LOGINบทที่ 5 บ้านใหม่กับการเตรียมเสบียง1
เวลาผ่านไปนานเกือบเดือนจวนตระกูลตวนมู่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ในระหว่างการสร้างจวนซูเม่ยได้ซื้อแรงงานทาสมากมายจากตลาดค้าทาสหลวงเพื่อแผ้วถางที่ดินอีก 1,800 หมู่ที่เหลือจากการสร้างจวน นางวางแบบแผนการทำเกษตรแบบผสมผสานบนที่ดิน 1,000 หมู่ ส่วนที่เหลือจะจัดสร้างพื้นที่ฝึกฝนคนของตระกูลตวนมู่ขึ้นเป็นฐานอำนาจให้ตระกูลของนางในอนาคต
ซูเม่ยกว้านซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์กลางเมืองเพิ่มเติมสำหรับสร้างกิจการ ตอนนี้ในมือของนางมีคนที่เป็นคนของนางจริงๆราว 150 คน ซึ่งนางให้พวกเขาทำที่พักพิงง่ายๆบนที่ดินของนาง ในระหว่างรออาคารที่พักสำหรับคนงานที่ให้นายช่างหวังเป็นผู้ก่อสร้างเสร็จสิ้น ส่วนนางและน้องๆ รวมทั้งท่านลุงท่านอาทั้งสามเช่าจวนขนาดเล็กอาศัยในตัวเมืองเป็นที่พักชั่วคราว
“ท่านอาลู่คงคิดว่า ถ้าเราจะปลูกผลไม้ตรงส่วนนี้ ส่วนนี้ปลูกเป็นจำพวกผักที่เก็บเกี่ยวได้เร็ว และส่วนนี้เป็นแปลงนาข้าว จะดีหรือไม่เจ้าคะ” ซูเม่ยกางแผนภาพเกษตรผสมผสานที่นางจัดทำขึ้นปรึกษากับท่านอาลู่คงและท่านอาเหวินชางซึ่งเคยทำอาชีพเกษตรกรมาก่อน
“ข้าน้อยคิดว่า หากระหว่างพื้นที่เพาะปลูกผักและผลไม้ควรมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาเพิ่มน่าจะดีขึ้นขอรับ ตัวบ่อขุดลึกแค่ประมาน 1 จั้งก็เพียงพอ” เจียงลู่คงเมื่อเห็นแบบแผนของคุณหนูใหญ่ที่วางแผนได้ดีก็พูดเสริมบางส่วนเข้าไปเพื่อให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
“ส่วนน้ำชะจากแม่น้ำเข้าสู่บ่อด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่คุณหนูเรียกว่ากังหันน้ำน่าจะสะดวกมากขึ้นขอรับ” กัวเหวินชางกล่าวเสริมอีกเล็กน้อย
“ท่านอาเหวินชางนำแผนภาพกังหันน้ำไปขึ้นทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ แล้วสั่งทำได้เลยสัก 5 อันก่อนเผื่อชักน้ำเข้าแปลงนาด้วย แล้วก็แต่ละชิ้นส่วนสั่งทำคนละร้านนะเจ้าคะ เราค่อยนำมาประกอบเอง ” นางจะไม่พลาดให้คนอื่นฉกฉวยเอาผลงานจากสิ่งประดิษฐ์ของนางเด็ดขาด
“ขอรับคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยจะรีบดำเนินการ”
“ส่วนแผนการทำสวนผัก ผลไม้ และนาข้าว มอบให้ท่านอาลู่คงทำตามแผนนี้ได้เลยเจ้าค่ะ หากคนงานไม่เพียงพอแจ้งข้าได้เลย คนงานจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป และข้าฝากเรื่องอาหารการกินของคนงานด้วย ต้องครบสามมื้อเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเน้นย้ำเรื่องปากท้องของคนงานภายใต้การปกครองของนางทุกคนต้องกินดีอยู่ดีมีเบี้ยรายเดือน สวัสดิการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ”
เมื่อสั่งงานเรียบร้อยซูเม่ยก็ออกไปหาท่านลุงอันฉีที่หน้าดำคร่ำเครียดกับการก่อสร้างจวนที่ต้องเร่งให้แล้วเสร็จก่อนเหมันต์ฤดูจะมาเยือน ซึ่งนางได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหน้าหนาวปีนี้ต้องยาวนานและโหดร้ายกว่าที่เคยมีมาเป็นแน่
“ท่านลุงอันฉีไยถึงเคร่งเครียดถึงเพียงนี้เล่า” ซูเม่ยเมื่อลงจากรถม้าก็เห็นหูอันฉีและนายช่างหวังกำลังนั่งอยู่กับกองกระดาษแบบแผนสร้างจวนมากมายบนศาลาพักพิงที่สร้างอย่างง่ายๆ เพื่อดูการก่อสร้าง
หูอันฉีเมื่อได้ยินเสียงคุณหนูของตนก็รู้สึกตัว ช่วงนี้เขาลดความระแวดระวังลงไปมาก จนไม่ได้ยินเสียงรถม้าที่เข้ามาคงต้องกลับไปฝึกฝนเพิ่มเสียแล้ว
“จากกำลังแรงงานตอนนี้ข้าน้อยเกรงว่าจะเสร็จไม่ทันหน้าหนาวเป็นแน่ แต่คนงานที่พอมีฝีมือนายช่างหวังก็เกณฑ์มาจะหมดเมืองแล้ว หากอยากได้แรงงานเพิ่มคงต้องหาจากเมืองใกล้ๆนี้ขอรับ” หูอันฉีบอกสิ่งที่เขากำลังกังวลใจ
“นายช่างหวังก็หามาเถิด แม้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้นก็ไม่เป็นไรให้นายช่างหวังจัดการได้เลย ขอแค่แล้วเสร็จก่อนเหมันต์จะมาเยือนก็พอ” ซูเม่ยหันไปพูดกับนายช่างหวังที่ดูกระฉับกระเฉงขึ้นจากคราวแรกที่เจอ คงเพราะได้ทำงานกระมัง
“ขอรับคุณหนูตวนมู่” นายช่างหวังตอบรับทันทีด้วยความโล่งอกที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้
“ท่านลุงอย่าลืมกำชับเรื่องอาหารการกินของคนงานก่อสร้างด้วยเล่า วันละสามมื้อในแต่ละวันต้องมีเนื้ออย่างน้อยสองมื้อ พวกเขาทำงานใช้แรงงานหากกินไม่อิ่มจะมีแรงได้เยี่ยงไร” ซูเม่ยเมื่อเห็นคนงานที่ขยันขันแข็งก็อยากตอบแทนเล็กๆน้อย เพราะโลกก่อนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน นางจึงไม่ชินกับการแบ่งชนชั้นและดูถูกคนชนชั้นแรงงาน
“ข้าน้อยหวังฉือขอเป็นตัวแทนคนงานคารวะคุณหนูตวนมู่ด้วยใจจริงที่นึกถึงปากท้องของคนงานขอรับ” นายช่างหวังที่ตื้นตันแทนลูกน้องก้มหัวเล็กน้อยให้กับเด็กสาวที่นับวันยิ่งสูงส่งเหลือเกินในสายตาเขา
ซูเม่ยเองก็ก้มหัวเป็นการนอบน้อมแก่ผู้อาวุโสกว่าเช่นกัน
หลังจากแก้ปัญหาเรื่องแรงงานแล้ว สัปดาห์ต่อมาทั้งการก่อสร้างและเกษตรผสมผสานของซูเม่ยก็เริ่มเป็นที่รูปเป็นร่างมากขึ้น จวนนั้นก่อสร้างไปราว 7 ส่วนแล้ว ส่วนสวนผลไม้ ไร่ผัก และแปลงนาก็เริ่มการเพาะปลูกไปบางส่วนแล้ว นางมีเวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้นกว่าจะเข้าหน้าหนาว ผลไม้นั้นคงไม่น่าเป็นห่วงและผักก็คงจะเก็บเกี่ยวได้ราว 3 รอบ ส่วนข้าวคงต้องร่นระยะเวลาให้สามารถเก็บเกี่ยวก่อน 60 วัน
‘วารีมรกตในมิติ หากเจือจางลงคงจะช่วยเร่งการเติบโตได้แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เอามาผสมลงในบ่อทดน้ำในไร่คงจะดี’
เมื่อคิดได้ดังนั้น กลางคืนคืนหนึ่งก็มีเงาดำโฉบเข้ามาในไร่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ่อน้ำไม่นานก็จากไป และเงาดำนี้ก็มาทุกๆ 7 วันเสียด้วย
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







