิตย์คล้อยต่ำจนฟ้าจะมืดแล้ว พวกเขายังไม่ออกจากอำเภอเลย เธอกลัวว่าคนที่บ้านจะเป็นห่วง
ฉางเล่ยอมยิ้มที่สาวสวยอย่างซูเมี่ยวจินเป็นคนจูงมือเขาเอง ถ้าให้เขาเป็นคนเริ่มความใกล้ชิดก่อน ฉางเล่ยคงไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ระหว่างทางกลับบ้าน ซูเมี่ยวจินเอ่ยถามฉางเล่ยเป็นระยะ ๆ ว่าที่เมืองมณฑลเป็นอย่างไรบ้าง เธอเคยรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าความจริงในปีนี้นั้นบ้านเมืองเป็นอย่างไร
ฉางเล่ยตอบตามที่เขารู้มาเช่นกัน เขาเองยังไม่เคยเข้าไปในมณฑลมาก่อน เพราะความยากจนและไม่กล้าสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ไปให้คนอื่นดูถูก เขาจึงไม่เคยไป ที่เขารู้ว่าที่นั่นเจริญมากกว่าอำเภอเจิ้งไห่ เรื่องพวกนี้เป็นผู้ใหญ่บ้านเคยเล่าให้ฟังทั้งนั้น ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินเดินไปคุยไปจนฟ้ามืด ดีที่ทั้งสองสายตาดีจึงไม่มีปัญหาในการเดินทางกลับหมู่บ้านเติ้งในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ อีกทั้งพวกเขายังเห็นมีคนในหมู่บ้านที่เข้าไปทำงานในอำเภอเดินอยู่ประปราย จึงไม่นับว่าถนนที่ไปยังหมู่บ้านจะเงียบเหงาเกินไปนัก
พวกเขาเดินทางถึงบ้านตระกูลฉางตอนหนึ่งทุ่มเกือบครึ่ง พ่อ แม่และเซียงจูต่างพากันนั่งรอพวกเขาที่แคร่ไม้หน้าบ้านอย่างเป็นห่วง พอเห็นสองคนเดินจูงมือกันเข้ามาในรั้วบ้าน ทุกคนค่อยพรูลมหายใจอย่างโล่งอกได้เสียที
“ทำไมกลับค่ำกันจังลูก พวกเราเป็นห่วงแย่แล้ว” หลิวเอ้อหลิงพูดขึ้น
“เราเข้าไปขายสัตว์ป่าในอำเภอมาครับแม่ ขอโทษที่ไม่ได้แวะบอกก่อนนะครับ”
“ไม่เป็นไร ๆ เข้าบ้านไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” ฉางชิงหยูลุกขึ้นบอกทุกคนเข้าบ้าน เขาไม่อยากให้ชาวบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
ฉางเซียงจูรีบพุ่งเข้าไปแย่งแขนอีกข้างของซูเมี่ยวจินมาเกาะเอาไว้พร้อมรอยยิ้มล้อเลียนส่งให้พี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ พวกเขาสองคนลืมที่จะปล่อยมือออกจากกันจนกระทั่งเห็นสีหน้าน้องสาว ต่างคนจึงต่างรีบปล่อยมือออกด้วยความขัดเขิน
เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ
ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&
สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน
ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม
วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ
เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง







