FAZER LOGINวันต่อมาหิมะก็ดูเหมือนว่าจะยังตกไม่หยุดหลี่ เซวียนขังลู่ลู่เอาไว้ในกรงตามคำแนะนำของข้อความในกระดาษ ในตอนนี้เขาอยากจะรู้ว่าคนที่เขียนข้อความในกระดาษคนนั้นเป็นใคร
สามวันต่อมาหิมะได้หยุดลงหลี่เซวียนปล่อยลู่ลู่ ออกมาจากกรง มัน กระพือปีกทำท่าทางเหมือนจะรีบไปที่ไหนสักแห่งแต่หลี่เซวียนหยุดมันเอาไว้ก่อน เขาเขียนข้อความบางอย่างลงในกระดาษแล้วผูกไว้ที่ขาของมันก่อนที่จะปล่อยมันไป
ลู่ลู่ไม่ได้มาที่ห้องของเสิ่นเยว่ สามวันแล้วนางเอาแต่คอยมองไปที่หน้าต่างว่าเมื่อไหร่เจ้านกน้อยจะกลับมา วันนี้หิมะหยุดตกมันจะต้องมาแน่ๆ เสิ่นเยว่รู้สึกเหงาและคิดถึงมันมาก เสียงกระพือปีกเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าต่างดึงดูดความสนใจของนางทันที นางรีบลุกขึ้นไปดูและเห็นว่าเป็นเจ้านกน้อยที่นางรออยู่ทุกวันเสิ่นเยว่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“แกกลับมาแล้วเจ้านกน้อย หายไปเสียหลายวันเป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือไม่ ชิงจู๋รีบเอาขนมมาให้เจ้านกน้อยเร็ว”
ชิงจู๋รีบทำตามคำสั่งของเสิ่นเยว่ทันที คุณหนูของนางมีท่าทางเหงาหงอยหลังจากที่ไม่เห็นเจ้านกน้อย วันนี้เจ้านกน้อยกลับมาแล้ว ชิงจู๋ดีใจ คุณหนูของนางจะกลับมาร่าเริงอีกครั้ง เสิ่นเยว่สังเกตุเห็นกระดาษที่ผูกมาที่ขาของเจ้านกน้อยนางแกะมันออกแล้วอ่านดู
ขอบคุณที่ดูแล ลู่ลู่ หวังว่ามันจะไม่ทำให้ท่านต้องลำบาก
เสิ่นเยว่ มองข้อความในกระดาษแผ่นนั้นแล้วหันไปมองเจ้านกน้อยที่กำลังกินขนมที่ชิงจู๋เอามาวางไว้ให้มัน ข้อความนั้นเขียนได้งดงามและดูทรงพลังดูแล้วท่าทางเจ้าของลู่ลู่จะเป็นบุรุษ เสิ่นเยว่มองลู่ลู่ที่กำลังกินขนมอยู่
“เจ้านายของแกเป็นใครกันนะลู่ลู่”
หลังจากวันนั้นเสิ่นเยว่ก็เขียนข้อความฝากลู่ลู่ไปทุกวัน บางครั้งนางก็เขียนเป็นข้อความธรรมดาคุยเรื่องธรรมดาทั่วไป บางครั้งก็เขียนเป็นกวีหรือบทกลอน นางอยากจะทดสอบว่าคนที่คุยกับนางอยู่ตอนนี้เป็นคนลักษณะเช่นไร ทุกครั้งเขาจะสามารถตอบนางกลับมาเหมือนกับที่นางส่งข้อความหาเขา
เช่นนางส่งข้อความเป็นบทกวีไปข้อความที่เขาตอบกลับมาก็จะเป็นบทกวีเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนเขียนจดหมายหากันเช่นนี้อยู่หลายเดือนจนกระทั่งเสิ่นเยว่ได้รู้ว่า ตนเองกำลังจะต้องแต่งงานกับบุรุษที่นางไม่เคยเห็นหน้าและอีกอย่างนางพึ่งจะรู้ว่าตนเองมีคู่หมั้นก็วันนี้
เสิ่นเยว่ ต้องการจะปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้แต่นางจะทำอย่างไรได้เมื่อท่านแม่ของนางเป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมด ใครเล่าในตระกูลเสิ่นจะกล้าแข็งข้อกับนาง สิ่งที่เสิ่นเยว่เสียใจที่สุดคือนางยังไม่เคยพบหน้าเพื่อนทางจดหมายของนางคนนั้น นางไม่กล้าเล่าเรื่องที่นางกำลังจะแต่งงานให้เขาฟัง
หลายเดือนมานี้เสิ่ยเยว่ได้มีประสบการณ์มีเพื่อนทางจดหมายนางรู้สึกดีกับสหายคนนี้ที่ยังไม่เคยพบหน้า และดูเหมือนเขาก็ดูจะมีใจให้นางเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ลู่ลู่ บินมาหานางที่ห้องเสิ่นเยว่อยากหนีออกไปจากที่นี่ตามลู่ลู่ไป เพื่อไปหาเขาคนนั้นคนที่นางยังไม่เคยพบหน้า
หลี่เซวียนก็มีอาการเช่นเดียวกันกับเสิ่นเยว่เมื่อเขารู้ว่าตนเองกำลังจะต้องแต่งงานกับสตรีที่เขาไม่เคยรู้จักและนางยังเป็นคู่หมั้นที่เขาพึ่งจะเคยได้ยินครั้งแรก
“ท่านแม่ ข้ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงานในตอนนี้ ข้าอยากพุ่งความสนใจของข้าไปที่กองทัพเพียงอย่างเดียว”
หลี่ฮูหยินมารดาของหลี่เซวียนมองบุตรชายด้วยสีหน้าเอือมระอา
“เจ้าแต่งงานก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องพานางไปที่ค่ายทหารด้วยซะหน่อย มีอันใดให้ต้องหนักใจท่านพ่อของเจ้าแต่งงานกับข้าก็เอาแต่ขลุกอยู่ที่ชายแดน เจ้าดูซิว่าตอนนี้ตระกูลหลี่มีทายาทกี่คน ให้เขารับอนุก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง เจ้านี่มันลูกพ่อเสียจริงข้าเลี้ยงดูเจ้ามาด้วยความยากลำบากแต่เจ้ากลับมีนิสัยเหมือนพ่อของเจ้าทุกประการ เช่นนี้จะไม่ให้ข้าหนักใจได้อย่างไร เเค่แต่งงานแล้วมีทายาทจากนั้นแม่จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเจ้าอีก อยากไปกินนอนที่ค่ายทหารทั้งชีวิตก็ตามใจแต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งงาน”
หลี่ฮูหยินรัวออกมาเป็นชุด เมื่อพูดเสร็จนางก็เดินเชิดหน้าออกจากเรือนของหลี่เซวียนไป ทิ้งให้เขายืนสติหลุดอยู่คนเดียวในห้อง
เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรตั้งแต่ที่นางรู้ว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้า นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง แสดงอาการต่อต้านออกมาแต่เสิ่นฮูหยินไหนเลยจะสนใจ การแต่งงานนี้ถูกเตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้วถึงนางไม่ยอมก็ต้องยอม เจ้าของงานอย่างเสิ่นเยว่เอาแต่หลบอยู่แต่ในห้องไม่สนใจที่จะจัดการเรื่องของตนเองนางต้องการให้ทุกคนรู้ว่านางไม่ยินยอมที่จะเเต่งงานในครั้งนี้
เสิ่นฮูหยินรู้จักนิสัยบุตรสาวของนางดีตั้งแต่เล็กเสิ่นเยว่ที่เหมือนจะดูเรียบร้อยอ่อนหวานแต่นางกลับเป็นคนหัวแข็งไม่ยอมใคร นิสัยเช่นเดียวกับเสิ่นฮูหยินเหมือนเคาะกันออกมา แต่ยิ่งคนที่นิสัยเหมือนกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ค่อยถูกกันเท่านั้น เสิ่นเยว่มักจะออดอ้อนมหาเสนาบดีเสิ่นผู้เป็นบิดาอยู่ตลอดเมื่อต้องการสิ่งใด
แต่กับมารดาของนางเหมือนหนูเจอแมว อยู่ต่อหน้าเสิ่นฮูหยิน เสิ่นเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
เสียงกระพือปีกดังอยู่ที่นอกหน้าต่างเสิ่นเยว่รีบลุกไปดู นางคิดว่าจะต้องเป็นเป็นเจ้าลู่ลู่ อย่างแน่นอนแต่นางก็ต้องผิดหวังมันไม่ใช่ลู่ลู่เป็นเพียงนกป่าที่บินผ่านมาเท่านั้น หลายวันแล้วที่นางไม่ได้เจอเจ้าลู่ลู่นางไม่รู้ว่ามันหายไปที่ใดนางเหงาและคิดถึงมันยิ่งนัก รวมทั้งเจ้าของๆ มันด้วย
หลี่เซวียนก็ไม่ต่างกันเขาเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในจวนไม่ได้ไปที่ค่ายทหารหลายวันแล้ว เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากมารดาคือหลี่ฮูหยิน นางกลัวว่าเจ้าลูกชายหัวแข็งคนนี้จะหนีออกจากเมืองหลวง ทำให้งานแต่งงานล่มและอาจทำให้สองตระกูลต้องบาดหมางกัน นางที่มีหน้าที่ดูแลจวนตระกูลหลี่ตอนนี้จะปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด อีกไม่นานท่านแม่ทัพก็จะกลับมานางจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างที่เตรียมการมาอย่างดีพังลงได้อย่างไร
ลู่ลู่ กระพือปีกอยู่ในกรงแสดงอาการว่ามันต้องการจะบินแต่ หลี่เซวียนไม่ยอมเปิดกรงให้มันออกมา เขาอยากเขียนจดหมายไประบายความในใจของตนเองตอนนี้กับนาง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขียนจดหมายตอบกลับสหายลับคนนั้นอย่างไรถ้าหากนางรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน นางจะยังคุยกับเขาอยู่หรือไม่ ถ้านางโกรธเขาล่ะนางจะต้องไม่ตอบจดหมายเขาอย่างแน่นอน ในใจของหลี่เซวียนตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวายและร้อนรนอย่างมากเขาต้องหาทางยุติการแต่งงานในครั้งนี้ให้ได้
“อดทนหน่อยลู่ลู่อีกไม่กี่วันข้าจะปล่อยเจ้าออกไปตอนนี้ก็สงบเสงี่ยมอยู่ในกรงไปก่อนรอให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปข้าจะเขียนจดหมายไปขอโทษและอธิบายให้นางเข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงไม่ตอบจดหมายนางกลับ ข้าหวังว่านางจะไม่โกรธจนไม่ยอมตอบจดหมายข้ากลับมา”
“ที่นั่นก็ดี ข้าเคยได้ยินชื่อภัตรคารว่านเหลียวมานานแล้วแต่ไม่เคยไปสักครั้งพวกพี่ชายของข้าเคยเล่าให้ฟัง”ทั้งสองคนเดินจูงมือกันขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่ฮูหยินน้อยป่วยบรรยากาศที่จวนก็ดูเหมือนจะตึงเครียด วันนี้เห็นทั้งคู่เดินจูงมือกันบ่าวอย่างพวกเขาก็มีความสุขการที่เขาพานางมาเดินเล่นที่ริมทะเลสาบสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับนางเสิ่นเยว่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่แล้วบรรยากาศที่แสนมีความสุขของทั้งสองก็กลายเป็นขุ่นมัวเมื่อต้องมาเจอศัตรูในทางแคบ หลินซูเมิ่งกับเจียงหลีก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกันสถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับทั้งเขาและนางไม่น้อย นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจเสิ่นเยว่ไม่รู้ แต่ว่านางไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่“ช่างบังเอิญเสียจริงท่านแม่ทัพน้อยก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ”หลินซูเมิ่งตะโกนทักหลี่เซวียนเสียงดังมาแต่ไกล นางเห็นหลี่เซวียนกับเสิ่นเยว่ตั้งแต่ที่ลงมาจากรถม้าแล้ว นางจึงได้รีบเดินตรงมาที่นี่เลย“เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเร
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆก่อนที่หลี่เซวียนจะทันได้ หาทางออกให้ตนเอง เขาก็เห็นชิงจู๋หยิบดอกไม้ออกจากตะกร้าที่มีผ้าปิดเอาไว้ ปักลงบนผมของเสิ่นเยว่ และนางยังหยิบกิ่งดอกหลีฮวามาถือเอาไว้ ชิงจู๋คุยกับนางสักพักจึงกลับขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง แล้วคนขับก็พานางออกไปจากหน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงหลี่เซวียนนั่งตัวแข็งทื่อบนต้นไม้ เขาพึมพำกับตนเองท่าทางเลื่อนลอย“ทำไมถึงเป็นนาง”คราแรกเขาคิดว่าเสิ่นเยว่แอบตามมาจับผิดเรื่องที่เขาแอบนัดพบสตรีอื่น แต่เมื่อเขาเห็นนางปักดอกหลีฮวาบนผมเขาก็รู้ได้ทันทีว่าสหายที่ส่งจดหมายคุยตอบโต้กับเขาในหลายเดือนมานี้คือ ฮูหยินที่เขาแต่งเข้ามาปลอมๆ และดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้ว่าเขาคือเพื่อนทางจดหมายของนาง ถึงได้มายืนตากแดดรอเขาที่หน้าทางเข้าโรงน้ำชาเช่นนี้หลี่เซวียนหัวเราะกับตนเองราวกับคนบ้า สตรีที่เขาคนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาแต่เขากลับไม่เคยรู้เลย เอาแต่เพ้อหานางราวคนเสียสตินี่คงเป็นเหตุผลที่นางขอทำสัญญากับเขาหนึ่งปี เพราะนางต้องการหย่าขาดกับเขาเพื่อไปอยู่กับสหายลึกลับของนางสินะ"ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไปอยู่กับเจ้าคนที่ไม่รู้ชั่วดีกล้าตีท้ายครัวผู้อื่น
หลี่เซวียนใจเต้นโครมครามถึงแม้เขาจะคาดหวังให้นางตอบตกลงแต่เขาไม่คิดว่านางจะตอบรับเร็วขนาดนี้ หลี่เซวียนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาเอาแต่คิดเรื่องของสหายที่อยู่ในความลับคนนั้น เสิ่นเยว่าก็ไม่ต่างกันนัก ที่นางบอกว่าจะปักดอกหลีฮวาเพราะที่ข้างเรือนของหลี่เซวียนมีต้นหลีฮวาต้นใหญ่อยู่สองต้น นางเห็นมันกำลังออกดอกบานสะพรั่งจึงคิดเรื่องปักดอกหลีฮวาขึ้นมาแต่ละวันที่ผ่านไปของทั้งสองคนมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เสิ่นเยว่คิดว่านางน่าจะนัดเขาหลังจากที่ได้รับจดหมายหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องนับวันรอเช่นนี้ โชคยังดีที่นางบอกไปแค่สามวัน ถ้าหากนางนัดเขาเดือนหน้ารับรองนางจะต้องเป็นบ้าตายไปก่อนพรุ่งนี้เป็นวันที่นางจะได้พบสหายของนางแล้ว เสิ่นเยว่รู้สึกผิดกับ หลี่เซวียนเล็กน้อย วันนี้นางจึงทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหาร นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าทางเข้าเมื่อเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน เขารับเปิดทางให้นางเข้าไปทันทีตอนนี้เสิ่นเยว่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของหลี่เซวียน นางลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา แต่หลี่เซวียนก็เปิ
“เรื่องเหลวไหลหรือ ท่านจะบอกว่าที่ท่านพูดกับพวกนางล้วนไม่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”เสิ่นเยว่มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ“เรื่องที่ข้าพูดในตอนนั้นเป็นเรื่องจริง”เสิ่นเยว่ใช้สายตาประณามเขา เห็นไหมล่ะเป็นอย่างที่นางคิด หลี่เซวียนกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอา“ฟังข้าพูดให้จบก่อนได้หรือไม่ ที่ข้าพูดเช่นนั้นมันมีสาเหตุ”เสิ่นเยว่รอฟังคำแก้ตัวของเขา“เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นมีสตรีมากมายคอยวิ่งตามข้าไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็ล้วนจะต้องได้พบพวกนาง พวกนางคอยตามติดข้าไปทุกที่ทำให้การใช้ชีวิตของข้าต้องลำบากตอนนั้นข้าแสดงท่าทีเย็นชาและหงุดหงิดเมื่อพวกนางเข้าใกล้ แต่ต่อมาก็มีคนเริ่มปล่อยข่าวลือเสียหายของข้ากับพวกนางไปทั่วเมืองหลวง พอหลายครั้งเข้าข้าก็เริ่มทนไม่ไหวจะต้องหาตัวการออกมา แต่ไป๋ชิงรุ่ยสหายของข้าเจ้าเคยได้พบเขาแล้วได้ออกอุบายให้ข้าใช้ความอ่อนโยนและมีเหตุผลปฏิเสธพวกนางไม่ใช่ด้วยความเฉยชาหรือต่อว่าพวกนางเหมือนครั้งก่อน หลังจากที่ข้าทำตามที่ไป๋ชิงรุ่ยแนะนำก็มีสตรีคอยตามตอแยข้าน้อยลง”เสิ่นเยว่นึกภาพตามดูท่าเขาคงจะลำบากไม่น้อย เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงสตรีมากมายที่ตามตอแยเขา“อะ
การกลับบ้านเดิมของเสิ่นเยว่ผ่านไปด้วยดีทุกคนไม่มีใครสงสัยการแสดงละครของนางกับหลี่เซวียนสักนิด ท่านพ่อท่านแม่รวมทั้งพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่เดินมาส่งนางขึ้นรถม้าที่หน้าจวน“พวกท่านเข้าไปเถอะไม่ต้องส่งแล้ว คราวหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านใหม่”เสิ่นเยว่บอกครอบครัวของนาง“จะกลับมาบ่อยๆ ได้อย่างไรเจ้าเป็นสตรีที่ออกเรือนไปแล้วต้องอยู่ดูแลสามีของเจ้าถึงจะถูก”ฮูหยินเสิ่นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน ทำให้พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ต่างไม่พอใจทำเสียงฮึดฮัด“ทำไมน้องเล็กจะต้องไปดูแลเขาด้วย เขาเป็นบุรุษโตเต็มวัยแข็งแรงขนาดนั้นเขาดูแลตัวเองไม่ได้หรือ”เสิ่นซีห่าวพี่ห้าของเสิ่นเยว่บ่นขึ้นมาเบาๆ ฮูหยินเสิ่นที่ได้ยินเอื้อมมือจะไปตีแขนเขา เสิ่นซีห่าวรีบวิ่งไปหลบข้างหลังเสิ่นซีซวนคู่แฝดของตน“พวกเจ้าไปเถอะเดินทางดีๆ คราวหน้าค่อยแวะมาเยี่ยมพ่อกับแม่ใหม่”เป็นมหาเสนาบดีเสิ่นที่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะการรบของสองแม่ลูก หลี่เซวียนพยุงเสิ่นเยว่ขึ้นรถม้า จากนั้นเขาก็กำหมัดคารวะครอบครัวตระกูลเสิ่นแล้วขึ้นรถม้าตามเสิ่นเยว่ไปเมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนสกุลหลี่บ่าวรับใช้ได้แจ้งให้ทั้งสองคนทราบว่ามาถึงแล้ว เสิ่นเยว่ไม่พูดกับหลี
เสิ่นเยว่มองเขาเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ตอบกลับคำพูดของหลี่เซวียนนางนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ภายในใจกลับคิดไปอีกแบบเจ้าคงจะอยากให้ครบหนึ่งปีพรุ่งนี้เลยล่ะสิ จะได้รีบพาแม่สองดอกบัวนั่นเข้าจวน เสิ่นเยว่มองค้อนเขาหนึ่งทีแต่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา แล้วทั้งสองคนก็นั่งเงียบไปตลอดการเดินทางรถม้าของตระกูลหลี่จอดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น หลี่เซวียนลงมาจากรถม้าก่อน จากนั้นก็คอยประคองเสิ่นเยว่ตามลงมาแม้นางจะยังเคืองหลี่เซวียนแต่นางก็ยังจำได้ว่าตนเองยังต้องเล่นละครตบตาครอบครัวของนางอยู่ เสิ่นเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปั้นหน้ายิ้มแสนอ่อนหวานดูมีความสุขเดินลงรถม้าตามการประคองของหลี่เซวียนทั้งสองคนเดินเข้าประตูใหญ่ด้านหลังมีบ่าวไพร่ที่ช่วยกันขนของฝากลงจากรถม้า พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่มายืนรอนางตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นน้องสาวคนเล็กเดินมากับเจ้าหน้าหยก พวกเขาก็รีบเข้าไปล้อมนางเอาไว้ เบียดหลี่เซวียนออกไปไกลจากนั้นต่างชิงกันถามนางเสียงเซ็งแซ่ เป็นเสิ่นฮูหยินที่เดินเข้ามาห้าม นางจ้องพวกเขาตาเขม็งทั้งห้าจึงได้ถอยห่างออกจากเสิ่นเยว่ไปเสิ่นเยว่ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจให้กับพี่ชายทั้งห้าข







