Masukวันต่อมาหิมะก็ดูเหมือนว่าจะยังตกไม่หยุดหลี่ เซวียนขังลู่ลู่เอาไว้ในกรงตามคำแนะนำของข้อความในกระดาษ ในตอนนี้เขาอยากจะรู้ว่าคนที่เขียนข้อความในกระดาษคนนั้นเป็นใคร
สามวันต่อมาหิมะได้หยุดลงหลี่เซวียนปล่อยลู่ลู่ ออกมาจากกรง มัน กระพือปีกทำท่าทางเหมือนจะรีบไปที่ไหนสักแห่งแต่หลี่เซวียนหยุดมันเอาไว้ก่อน เขาเขียนข้อความบางอย่างลงในกระดาษแล้วผูกไว้ที่ขาของมันก่อนที่จะปล่อยมันไป
ลู่ลู่ไม่ได้มาที่ห้องของเสิ่นเยว่ สามวันแล้วนางเอาแต่คอยมองไปที่หน้าต่างว่าเมื่อไหร่เจ้านกน้อยจะกลับมา วันนี้หิมะหยุดตกมันจะต้องมาแน่ๆ เสิ่นเยว่รู้สึกเหงาและคิดถึงมันมาก เสียงกระพือปีกเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าต่างดึงดูดความสนใจของนางทันที นางรีบลุกขึ้นไปดูและเห็นว่าเป็นเจ้านกน้อยที่นางรออยู่ทุกวันเสิ่นเยว่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“แกกลับมาแล้วเจ้านกน้อย หายไปเสียหลายวันเป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือไม่ ชิงจู๋รีบเอาขนมมาให้เจ้านกน้อยเร็ว”
ชิงจู๋รีบทำตามคำสั่งของเสิ่นเยว่ทันที คุณหนูของนางมีท่าทางเหงาหงอยหลังจากที่ไม่เห็นเจ้านกน้อย วันนี้เจ้านกน้อยกลับมาแล้ว ชิงจู๋ดีใจ คุณหนูของนางจะกลับมาร่าเริงอีกครั้ง เสิ่นเยว่สังเกตุเห็นกระดาษที่ผูกมาที่ขาของเจ้านกน้อยนางแกะมันออกแล้วอ่านดู
ขอบคุณที่ดูแล ลู่ลู่ หวังว่ามันจะไม่ทำให้ท่านต้องลำบาก
เสิ่นเยว่ มองข้อความในกระดาษแผ่นนั้นแล้วหันไปมองเจ้านกน้อยที่กำลังกินขนมที่ชิงจู๋เอามาวางไว้ให้มัน ข้อความนั้นเขียนได้งดงามและดูทรงพลังดูแล้วท่าทางเจ้าของลู่ลู่จะเป็นบุรุษ เสิ่นเยว่มองลู่ลู่ที่กำลังกินขนมอยู่
“เจ้านายของแกเป็นใครกันนะลู่ลู่”
หลังจากวันนั้นเสิ่นเยว่ก็เขียนข้อความฝากลู่ลู่ไปทุกวัน บางครั้งนางก็เขียนเป็นข้อความธรรมดาคุยเรื่องธรรมดาทั่วไป บางครั้งก็เขียนเป็นกวีหรือบทกลอน นางอยากจะทดสอบว่าคนที่คุยกับนางอยู่ตอนนี้เป็นคนลักษณะเช่นไร ทุกครั้งเขาจะสามารถตอบนางกลับมาเหมือนกับที่นางส่งข้อความหาเขา
เช่นนางส่งข้อความเป็นบทกวีไปข้อความที่เขาตอบกลับมาก็จะเป็นบทกวีเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนเขียนจดหมายหากันเช่นนี้อยู่หลายเดือนจนกระทั่งเสิ่นเยว่ได้รู้ว่า ตนเองกำลังจะต้องแต่งงานกับบุรุษที่นางไม่เคยเห็นหน้าและอีกอย่างนางพึ่งจะรู้ว่าตนเองมีคู่หมั้นก็วันนี้
เสิ่นเยว่ ต้องการจะปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้แต่นางจะทำอย่างไรได้เมื่อท่านแม่ของนางเป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมด ใครเล่าในตระกูลเสิ่นจะกล้าแข็งข้อกับนาง สิ่งที่เสิ่นเยว่เสียใจที่สุดคือนางยังไม่เคยพบหน้าเพื่อนทางจดหมายของนางคนนั้น นางไม่กล้าเล่าเรื่องที่นางกำลังจะแต่งงานให้เขาฟัง
หลายเดือนมานี้เสิ่ยเยว่ได้มีประสบการณ์มีเพื่อนทางจดหมายนางรู้สึกดีกับสหายคนนี้ที่ยังไม่เคยพบหน้า และดูเหมือนเขาก็ดูจะมีใจให้นางเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ลู่ลู่ บินมาหานางที่ห้องเสิ่นเยว่อยากหนีออกไปจากที่นี่ตามลู่ลู่ไป เพื่อไปหาเขาคนนั้นคนที่นางยังไม่เคยพบหน้า
หลี่เซวียนก็มีอาการเช่นเดียวกันกับเสิ่นเยว่เมื่อเขารู้ว่าตนเองกำลังจะต้องแต่งงานกับสตรีที่เขาไม่เคยรู้จักและนางยังเป็นคู่หมั้นที่เขาพึ่งจะเคยได้ยินครั้งแรก
“ท่านแม่ ข้ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงานในตอนนี้ ข้าอยากพุ่งความสนใจของข้าไปที่กองทัพเพียงอย่างเดียว”
หลี่ฮูหยินมารดาของหลี่เซวียนมองบุตรชายด้วยสีหน้าเอือมระอา
“เจ้าแต่งงานก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องพานางไปที่ค่ายทหารด้วยซะหน่อย มีอันใดให้ต้องหนักใจท่านพ่อของเจ้าแต่งงานกับข้าก็เอาแต่ขลุกอยู่ที่ชายแดน เจ้าดูซิว่าตอนนี้ตระกูลหลี่มีทายาทกี่คน ให้เขารับอนุก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง เจ้านี่มันลูกพ่อเสียจริงข้าเลี้ยงดูเจ้ามาด้วยความยากลำบากแต่เจ้ากลับมีนิสัยเหมือนพ่อของเจ้าทุกประการ เช่นนี้จะไม่ให้ข้าหนักใจได้อย่างไร เเค่แต่งงานแล้วมีทายาทจากนั้นแม่จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเจ้าอีก อยากไปกินนอนที่ค่ายทหารทั้งชีวิตก็ตามใจแต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งงาน”
หลี่ฮูหยินรัวออกมาเป็นชุด เมื่อพูดเสร็จนางก็เดินเชิดหน้าออกจากเรือนของหลี่เซวียนไป ทิ้งให้เขายืนสติหลุดอยู่คนเดียวในห้อง
เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรตั้งแต่ที่นางรู้ว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้า นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง แสดงอาการต่อต้านออกมาแต่เสิ่นฮูหยินไหนเลยจะสนใจ การแต่งงานนี้ถูกเตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้วถึงนางไม่ยอมก็ต้องยอม เจ้าของงานอย่างเสิ่นเยว่เอาแต่หลบอยู่แต่ในห้องไม่สนใจที่จะจัดการเรื่องของตนเองนางต้องการให้ทุกคนรู้ว่านางไม่ยินยอมที่จะเเต่งงานในครั้งนี้
เสิ่นฮูหยินรู้จักนิสัยบุตรสาวของนางดีตั้งแต่เล็กเสิ่นเยว่ที่เหมือนจะดูเรียบร้อยอ่อนหวานแต่นางกลับเป็นคนหัวแข็งไม่ยอมใคร นิสัยเช่นเดียวกับเสิ่นฮูหยินเหมือนเคาะกันออกมา แต่ยิ่งคนที่นิสัยเหมือนกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ค่อยถูกกันเท่านั้น เสิ่นเยว่มักจะออดอ้อนมหาเสนาบดีเสิ่นผู้เป็นบิดาอยู่ตลอดเมื่อต้องการสิ่งใด
แต่กับมารดาของนางเหมือนหนูเจอแมว อยู่ต่อหน้าเสิ่นฮูหยิน เสิ่นเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
เสียงกระพือปีกดังอยู่ที่นอกหน้าต่างเสิ่นเยว่รีบลุกไปดู นางคิดว่าจะต้องเป็นเป็นเจ้าลู่ลู่ อย่างแน่นอนแต่นางก็ต้องผิดหวังมันไม่ใช่ลู่ลู่เป็นเพียงนกป่าที่บินผ่านมาเท่านั้น หลายวันแล้วที่นางไม่ได้เจอเจ้าลู่ลู่นางไม่รู้ว่ามันหายไปที่ใดนางเหงาและคิดถึงมันยิ่งนัก รวมทั้งเจ้าของๆ มันด้วย
หลี่เซวียนก็ไม่ต่างกันเขาเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในจวนไม่ได้ไปที่ค่ายทหารหลายวันแล้ว เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากมารดาคือหลี่ฮูหยิน นางกลัวว่าเจ้าลูกชายหัวแข็งคนนี้จะหนีออกจากเมืองหลวง ทำให้งานแต่งงานล่มและอาจทำให้สองตระกูลต้องบาดหมางกัน นางที่มีหน้าที่ดูแลจวนตระกูลหลี่ตอนนี้จะปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด อีกไม่นานท่านแม่ทัพก็จะกลับมานางจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างที่เตรียมการมาอย่างดีพังลงได้อย่างไร
ลู่ลู่ กระพือปีกอยู่ในกรงแสดงอาการว่ามันต้องการจะบินแต่ หลี่เซวียนไม่ยอมเปิดกรงให้มันออกมา เขาอยากเขียนจดหมายไประบายความในใจของตนเองตอนนี้กับนาง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขียนจดหมายตอบกลับสหายลับคนนั้นอย่างไรถ้าหากนางรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน นางจะยังคุยกับเขาอยู่หรือไม่ ถ้านางโกรธเขาล่ะนางจะต้องไม่ตอบจดหมายเขาอย่างแน่นอน ในใจของหลี่เซวียนตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวายและร้อนรนอย่างมากเขาต้องหาทางยุติการแต่งงานในครั้งนี้ให้ได้
“อดทนหน่อยลู่ลู่อีกไม่กี่วันข้าจะปล่อยเจ้าออกไปตอนนี้ก็สงบเสงี่ยมอยู่ในกรงไปก่อนรอให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปข้าจะเขียนจดหมายไปขอโทษและอธิบายให้นางเข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงไม่ตอบจดหมายนางกลับ ข้าหวังว่านางจะไม่โกรธจนไม่ยอมตอบจดหมายข้ากลับมา”
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ







