Mag-log inผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้น
เช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืน
ถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าของนางเป็นใคร
“กวนหวั่นอวี๋เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่”
จ้าวหว่านหนิงตะคอกสตรีที่นางรังเกียจที่สุด นางหายไปจากสำนักเลี่ยงหวงครึ่งปีแล้วเหตุใดนางถึงได้มาอยู่ที่สำนักมังกรผงาด
“ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้งจ้าวหว่านหนิง เจ้าคงไม่นึกว่าข้าจะอยู่ที่นี่สินะ”
กวนหวั่นอวี๋เดินเข้ามาหาจ้าวหว่านหนิงช้าๆ
“เจ้าต้องการอะไร”
กวนหวั่นอวี๋ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่เพราะสิ่งใดเล่า ข้าก็ต้องการให้เจ้าต้องทุกข์ทรมานอย่างที่ข้าได้รับ จ้าวหว่านหนิงเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าทำอะไรกับข้าเอาไว้บ้าง”
จ้าวหว่านหนิงมองกวนหวั่นอวี๋ด้วยดวงตาวาวโรจน์
“เพราะเจ้าไม่รู้ที่ต่ำที่สูงกล้าวางแผนวางยาพี่ชิงเฟิงเจ้าสมควรได้รับสิ่งที่เจ้าทำลงไป”
กวนหวั่นอวี๋ไม่สะทกสะท้านต่อคำปรามาสของจ้าวหว่านหนิง
“เจ้าเอาแต่กล่าวหาว่าข้าวางยาอวิ๋นชิงเฟิงแต่พวกเจ้ามันก็ไม่ต่างกัน บิดาของเจ้าก็ทำอย่างเดียวกันกับข้ามิใช่หรือ แล้วเช่นนี้เจ้ายังกล้ามาว่าข้าได้อีก พวกเจ้าสำนักเลี่ยงหวงมันก็ไม่ต่างกับข้าเท่าใดนักอย่าได้มาเสแสร้งทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าข้า”
จ้าวหว่านหนิงทำสีหน้างุนงง
“เจ้ากำลังพูดเรื่องอันใด”
“อย่าได้มาตีหน้าซื่อแกล้งไม่รู้เรื่อง การที่เจ้าได้มาแต่งงานกับอวิ๋นชิงเฟิงก็เพราะว่าบิดาของเจ้าเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ทั้งหมด เขาวางยานอนหลับลงบนเหล้าของอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพาเขาไปนอนในห้องของเจ้าจำได้หรือไม่”
จ้าวหว่านหนิงมีสีหน้าสับสน
“เจ้าโกหกท่านพ่อของข้าไม่มีวันทำเรื่องเช่นนั้นแน่”
“ถ้าหากเจ้าคิดว่าข้าโกหกเช่นนั้น เจ้ามาพนันกับข้าหรือไม่เล่า ถ้าหากเรื่องที่ข้าพูดทั้งหมดเป็นเรื่องโกหกข้าจะไปจากที่นี่ แต่ถ้าหากว่าป็นเรื่องจริงเจ้าจะต้องเขียนหนังสือหย่ากับอวิ๋นชิงเฟิง”
จ้าวหว่านหนิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก นางไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดของกวนหวั่นอวี๋ได้หรือไม่ แต่อีกใจนางก็กลัวว่าเรื่องที่กวนหวั่นอวี๋พูดเป็นเรื่องจริง บิดาของนางจะทำเรื่องที่ผิดต่อสำนักมังกรผงาดเพื่อนางได้อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นชื่อเสียงที่หุบเขาม่านหมอกที่สั่งสมมานานก็ต้องพังย่อยยับเพราะมือของนางเอง
ถึงจ้าวหว่านหนิงจะตามเกี้ยวพาอวิ๋นชิงเฟิงมาหลายปีแต่นางไม่เคยสักครั้งที่จะทำเรื่องสกปรกกับเขาเช่นการวางยาเพื่อให้ได้เขามาครอบครอง นางเพียงแต่คิดว่านางอยากจะทำให้เขารักนางจากใจจริงเพียงเท่านั้น นางมั่นใจว่าท่านพ่อของนางจะไม่กระทำการใดเพื่อผิดต่อความตั้งใจของนาง แล้วจ้าวหว่านหนิงก็ตัดสินใจ
“ได้ข้ารับปากเจ้าถ้าหากเรื่องที่ท่านพ่อของข้าวางยาพี่ชิงเฟิงเป็นเรื่องจริงข้าจะยอมหย่ากับเขาและออกไปจากที่นี่”
นางจะไม่ยอมให้ใครก็ตามมาดูถูกท่านพ่อของนางและสำนักเลี่ยงหวงเป็นอันขาด ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงนางจะรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดเอาไว้เอง
“เจ้าอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
กวนหวั่นอวี๋พูดเพียงเท่านั้นนางก็ทำท่าจะออกจากห้องไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
กวนหวั่นหวี๋ยิ้มให้จ้าวหว่านหนิงเล็กน้อย นางเดินเข้ามากระซิบบางอย่างข้างหูของจ้าวหว่านหนิงแล้วเดินออกจากห้องไป
เรื่องที่กวนหวั่นอวี๋กระซิบบอกกับนางทำให้จ้าวหว่านหนิงถึงกับอึ้งไป นางไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่นางได้ยินอวิ๋นชิงเฟิงที่แสนสุภาพไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงของเขาดีงามกว่าบุรุษทุกคนที่นางรู้จักและเป็นคนที่นางชอบที่สุด ตอนนี้เขาได้ทำลายความเชื่อมั่นที่นางเคยมีให้แก่เขาไปหมดสิ้น เรื่องที่กวนหวั่นอวี๋อยู่ที่นี่ก็สามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงว่าคนทั้งสองเป็นคนรักกัน เพราะนางพวกเขาถึงได้ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะนางมาแทรกกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง
จ้าวหว่านหนิงเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องหลายวันจนกระทั่งนางได้รับจดหมายตอบกลับมา บิดาของนางวางยาอวิ๋นชิงเฟิงคือเรื่องจริงบิดาของนางยังบอกให้นางเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับอย่าให้อวิ๋นชิงเฟิงรู้ ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันแล้ว จ้าวหว่านหนิงรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่บิดาของนางทำยิ่งนัก ตอนนี้นางได้ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไปจากที่นี่ เพราะนางรู้สึกผิดและละอายใจต่อคนของหุบเขาแสงจันทร์ยิ่งนัก นางคิดจะรับความผิดทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
ด้านอวิ๋นชิงเฟิงหลังจากคืนแรกผ่านไปเข้าก็ไม่เคยกลับมาที่ห้องนั้นอีกเลย จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเขาจะต้องไปอยู่กับกวนหวั่นอวี๋อย่างแน่นอน สิ่งที่อวิ๋นชิงเฟิงทำกับนางได้ยืนยันแล้วว่าเขาไม่เต็มใจที่จะอยู่กับนาง เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจ้าวหว่านหนิงที่ไล่ตามอวิ๋นชิงเฟิงมาหลายปีนางก็ได้ถอดใจยอมแพ้ นางไม่สามารถทำให้เขารักนางได้เช่นนั้นนางก็จะเป็นคนที่จากไปเอง จ้าวหว่านหนิงเขียนจดหมายขอโทษพร้อมกับแนบหนังสือหย่าเอาไว้ด้วย จากนั้นนางจึงออกจากหุบเขาแสงจันทร์ไป
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะคุณชาย”
สาวใช้ที่ทำหน้าที่ดูแลเรือนของจ้าวหว่านหนิงเห็นว่าสายแล้วจ้าวหว่านหนิงยังไม่ตื่นจึงลองเปิดประตูเข้าไปดู ด้านในห้องว่างเปล่าเตียงของนางยังคงอยู่สภาพเดิมเหมือนกับไม่เคยมีใครนอน บนโต๊ะมีจดหมายสองฉบับเมื่อนางเห็นดังนั้นจึงรีบนำมาส่งให้อวิ๋นชิงเฟิงทันที
“เหตุใดถึงได้เอะอะโวยวายเช่นนี้”
บ่าวรับใช้ที่คอยอยู่ข้างกายของอวิ๋นชิงเฟิงดุสาวใช้นางนั้น
“ขออภัยเจ้าค่ะข้ารีบไปหน่อย”
อวิ๋นชิงเฟิงที่นั่งดื่มชาอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมหน้าห้องหนังสือเหลือบตามองสาวใช้นิ่งๆ เพื่อรอฟัง
“เมื่อเช้าบ่าวเห็นว่าสายแล้วฮูหยินน้อยยังไม่ตื่น บ่าวกลัวว่านางจะไม่สบายจึงเปิดประตูเข้าไปดูแต่ไม่เห็นนางอยู่ด้านใน มีเพียงจดหมายสองฉบับที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
สาวใช้นางนั้นยื่นจดหมายให้กับบ่าวข้างกายอวิ๋นชิงเฟิง อวิ๋นชิงเฟิงมองจดหมายในมือบ่าวนิ่งๆ จากนั้นจึงรับมา
“นางต้องการทำสิ่งใดอีก”
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
ใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที“รู้เรื่องอะไรหรือ”นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบ
หลี่เซวียนอธิบายเสียงอ่อยเขากลัวว่านางจะไม่เชื่อจึงถอดเสื้อออกให้นางดู แผ่นหลังของเขามีรอยแผลเป็นสีชมพูเป็นทางยาวจากด้านบนขวาลากยาวไปจนถึงด้านล่างซ้าย เสิ่นเยว่ลูบมันอย่างแผ่วเบา“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”เสิ่นเยว่ถามเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเสียงของนางจะกระทบทำให้แผลของเขาปริแตก“ไม่เจ็บแล้วนี่เป็นแผลที่เก
เสิ่นเยว่เกือบจะถึงจุดสุดยอดหลี่เซวียนก็แกล้งหยุดเพื่อให้นางร้องขอให้เขาช่วยนาง เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนเสิ่นเยว่แทบจะทนไม่ไหว“หลี่เซวียนได้โปรดช่วยปลดปล่อยข้าที”เสียงแหบแห้งที่ครางกระเส่าทำให้หลี่เซวียนเกือบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะสอดใส่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นเยว่
เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิงพวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ







