Masukรถม้าของเสิ่นเยว่ต้องจอดเอาไว้ด้านนอกดังนั้นนางจึงต้องลงจากรถม้าเดินเข้าไป หลี่เหอเห็นลูกสะใภ้ของเขาเดินเข้าไปในค่ายทหาร เขาก็ส่งสายบังคับม้าให้ทหารที่อยู่แถวนั้นนำม้าของเขาไปผูกเอาไว้ ตัวเขาเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับลูกสะใภ้
แม้หลี่เหอจะเป็นทหารที่หยาบกระด้าง แต่เรื่องพวกนี้เขากลับละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากเหมือนที่ฮูหยินของเขาต้องการให้เขารับอนุภรรยา
ที่เขาปฏิเสธก็เพราะหลี่เหอเข้าใจในความรู้สึกของนาง ถึงปากของหลี่ฮูหยินจะบอกให้เขามีสตรีอื่นแต่ในใจของนางจะต้องเสียใจอยู่เป็นแน่ ตอนที่แต่งนางเข้ามาเขาได้สัญญากับนางเอาไว้แล้วว่าเขาจะมีแค่นางเพียงคนเดียวหลี่เหอคือชายชาติทหาร เขาจะผิดคำพูดกับสตรีที่เขารักได้อย่างไร
หลี่เซวียนได้รับรายงานจากทหารแล้วว่าบิดาและฮูหยินของเขามาที่ค่ายทหาร เขาออกจากห้องทำงานมาต้อนรับทั้งสองคน หลี่เซวียนไม่นึกว่าเสิ่นเยว่จะมาที่นี่ ทำให้เขารู้สึกผิดต่อนางมากกว่าเดิมเรื่องสหายในความลับของเขา ยิ่งเห็นนางใส่ใจทำอาหารมาส่ง หลี่เซวียนยิ่งพูดไม่ออก
“เจ้าไม่เห็นต้องเหนื่อยทำอาหารมาส่งให้ข้าเลย ข้าทานที่โรงอาหารของที่นี่ก็ได้”
เสิ่นเยว่ยิ้ม เพราะนางรู้สึกผิดต่อหลี่เซวียนเรื่องสหายในความลับของนางจึงคิดไถ่โทษด้วยการทำอาหารมาให้เขา ใส่ใจเขาสักหน่อยนางจะได้รู้สึกผิดน้อยลง
หลี่เซวียนที่รู้สึกผิดเช่นเดียวกันกับนาง เขาทานอาหารที่เสิ่นเยว่ทำจนหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งของหวานที่เขาไม่ชอบ หลี่เหอมองบุตรชายที่กำลังทานของหวานเข้าไปด้วยสีหน้าประหลาด หลี่เซวียนกับหลี่ เหอมีนิสัยที่เหมือนกันมาก แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ชอบทานของหวานก็เหมือนกัน แต่วันนี้บุตรชายของเขาทานของหวานที่ลูกสะใภ้ทำ นั่นแสดงว่าเขาได้เปิดใจให้สาวน้อยนางนี้แล้ว
“ข้าต้องกลับแล้ว”
เสิ่นเยว่เห็นว่าอาหารที่ตนทำมาส่งหลี่เซวียนทานไปจนหมดนางก็รู้สึกดีกับเขาขึ้นมาเล็กน้อย หลี่เหอสะกิดไหล่บุตรชายของเขาที่ยืนทึมทื่ออยู่ หลี่เซวียนได้สติกลับมาทันที
“ข้าจะออกไปส่งเจ้าที่รถม้า”
“เจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่ไม่ปฏิเสธทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันไป ทหารในค่ายที่กำลังฝึกอยู่และที่กำลังพักต่างให้ความสนใจพวกเขาสองคน บุรุษรูปงามองอาจห้าวหาญกับสตรีที่งดงามดุจนางอัปสร พวกเขาทั้งสองที่เดินเคียงข้างกันช่างดูเหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก
หลี่เหอมองตามหลังพวกเขาไป เขาส่ายหัวให้กับบุตรชายของเขา เจ้าเด็กนี่อะไรก็ดีไปหมดเสียอย่างเดียวทึ่มไปหน่อยไม่รู้ว่าเหมือนใคร
ถ้าหากว่าหลี่ฮูหยินมาได้ยินความคิดของแม่ทัพใหญ่หลี่นางจะต้องใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกของเขาแล้วบอกว่า เขาเหมือนกับท่านสมัยยังหนุ่มนั่นแหละ
“ท่านส่งข้าที่นี่เถอะ”
เสิ่นเยว่หันมาบอกหลี่เซวียน จากนั้นนางก็ขึ้นรถม้าไปนางขี้เกียจเล่นละครต่อหน้าคนอื่นแล้วตอนนี้นางเป็นสะใภ้ตระกูลหลี่อย่างน้อยหลี่ฮูหยินก็ไม่ได้เข้มงวดกับนางนัก นางอยากออกไปเดินเล่นที่ตลาดสักหน่อยใกล้ค่ำค่อยกลับเรือน เสิ่นเยว่คิดกับตนเองอย่างสบายใจ นางไม่เคยได้รับอิสระมากขนาดนี้มาก่อน ในตอนที่อยู่ที่จวนสกุลเสิ่นท่านแม่ของนางล้วนควบคุมนางทุกอย่างตอนนี้นี้นางจะทำทุกอย่างที่นางเคยถูกห้าม เสิ่นเยว่หัวเราะฮ่าๆ ออกมา ทั้งชิงจู๋ทั้งคนขับรถม้าต่างมองเสิ่นเยว่ด้วยความประหลาดใจ ดูท่าทางฮูหยินน้อยจะมีความสุขที่ได้พบกับท่านแม่ทัพถึงได้หัวเราะออกมาเสียงดังเช่นนี้
หลังจากที่ส่งเสิ่นเยว่ออกจากค่ายทหารไปแล้ว หลี่เซวียนก็กลับมาจัดการงานของเขาต่อ ไป๋ชิงรุ่ยที่พึ่งกลับมาตรงดิ่งมาที่หลี่เซวียนทันที
“เซวียนเซวียน ข้าได้ยินว่าฮูหยินของเจ้ามาที่นี่หรือ โถ่เอ้ยข้ากลับมาไม่ทันเลยไม่ได้พบนาง ข้าพลาดงานแต่งของเจ้าไปแล้วรอบหนึ่ง มาตอนนี้ก้พลาดไปอีกรอบ น่าเสียดายเจริงๆ”
หลี่เซวียนกลอกตาใส่ไป๋ชิงรุ่ยด้วยความรำคาญ
“นางเป็นฮูหยินของข้าเหตุใดเจ้าต้องอยากพบนาง นางมิใช่ฮูหยิน ของเจ้าเสียหน่อย เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบได้ความว่าอย่างไร”
เสียงไป๋ชิงรุ่ยดังโวยวายออกมาจากห้องทำงานของหลี่เซวียนสักพักจากนั้นจึงเงียบลง
รถม้าของเสิ่นเยว่จอดลงที่หน้าร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงร้านเยี่ยนฟาง นางลงจากรถม้าด้วยการประคองของชิงจู๋ เมื่อใบหน้าของเสิ่นเยว่ปรากฏต่อสายตาของประชาชนนางก็กลายเป็นจุดสนใจทันที
เพราะเสิ่นเยว่นั่งรถม้าของจวนสกุลหลี่ อีกทั้งก่อนหน้านี้งานแต่งงานของสองตระกูลใหญ่ยังเป็นที่พูดถึงของใครหลายคน ทุกคนต่างอยากเห็นใบหน้าอันงดงามของสะใภ้ตระกูลหลี่ที่ถูกเล่าลือไปทั่วเมืองหลวง วันนี้ได้มาเห็นตัวจริงของนางพวกเขาคิดว่าสิ่งที่เล่าลือกันมายังน้อยกว่าภาพตรงหน้าที่พวกเขาได้เห็น ความงามของนางงดงามจนยากจะบรรยาย เป็นความงามที่ดูสูงศักดิ์และไม่สามารถจับต้องได้
เสินเยว่ไม่สนใจว่าใครจะพูดถึงนางว่าอย่างไร นางแค่อยากออกมาเปิดหูเปิดตาเพียงเท่านั้น ตลอดมายากนักที่ท่านแม่ของนางจะปล่อยนางออกมาจากจวนนอกจากจะมีงานเลี้ยงในวัง นอกจากนั้นไม่ว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนเป็นที่ร้านส่งไปให้เลือกที่จวน วันนี้นางจะเที่ยวเล่นให้สนุก
แม้เสิ่นเยว่จะรู้สึกตื่นตากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่นางได้เห็นแต่กิริยาที่ติดตัวมาโดยกำเนิดทำให้นางดูเป็นสตรีสูงศักดิ์ยากเข้าใกล้
“ฮูหยินน้อยหลี่ท่านต้องการไปที่ห้องรับรองที่อยู่ด้านบนหรือไม่”
ผู้ดูแลร้านเครื่องประดับเดินเข้ามาต้อนรับนางเมื่อรู้ว่าสตรีที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วเมืองหลวงกำลังมาเยือนที่ร้านของเขา
“ไม่เป็นไรข้าอยากยืนเลือกที่นี่ ท่านมีเครื่องประดับที่ต้องการแนะนำให้ข้าหรือไม่”
ผู้ดูและผงะไป เขาไม่คิดว่านางจะเรียบง่ายเหมือนสตรีทั่วไปเช่นนี้ ผู้ดูแลคิดว่าจากท่าทางของนาง นางจะต้องมีลักษณะที่เหมือนสตรีตระกูลใหญ่ที่ถือตัวและเอาแต่ใจไม่เห็นลูกจ้างอย่างพวกเขาอยู่ในสายตา
“ทำไมหรือ หรือว่าข้าจะต้องไปเลือกเครื่องประดับที่ห้องรับรองเท่านั้น”
เสิ่นเยว่ไม่เคยมาร้านเครื่องประดับนางจึงไม่รู้กฏกลัวว่าตนเองจะทำอะไรขายหน้าออกไป
“ไม่ใช่ขอรับฮูหยินน้อยท่านสามารถเลือกเครื่องประดับได้ตามที่ท่านต้องการได้เลย”
ผู้ดูแลรีบกุลีกุจออธิบายให้นางฟัง เสิ่นเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เสียงของเสิ่นเยว่กับผู้ดูแลไม่ดังและไม่เบานักแต่คนที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบนของร้านเครื่องประดับก็ได้ยินทุกประโยค นางเดินเฉียดเข้ามาใกล้เสิ่นเยว่ แล้วแกล้งชนนางเบาๆ หวังว่าเครื่องประดับที่นางถืออยู่จะร่วงลงมาและทำให้เสียหาย แต่เสิ่นเยว่กลับสามารถหลบนางได้และเป็นนางเองที่เสียหลักล้มลง หญิงสาวในร้านเครื่องประดับมีอยู่สิบกว่าคนที่กำลังเลือกซื้อของ ทุกคนต่างมองมาที่นางเป็นตาเดียว
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
กลับเป็นพี่น้องสกุลเสิ่นต่างหากที่ได้รับความกดดันมากกว่าใครเพราะเป็นการเข้าร่วมการประลองในปีแรกของพวกเขา“ไม่ต้องกดดันข้าเชื่อว่าพวกท่านทำได้อย่างแน่นอน”เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ที่จุดพักที่จัดเอาไว้ให้สำนักมังกรผงาดนอกจากอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพี่ชายทั้งห้าของนางต่างต้องเข้าร่วมประลองในรอบแรกเสิ่นเยว่จึงต้อ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร







