LOGINเสิ่นเยว่พึ่งเคยใกล้ชิดบุรุษเป็นครั้งแรกนอกจากท่านพ่อและเหล่าพี่ชายของนาง นางรู้สึกตื่นเต้นจนตัวแข็งทื่อไปหมด หลี่เซวียนเองก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก กลิ่นหอมของนางทำให้เขารู้สึกปั่นป่วน ที่เขาพาเสิ่นเยว่ขึ้นหลังม้ามาด้วยกันเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของเขาเท่านั้น ตอนนั้นเขารู้สึกหงุดหงิดที่เห็นนางพูดคุยกับบุรุษอื่น เขายอมรับว่าตนเองขาดสติไปชั่วขณะจึงได้ทำเรื่องที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน
“เจ้า...นั่งสบายหรือไม่”
หลี่เซวียนพึ่งสังเกตว่านางนั่งตัวแข็งทื่อจึงกังวลว่านางจะรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งม้าตัวเดียวกับเขา เสิ่นเยว่ขยับตัวเล็กน้อย
“ข้า...สบายดีท่านกำลังจะไปไหนหรือ”
หลีเซวียนพึ่งรู้ว่าตนเองพานางขี่ม้าออกมานอกเมืองแล้ว และเขายังไม่รู้เลยว่ากำลังจะพานางไปไหน ตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากพานางออกไปจากที่นั่นก็เท่านั้น หลี่เซวียนกระแอมไอเบาๆ
“ข้าว่าจะพาเจ้าไปสถานที่ลับของข้า เจ้า...อยากจะไปหรือไม่”
เสิ่นเยว่เอียงหน้ามองเขาเล็กน้อย ท่าทางของนางในสายตาหลี่เซวียนดูน่ารักน่าเอ็นดูจนเขาอยากจะเอื้อมมือไปลูบผมยาวนุ่มสลวยของนางแต่เขาก็ยั้งใจเอาไว้ได้ เพราะเสิ่นเยว่ตัวเล็กกว่าหลี่เซวียนจึงทำให้เวลาขี่ม้าเหมือนว่าเขากำลังโอบกอดนางอยู่ หัวใจของหลี่เซวียนเต้นกระหน่ำรัวอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อนึกได้ว่าตนเองกำลังกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน
“เป็นสถานที่เช่นไรหรือ”
เสียงหวานของเสิ่นเยว่ปลุกสติของหลี่เซวียนที่กำลังเตลิดไปไกล
“ปะ....เป็นสถานที่ที่เจ้าเห็นแล้วจะต้องชอบแน่ๆ”
หลี่เซวียนพูดติดอ่างเล็กน้อย เมื่อเขานึกได้ว่าตนเองกำลังคิดอกุศลกับเสิ่นเยว่ เขาได้แต่ท่องในใจซ้ำไปซ้ำมาว่านางเป็นเพียงคู่สัญญาของเขาเท่านั้น คนที่เขาชอบคือสตรีที่อยู่ในความลับคนนั้นต่างหาก
“ได้สิท่านพาข้าไปดูหน่อย”
เสิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานให้หลี่เซวียน รอยยิ้มของนางสำหรับหลี่เซวียนตอนนี้มันช่างงดงามและเจิดจ้ายิ่งนัก เขามองใบหน้าของนางอย่างตกตะลึง เสิ่นเยว่เห็นว่าหลี่เซวียนเอาแต่จ้องนางอยู่เช่นนั้นนางก็รู้สึกสงสัยว่าใบหน้าของนางมีอะไรติดอยู่
“ใบหน้าของข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”
เสิ่นเยว่ยกมือขึ้นคลำใบหน้าของตนเองไปมา หลี่เซวียนอยากตบหัวตนเองเเรงๆ ยิ่งนักที่ทำตัวเหลวไหลเอาเเต่คิดเรื่องอกุศลกับนาง เขาลืมตัวเมื่ออยู่ต่อหน้านางกี่ครั้งแล้วนะอันตรายจริงๆ ครั้งหน้าคงต้องอยู่ให้ห่างๆ นางเอาไว้บ้างแล้ว
