LOGINบทที่ 4 ซื้อที่ดินเปลี่ยนตระกูล3
“พี่ใหญ่ไปนานแล้วนะ ทำไมยังไม่กลับอีกนะน้องเล็ก” ซูเหวินเดินวนไปมาในห้องจนน่าเวียนหัวเอ่ยถามน้องสาวที่นั่งเฝ้าน้องเฟยเฟยซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงไม่ห่าง
“พี่ใหญ่คงจะไปทำธุระหลายที่ มิใช่ว่าออกไปหาซื้อที่ดินหรอกหรือ” ซูเจียวเอ่ยตามที่ได้ยินพี่สาวคุยกับท่านลุงอันฉีก่อนจะออกไป
“อ่า เป็นเช่นนั้นก็คงจะนานอยู่” ซูเหวินเมื่อได้ฟังดังนั้นก็คลายความกังวลลง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูสองสามครั้งดังขึ้นสองพี่น้องที่นั่งอยู่ในห้องหันไปมองทันที ก่อนจะได้ยินเสียงใสๆของสตรีดังแว่วมาจากหน้าประตูนั้น
“พี่ใหญ่เอง เสี่ยวเหวิน เจียวเอ๋อ” เมื่อได้ยินเสียงที่รอคอย ซูเหวินก็วิ่งไปเปิดสลักประตูทันทีด้วยความดีใจ ไม่ต่างจากซูเจียวที่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงพี่สาว
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว/พี่ใหญ่กลับมาแล้ว”
ซูเม่ยยิ้มเข้ามาเมื่อเห็นท่าทางดีใจของน้องชายน้องสาว ก่อนจะเหลือบไปมองบนเตียงกว้างที่มีร่างเล็กของเด็กสาวอีกคนนอนหลับอยู่ นางเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะน้ำชากลางห้อง ก่อนจะยกมือลูบหัวน้องสาวที่เข้ามาคลอเคลียเหมือนลูกแมวน้อยก็ไม่ปาน ส่วนน้องชายที่ยืนเก้ๆกังๆอย่างเขินอาย นางก็เอื้อมมือไปหยิกแก้มเบาๆ
“พี่กลับมาแล้ว หิวกันรึยัง” ซูเม่ยถามน้องชายและน้องสาวเบาๆ เพราะเกรงว่าเสียงจะดังรบกวนเฟยเฟยน้อยที่ยังหลับตาพริ้มอยู่
“ยังขอรับ รอน้องเฟยเฟยตื่นก่อนดีกว่า” ซูเหวินตอบ
“ใช่เจ้าค่ะพี่ใหญ่น้องน่าสงสารมาก ตอนหลับก็ละเมอผวาหลายครั้ง” ซูเจียวพูดพร้อมเสมองไปยังร่างเล็กด้วยแววตาเศร้ากังวล เพราะเรื่องราวในป่าครานั้นแม้นางจะหลับอยู่บนรถม้า แต่พอตื่นขึ้นมาก็ทันได้เห็นศพมากมาย นางยอมรับว่ากลัวมาก แต่ก็พอจะเข้าใจหากไม่ฆ่าเขา เขาก็ต้องฆ่าเรา แต่เฟยเฟยน้อยยังเล็กนักคงขวัญเสียมิน้อยเลย
“ทั้งสองคนต้องดูแลน้องให้ดีรู้มั้ย รับน้องมาดูแลแล้วต้องดีกับน้องให้มากๆ” ซูเม่ยเมื่อเห็นเจียวเอ๋อกังวลกับอาการของเฟยเฟยก็ลูบหัวน้องสาวเบาๆอีกครั้ง
“เอาล่ะ วันนี้พี่ใหญ่ซื้อที่ดินแล้วนะจะเริ่มสร้างบ้านของเราอีกสองสามวันข้างหน้า แต่อาจใช้เวลาราว 3 เดือนกว่าจะแล้วเสร็จ” ซูเม่ยรีบดึงน้องสาวจากความกังวลด้วยเรื่องน่ายินดี ที่นางทราบว่าเด็กน้อยทั้งสองรอคอยมากเพียงใด
“จริงหรือเจ้าคะ เจียวเอ๋อจะมีห้องของตัวเองหรือไม่”
“ย่อมมีจ้ะ”
“ของข้าก็มีหรือขอรับ”
“แน่นอนเสี่ยวเหวิน นอกจากจะมีห้องของทุกคนแล้ว ยังมี...นี่รับไป” ซูเม่ยตอบน้องทั้งสองที่ผลัดกันถามนางด้วยความตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะนางจะมอบสิ่งหนึ่งในน้องทั้งสองคนเก็บไว้
“นี่มัน...ป้ายประจำตัวนี่ขอรับท่านพี่ ตวนมู่...ซูเหวิน” เด็กชายอ่านตัวอักษรบนป้ายหยกสีขาวนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนดวงตาทั้งสองที่คลอขังไปด้วยน้ำใสๆ
‘ไม่ใช่แซ่จ้าวอีกแล้ว ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับพวกมันอีกแล้ว’ ซูเหวินยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะรู้สึกตัวว่าทำสิ่งขายหน้าจึงใช้แขนเสื้อป้ายน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้ามองพี่สาวที่กำลังมองพวกเขาด้วยสายตารักใคร่
“งั้นของเจียวเอ๋อ ก็อ่านว่า ตวนมู่ซูเจียว ไพเราะยิ่งนัก เจียวเอ๋อชอบมากเลยเจ้าค่ะพี่ใหญ่” ซูเจียวกำป้ายหยกเล็กๆไว้แนบอกด้วยรอยยิ้มสดใสกว่าที่เคย
“นอกจากนี้พี่ยังบันทึกผังตระกูลโดยมีท่านพ่อเป็นหัวหน้าตระกูลด้วย แม้ตอนนี้ยังไม่เจอท่านพ่อกับท่านแม่ก็ตาม แต่พี่เชื่อว่าท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่”
“ดียิ่งขอรับ/เจ้าค่ะ” พวกเขาล้วนคิดเหมือนพี่สาว ท่านพ่อท่านแม่ยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่
“แล้วเฟยเฟยละเจ้าคะท่านพี่” ซูเจียวถามขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ ว่าน้องสาวตัวน้อยยังไม่มีชื่อแซ่เลย
“ไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้เจียวเอ๋อของพี่ไม่ใช่น้องเล็กอีกแล้วนะ เพราะต่อไปนี้เฟยเฟยจะมาเป็นน้องเล็กของตระกูลเราแล้ว ตวนมู่หลินเฟย” ซูเม่ยขยับกายหันไปหยิกแก้มยุ้ยๆน่าหมั่นเขี้ยวของน้องสาวที่เจื้อยแจ้วเป็นห่วงผู้อื่นไปเสียหมด
“อ่า ยินดีด้วยน้องสาม” ซูเหวินรีบกระเซ้าเย้าแหย่น้องสาวทันทีจนได้รับค้อนวงใหญ่กลับมา ก่อนทั้งสามจะปิดปากหัวเราะกันเสียงเบา เพราะกลัวน้องเล็กเฟยเฟยจะตื่นขึ้นมาแต่คงไม่ทันเสียแล้ว
“พี่สาว เฟยเฟยหิวข้าว.....” เสียงเล็กส่งเสียงขึ้นท่ามกลางสายตาสามคู่ที่หันไปมองเจ้าตัวเล็กหัวยุ่งๆ ที่นั่งตาแป๋วแหววอยู่บนเตียงอย่างพร้อมเพรียง ก่อนทั้งสามจะหัวเราะเสียงดังออกมาอีกครั้งโดยไม่ออมเสียงใดๆ
เสียงแห่งความสุขเล็ดลอดออกมาจากห้องเพียงเล็กน้อยแต่ห้องที่อยู่ข้างๆกันย่อมได้ยินชัดเจน ห้องข้างๆนั้นก็ไม่ใช่ผู้ใดแต่เป็นห้องของผู้คุ้มกันทั้งสามอย่างหูอันฉี เจียงลู่คง และกัวเหวินชาง ที่พร้อมติดตามเด็กๆห้องข้างๆ แม้ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม
“ลู่คง เหวินชาง ข้ารู้ว่าพวกเจ้าซื่อสัตย์ แต่รับปากข้าเรื่องของคุณหนูใหญ่ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เรื่องนี้แม้คุณหนูจะให้ข้าบอกเล่าแก่พวกเจ้าก็ตาม”
“พี่ฉีไม่ต้องห่วงพวกข้าจะไม่ปริปากแม้ครึ่งคำ คุณหนูใหญ่คือผู้มีพระคุณให้ชีวิตข้าย่อมไม่คิดทำร้าย” เจียงลู่คงกล่าว หลังจากที่เฉียดใกล้ความตายครานั้นได้คุณหนูใหญ่ฉุดดึงชีวิตมาจากประตูปรโลก เขาก็คิดจะมอบชีวิตนี้ติดตามคุณหนูตลอดไป
“ข้าก็เช่นกันพี่ฉี ข้ากัวเหวินชางไม่เคยคิดทรยศผู้มีพระคุณ”
“ดี!!! ต่อไปมีสิ่งสำคัญรอให้พวกเราช่วยคุณหนูอยู่ จงทำให้ดีที่สุด”
“ขอรับ/ขอรับ”
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