หลี่เซวียนพาเสิ่นเยว่ขี่ม้าออกนอกเมืองมาราวครึ่งชั่วยาม เขาพานางขี่ม้าเลาะขึ้นมาบนเขาตัดผ่านป่าและเดินขึ้นเขามาถึงทุ่งหญ้าโล่งเตียน มีเพียงต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวที่ยืนเด่นตระหงานกลางทุ่ง รอบๆ มีเพียงหญ้าเขียวชะอุ่มขึ้นไม่สูงเท่าใดนัก หลี่เซวียนบังคับม้าให้เดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังจากนั้นเขาก็ลงจากหลังม้าและรับเสิ่นเยว่ลงมาด้วย หลี่เซวียนปล่อยให้ม้าออกเดินไปกินหญ้าอย่างอิสระ เขาไม่ได้ผูกมันเอาไว้ เสิ่นเยว่มองตามม้าที่เดินออกไปอย่างกังวล
“มันไม่ไปไหนไกลหรอเจ้าไม่ต้องห่วง มันมาที่นี่กับข้าตั้งแต่มันยังเล็กจะพูดให้ถูกคือข้าเจอมันที่นี่ ลูกม้าป่าที่หลงจากแม่ของมัน ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงทหารใหม่ที่พึ่งได้รับการฝึกฝน ม้าของข้าเตลิดเข้าป่ามาข้าจึงต้องเข้ามาตามมันด้วยตนเอง ข้าจึงได้พบที่นี่เข้าโดยบังเอิญ
ข้าเจอเจ้าเด็กนั่นนอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ตอนนั้นข้าเห็นมันเป็นแค่ลูกม้าป่าตัวหนึ่งร่างกายของมันเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวเล็บของหมาป่า ข้าไม่รู้ว่ามันรอดจากฝูงหมาป่ามาได้อย่างไรทั้งที่เป็นแค่ลูกม้า แต่อาการของมันตอนนั้นก็หนักเอาการ ข้าเห็นมันก็ลืมเรื่องที่มาตามหาม้าที่เตลิดเข้าป่ามาทันทีคิดแต่เพียงว่าอยากจะช่วยให้มันรอด ข้าใช้มีดสั้นตัดต้นไม้ที่อยู่ในป่ามาทำเป็นเปลลากมันกลับค่ายทหาร
กว่าข้าจะลากมันถึงค่ายทหารก็ผ่านไปหนึ่งคืนเต็มๆ เจ้าม้าที่ข้าเข้าไปตามหาในป่ากลับมาที่ค่ายทหารด้วยตนเอง ข้าที่ลำบากเข้าไปตามหามันถึงกับนึกโมโห เจ้าม้านั่นเชิดหน้ากินหญ้าโดยไม่สนใจข้าที่ต้องลำบากออกตามหามันสักนิด นี่เป็นเรื่องตั้งแต่ที่ข้าอายุสิบสี่”
หลี่เซวียนเล่าเรื่องราวตั้งแต่เขายังเป็นเพียงทหารฝึกใหม่ให้เสิ่นเยว่ฟัง นางนั่งตาแป๋วฟังเขาเล่าเรื่องเก่าอย่างตั้งใจ
“ท่านโชคดีจริงๆ ที่มีเรื่องราวในชีวิตให้เล่ามากมาย ข้าต้องถูกท่านแม่คอยเคี่ยวกรำฝึกฝนมารยาทและความสามารถของสตรีตระกูลใหญ่ตั้งแต่เด็กจนโต จะออกนอกจวนสักครั้งยังลำบากตอนยังเล็กข้าแอบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก พอท่านแม่จับได้นางจะไม่ลงโทษข้าแต่ลงโทษเหล่าพี่ชายของข้าแทน ตอนเด็กข้าไม่คิดอะไรมากเลยเเอบหนีเที่ยวบ่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าท่านแม่ลงโทษพวกพี่ชายของข้ายังไง
ตอนอายุสิบสองท่านแม่ให้ข้ามาดูการลงโทษของพี่ชายด้วยตาตัวเอง พวกเขาแต่ละคนจะถูกโบยคนละยี่สิบไม้ และต้องนั่งคุกเข่าที่ศาลบรรพชนเป็นเวลาสองวัน ข้าร้องไห้ขอร้องท่านแม่ให้ลงโทษข้าแทน แต่ท่านแม่บอกว่าพวกพี่ชายเป็นคนออกมายอมรับการลงโทษทั้งหมดที่ข้าเป็นคนทำผิดเอง
ตลอดมาที่ข้าแอบหนีออกไปเที่ยวพวกเขาก็จะถูกโบยเช่นนี้ และยังขอให้ทุกคนในเรือนช่วยปิดเป็นความลับ ตอนนั้นข้ายังคิดอยู่เลยว่าทำไมพวกพี่ชายของข้าถึงได้อ่อนแอป่วยบ่อยเพียงนี้ หลังจากที่ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด ทำให้พวกเขาต้องมารับโทษข้าก็ไม่กล้าหนีออกไปเที่ยวอีกเลย ข้ารู้สึกซาบซึ้งในความรักของพวกพี่ชายที่มีต่อข้ามาก ตอนที่ข้าแต่งเข้าสกุลหลี่ของท่านพวกพี่ชายของข้าต่างก็ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ ขอร้องท่านแม่ว่าอย่าให้ข้าแต่งออกมาเลย ให้ท่านแต่งเข้าสกุลเสิ่นแทน ท่านคิดดูว่าพวกเขารักข้าขนาดไหน”
หลี่เซวียนนึกถึงวันเเต่งงานขึ้นมาทันที บุรุษห้าคนที่ดวงตาแดงก่ำจ้องเขาเขม็งในวันที่ไปรับตัวเจ้าสาวคือพี่ชายของนางสินะ กระทั่งหลังจากกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จแล้ว พวกเขาห้าคนยังตามมาที่สกุลหลี่มอมเหล้าเขาจนเมา โชคดีที่เขาคอแข็งห้าคนนั้นเลยเมาพับไปก่อน ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าเขาจะถูกกลั่นแกล้งอะไรอีก
เสิ่นเยว่ยิ้มออกมาอย่างจนใจเมื่อนึกถึงวันแต่งงานของนางที่เหล่าพี่ชายร้องไห้เป็นเผาเต่าเหมือนกำลังจัดงานศพสีแดง ท่านแม่ต้องสั่งให้บ่าวไพร่จับตัวเขาห้าคนเอาไว้ หลังจากส่งตัวเสร็จถึงได้ยอมปล่อยออกมา เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งห้าของนาง แอบมาที่เรือนสกุลหลี่ในวันนั้นด้วย ถ้านางรู้คงจะรู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิมแน่
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
ใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที“รู้เรื่องอะไรหรือ”นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบ
หลี่เซวียนอธิบายเสียงอ่อยเขากลัวว่านางจะไม่เชื่อจึงถอดเสื้อออกให้นางดู แผ่นหลังของเขามีรอยแผลเป็นสีชมพูเป็นทางยาวจากด้านบนขวาลากยาวไปจนถึงด้านล่างซ้าย เสิ่นเยว่ลูบมันอย่างแผ่วเบา“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”เสิ่นเยว่ถามเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเสียงของนางจะกระทบทำให้แผลของเขาปริแตก“ไม่เจ็บแล้วนี่เป็นแผลที่เก
เสิ่นเยว่เกือบจะถึงจุดสุดยอดหลี่เซวียนก็แกล้งหยุดเพื่อให้นางร้องขอให้เขาช่วยนาง เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนเสิ่นเยว่แทบจะทนไม่ไหว“หลี่เซวียนได้โปรดช่วยปลดปล่อยข้าที”เสียงแหบแห้งที่ครางกระเส่าทำให้หลี่เซวียนเกือบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะสอดใส่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นเยว่
เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิงพวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ







