FAZER LOGINเสิ่นเยว่พึ่งเคยใกล้ชิดบุรุษเป็นครั้งแรกนอกจากท่านพ่อและเหล่าพี่ชายของนาง นางรู้สึกตื่นเต้นจนตัวแข็งทื่อไปหมด หลี่เซวียนเองก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก กลิ่นหอมของนางทำให้เขารู้สึกปั่นป่วน ที่เขาพาเสิ่นเยว่ขึ้นหลังม้ามาด้วยกันเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของเขาเท่านั้น ตอนนั้นเขารู้สึกหงุดหงิดที่เห็นนางพูดคุยกับบุรุษอื่น เขายอมรับว่าตนเองขาดสติไปชั่วขณะจึงได้ทำเรื่องที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน
“เจ้า...นั่งสบายหรือไม่”
หลี่เซวียนพึ่งสังเกตว่านางนั่งตัวแข็งทื่อจึงกังวลว่านางจะรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งม้าตัวเดียวกับเขา เสิ่นเยว่ขยับตัวเล็กน้อย
“ข้า...สบายดีท่านกำลังจะไปไหนหรือ”
หลีเซวียนพึ่งรู้ว่าตนเองพานางขี่ม้าออกมานอกเมืองแล้ว และเขายังไม่รู้เลยว่ากำลังจะพานางไปไหน ตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากพานางออกไปจากที่นั่นก็เท่านั้น หลี่เซวียนกระแอมไอเบาๆ
“ข้าว่าจะพาเจ้าไปสถานที่ลับของข้า เจ้า...อยากจะไปหรือไม่”
เสิ่นเยว่เอียงหน้ามองเขาเล็กน้อย ท่าทางของนางในสายตาหลี่เซวียนดูน่ารักน่าเอ็นดูจนเขาอยากจะเอื้อมมือไปลูบผมยาวนุ่มสลวยของนางแต่เขาก็ยั้งใจเอาไว้ได้ เพราะเสิ่นเยว่ตัวเล็กกว่าหลี่เซวียนจึงทำให้เวลาขี่ม้าเหมือนว่าเขากำลังโอบกอดนางอยู่ หัวใจของหลี่เซวียนเต้นกระหน่ำรัวอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อนึกได้ว่าตนเองกำลังกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน
“เป็นสถานที่เช่นไรหรือ”
เสียงหวานของเสิ่นเยว่ปลุกสติของหลี่เซวียนที่กำลังเตลิดไปไกล
“ปะ....เป็นสถานที่ที่เจ้าเห็นแล้วจะต้องชอบแน่ๆ”
หลี่เซวียนพูดติดอ่างเล็กน้อย เมื่อเขานึกได้ว่าตนเองกำลังคิดอกุศลกับเสิ่นเยว่ เขาได้แต่ท่องในใจซ้ำไปซ้ำมาว่านางเป็นเพียงคู่สัญญาของเขาเท่านั้น คนที่เขาชอบคือสตรีที่อยู่ในความลับคนนั้นต่างหาก
“ได้สิท่านพาข้าไปดูหน่อย”
เสิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานให้หลี่เซวียน รอยยิ้มของนางสำหรับหลี่เซวียนตอนนี้มันช่างงดงามและเจิดจ้ายิ่งนัก เขามองใบหน้าของนางอย่างตกตะลึง เสิ่นเยว่เห็นว่าหลี่เซวียนเอาแต่จ้องนางอยู่เช่นนั้นนางก็รู้สึกสงสัยว่าใบหน้าของนางมีอะไรติดอยู่
“ใบหน้าของข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”
เสิ่นเยว่ยกมือขึ้นคลำใบหน้าของตนเองไปมา หลี่เซวียนอยากตบหัวตนเองเเรงๆ ยิ่งนักที่ทำตัวเหลวไหลเอาเเต่คิดเรื่องอกุศลกับนาง เขาลืมตัวเมื่ออยู่ต่อหน้านางกี่ครั้งแล้วนะอันตรายจริงๆ ครั้งหน้าคงต้องอยู่ให้ห่างๆ นางเอาไว้บ้างแล้ว
หลี่เซวียนพาเสิ่นเยว่ขี่ม้าออกนอกเมืองมาราวครึ่งชั่วยาม เขาพานางขี่ม้าเลาะขึ้นมาบนเขาตัดผ่านป่าและเดินขึ้นเขามาถึงทุ่งหญ้าโล่งเตียน มีเพียงต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวที่ยืนเด่นตระหงานกลางทุ่ง รอบๆ มีเพียงหญ้าเขียวชะอุ่มขึ้นไม่สูงเท่าใดนัก หลี่เซวียนบังคับม้าให้เดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังจากนั้นเขาก็ลงจากหลังม้าและรับเสิ่นเยว่ลงมาด้วย หลี่เซวียนปล่อยให้ม้าออกเดินไปกินหญ้าอย่างอิสระ เขาไม่ได้ผูกมันเอาไว้ เสิ่นเยว่มองตามม้าที่เดินออกไปอย่างกังวล
“มันไม่ไปไหนไกลหรอเจ้าไม่ต้องห่วง มันมาที่นี่กับข้าตั้งแต่มันยังเล็กจะพูดให้ถูกคือข้าเจอมันที่นี่ ลูกม้าป่าที่หลงจากแม่ของมัน ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงทหารใหม่ที่พึ่งได้รับการฝึกฝน ม้าของข้าเตลิดเข้าป่ามาข้าจึงต้องเข้ามาตามมันด้วยตนเอง ข้าจึงได้พบที่นี่เข้าโดยบังเอิญ
ข้าเจอเจ้าเด็กนั่นนอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ตอนนั้นข้าเห็นมันเป็นแค่ลูกม้าป่าตัวหนึ่งร่างกายของมันเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวเล็บของหมาป่า ข้าไม่รู้ว่ามันรอดจากฝูงหมาป่ามาได้อย่างไรทั้งที่เป็นแค่ลูกม้า แต่อาการของมันตอนนั้นก็หนักเอาการ ข้าเห็นมันก็ลืมเรื่องที่มาตามหาม้าที่เตลิดเข้าป่ามาทันทีคิดแต่เพียงว่าอยากจะช่วยให้มันรอด ข้าใช้มีดสั้นตัดต้นไม้ที่อยู่ในป่ามาทำเป็นเปลลากมันกลับค่ายทหาร
กว่าข้าจะลากมันถึงค่ายทหารก็ผ่านไปหนึ่งคืนเต็มๆ เจ้าม้าที่ข้าเข้าไปตามหาในป่ากลับมาที่ค่ายทหารด้วยตนเอง ข้าที่ลำบากเข้าไปตามหามันถึงกับนึกโมโห เจ้าม้านั่นเชิดหน้ากินหญ้าโดยไม่สนใจข้าที่ต้องลำบากออกตามหามันสักนิด นี่เป็นเรื่องตั้งแต่ที่ข้าอายุสิบสี่”
หลี่เซวียนเล่าเรื่องราวตั้งแต่เขายังเป็นเพียงทหารฝึกใหม่ให้เสิ่นเยว่ฟัง นางนั่งตาแป๋วฟังเขาเล่าเรื่องเก่าอย่างตั้งใจ
“ท่านโชคดีจริงๆ ที่มีเรื่องราวในชีวิตให้เล่ามากมาย ข้าต้องถูกท่านแม่คอยเคี่ยวกรำฝึกฝนมารยาทและความสามารถของสตรีตระกูลใหญ่ตั้งแต่เด็กจนโต จะออกนอกจวนสักครั้งยังลำบากตอนยังเล็กข้าแอบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก พอท่านแม่จับได้นางจะไม่ลงโทษข้าแต่ลงโทษเหล่าพี่ชายของข้าแทน ตอนเด็กข้าไม่คิดอะไรมากเลยเเอบหนีเที่ยวบ่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าท่านแม่ลงโทษพวกพี่ชายของข้ายังไง
ตอนอายุสิบสองท่านแม่ให้ข้ามาดูการลงโทษของพี่ชายด้วยตาตัวเอง พวกเขาแต่ละคนจะถูกโบยคนละยี่สิบไม้ และต้องนั่งคุกเข่าที่ศาลบรรพชนเป็นเวลาสองวัน ข้าร้องไห้ขอร้องท่านแม่ให้ลงโทษข้าแทน แต่ท่านแม่บอกว่าพวกพี่ชายเป็นคนออกมายอมรับการลงโทษทั้งหมดที่ข้าเป็นคนทำผิดเอง
ตลอดมาที่ข้าแอบหนีออกไปเที่ยวพวกเขาก็จะถูกโบยเช่นนี้ และยังขอให้ทุกคนในเรือนช่วยปิดเป็นความลับ ตอนนั้นข้ายังคิดอยู่เลยว่าทำไมพวกพี่ชายของข้าถึงได้อ่อนแอป่วยบ่อยเพียงนี้ หลังจากที่ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด ทำให้พวกเขาต้องมารับโทษข้าก็ไม่กล้าหนีออกไปเที่ยวอีกเลย ข้ารู้สึกซาบซึ้งในความรักของพวกพี่ชายที่มีต่อข้ามาก ตอนที่ข้าแต่งเข้าสกุลหลี่ของท่านพวกพี่ชายของข้าต่างก็ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ ขอร้องท่านแม่ว่าอย่าให้ข้าแต่งออกมาเลย ให้ท่านแต่งเข้าสกุลเสิ่นแทน ท่านคิดดูว่าพวกเขารักข้าขนาดไหน”
หลี่เซวียนนึกถึงวันเเต่งงานขึ้นมาทันที บุรุษห้าคนที่ดวงตาแดงก่ำจ้องเขาเขม็งในวันที่ไปรับตัวเจ้าสาวคือพี่ชายของนางสินะ กระทั่งหลังจากกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จแล้ว พวกเขาห้าคนยังตามมาที่สกุลหลี่มอมเหล้าเขาจนเมา โชคดีที่เขาคอแข็งห้าคนนั้นเลยเมาพับไปก่อน ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าเขาจะถูกกลั่นแกล้งอะไรอีก
เสิ่นเยว่ยิ้มออกมาอย่างจนใจเมื่อนึกถึงวันแต่งงานของนางที่เหล่าพี่ชายร้องไห้เป็นเผาเต่าเหมือนกำลังจัดงานศพสีแดง ท่านแม่ต้องสั่งให้บ่าวไพร่จับตัวเขาห้าคนเอาไว้ หลังจากส่งตัวเสร็จถึงได้ยอมปล่อยออกมา เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งห้าของนาง แอบมาที่เรือนสกุลหลี่ในวันนั้นด้วย ถ้านางรู้คงจะรู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิมแน่
“ที่นั่นก็ดี ข้าเคยได้ยินชื่อภัตรคารว่านเหลียวมานานแล้วแต่ไม่เคยไปสักครั้งพวกพี่ชายของข้าเคยเล่าให้ฟัง”ทั้งสองคนเดินจูงมือกันขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่ฮูหยินน้อยป่วยบรรยากาศที่จวนก็ดูเหมือนจะตึงเครียด วันนี้เห็นทั้งคู่เดินจูงมือกันบ่าวอย่างพวกเขาก็มีความสุขการที่เขาพานางมาเดินเล่นที่ริมทะเลสาบสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับนางเสิ่นเยว่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่แล้วบรรยากาศที่แสนมีความสุขของทั้งสองก็กลายเป็นขุ่นมัวเมื่อต้องมาเจอศัตรูในทางแคบ หลินซูเมิ่งกับเจียงหลีก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกันสถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับทั้งเขาและนางไม่น้อย นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจเสิ่นเยว่ไม่รู้ แต่ว่านางไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่“ช่างบังเอิญเสียจริงท่านแม่ทัพน้อยก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ”หลินซูเมิ่งตะโกนทักหลี่เซวียนเสียงดังมาแต่ไกล นางเห็นหลี่เซวียนกับเสิ่นเยว่ตั้งแต่ที่ลงมาจากรถม้าแล้ว นางจึงได้รีบเดินตรงมาที่นี่เลย“เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเร
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆก่อนที่หลี่เซวียนจะทันได้ หาทางออกให้ตนเอง เขาก็เห็นชิงจู๋หยิบดอกไม้ออกจากตะกร้าที่มีผ้าปิดเอาไว้ ปักลงบนผมของเสิ่นเยว่ และนางยังหยิบกิ่งดอกหลีฮวามาถือเอาไว้ ชิงจู๋คุยกับนางสักพักจึงกลับขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง แล้วคนขับก็พานางออกไปจากหน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงหลี่เซวียนนั่งตัวแข็งทื่อบนต้นไม้ เขาพึมพำกับตนเองท่าทางเลื่อนลอย“ทำไมถึงเป็นนาง”คราแรกเขาคิดว่าเสิ่นเยว่แอบตามมาจับผิดเรื่องที่เขาแอบนัดพบสตรีอื่น แต่เมื่อเขาเห็นนางปักดอกหลีฮวาบนผมเขาก็รู้ได้ทันทีว่าสหายที่ส่งจดหมายคุยตอบโต้กับเขาในหลายเดือนมานี้คือ ฮูหยินที่เขาแต่งเข้ามาปลอมๆ และดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้ว่าเขาคือเพื่อนทางจดหมายของนาง ถึงได้มายืนตากแดดรอเขาที่หน้าทางเข้าโรงน้ำชาเช่นนี้หลี่เซวียนหัวเราะกับตนเองราวกับคนบ้า สตรีที่เขาคนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาแต่เขากลับไม่เคยรู้เลย เอาแต่เพ้อหานางราวคนเสียสตินี่คงเป็นเหตุผลที่นางขอทำสัญญากับเขาหนึ่งปี เพราะนางต้องการหย่าขาดกับเขาเพื่อไปอยู่กับสหายลึกลับของนางสินะ"ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไปอยู่กับเจ้าคนที่ไม่รู้ชั่วดีกล้าตีท้ายครัวผู้อื่น
หลี่เซวียนใจเต้นโครมครามถึงแม้เขาจะคาดหวังให้นางตอบตกลงแต่เขาไม่คิดว่านางจะตอบรับเร็วขนาดนี้ หลี่เซวียนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาเอาแต่คิดเรื่องของสหายที่อยู่ในความลับคนนั้น เสิ่นเยว่าก็ไม่ต่างกันนัก ที่นางบอกว่าจะปักดอกหลีฮวาเพราะที่ข้างเรือนของหลี่เซวียนมีต้นหลีฮวาต้นใหญ่อยู่สองต้น นางเห็นมันกำลังออกดอกบานสะพรั่งจึงคิดเรื่องปักดอกหลีฮวาขึ้นมาแต่ละวันที่ผ่านไปของทั้งสองคนมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เสิ่นเยว่คิดว่านางน่าจะนัดเขาหลังจากที่ได้รับจดหมายหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องนับวันรอเช่นนี้ โชคยังดีที่นางบอกไปแค่สามวัน ถ้าหากนางนัดเขาเดือนหน้ารับรองนางจะต้องเป็นบ้าตายไปก่อนพรุ่งนี้เป็นวันที่นางจะได้พบสหายของนางแล้ว เสิ่นเยว่รู้สึกผิดกับ หลี่เซวียนเล็กน้อย วันนี้นางจึงทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหาร นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าทางเข้าเมื่อเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน เขารับเปิดทางให้นางเข้าไปทันทีตอนนี้เสิ่นเยว่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของหลี่เซวียน นางลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา แต่หลี่เซวียนก็เปิ
“เรื่องเหลวไหลหรือ ท่านจะบอกว่าที่ท่านพูดกับพวกนางล้วนไม่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”เสิ่นเยว่มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ“เรื่องที่ข้าพูดในตอนนั้นเป็นเรื่องจริง”เสิ่นเยว่ใช้สายตาประณามเขา เห็นไหมล่ะเป็นอย่างที่นางคิด หลี่เซวียนกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอา“ฟังข้าพูดให้จบก่อนได้หรือไม่ ที่ข้าพูดเช่นนั้นมันมีสาเหตุ”เสิ่นเยว่รอฟังคำแก้ตัวของเขา“เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นมีสตรีมากมายคอยวิ่งตามข้าไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็ล้วนจะต้องได้พบพวกนาง พวกนางคอยตามติดข้าไปทุกที่ทำให้การใช้ชีวิตของข้าต้องลำบากตอนนั้นข้าแสดงท่าทีเย็นชาและหงุดหงิดเมื่อพวกนางเข้าใกล้ แต่ต่อมาก็มีคนเริ่มปล่อยข่าวลือเสียหายของข้ากับพวกนางไปทั่วเมืองหลวง พอหลายครั้งเข้าข้าก็เริ่มทนไม่ไหวจะต้องหาตัวการออกมา แต่ไป๋ชิงรุ่ยสหายของข้าเจ้าเคยได้พบเขาแล้วได้ออกอุบายให้ข้าใช้ความอ่อนโยนและมีเหตุผลปฏิเสธพวกนางไม่ใช่ด้วยความเฉยชาหรือต่อว่าพวกนางเหมือนครั้งก่อน หลังจากที่ข้าทำตามที่ไป๋ชิงรุ่ยแนะนำก็มีสตรีคอยตามตอแยข้าน้อยลง”เสิ่นเยว่นึกภาพตามดูท่าเขาคงจะลำบากไม่น้อย เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงสตรีมากมายที่ตามตอแยเขา“อะ
การกลับบ้านเดิมของเสิ่นเยว่ผ่านไปด้วยดีทุกคนไม่มีใครสงสัยการแสดงละครของนางกับหลี่เซวียนสักนิด ท่านพ่อท่านแม่รวมทั้งพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่เดินมาส่งนางขึ้นรถม้าที่หน้าจวน“พวกท่านเข้าไปเถอะไม่ต้องส่งแล้ว คราวหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านใหม่”เสิ่นเยว่บอกครอบครัวของนาง“จะกลับมาบ่อยๆ ได้อย่างไรเจ้าเป็นสตรีที่ออกเรือนไปแล้วต้องอยู่ดูแลสามีของเจ้าถึงจะถูก”ฮูหยินเสิ่นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน ทำให้พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ต่างไม่พอใจทำเสียงฮึดฮัด“ทำไมน้องเล็กจะต้องไปดูแลเขาด้วย เขาเป็นบุรุษโตเต็มวัยแข็งแรงขนาดนั้นเขาดูแลตัวเองไม่ได้หรือ”เสิ่นซีห่าวพี่ห้าของเสิ่นเยว่บ่นขึ้นมาเบาๆ ฮูหยินเสิ่นที่ได้ยินเอื้อมมือจะไปตีแขนเขา เสิ่นซีห่าวรีบวิ่งไปหลบข้างหลังเสิ่นซีซวนคู่แฝดของตน“พวกเจ้าไปเถอะเดินทางดีๆ คราวหน้าค่อยแวะมาเยี่ยมพ่อกับแม่ใหม่”เป็นมหาเสนาบดีเสิ่นที่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะการรบของสองแม่ลูก หลี่เซวียนพยุงเสิ่นเยว่ขึ้นรถม้า จากนั้นเขาก็กำหมัดคารวะครอบครัวตระกูลเสิ่นแล้วขึ้นรถม้าตามเสิ่นเยว่ไปเมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนสกุลหลี่บ่าวรับใช้ได้แจ้งให้ทั้งสองคนทราบว่ามาถึงแล้ว เสิ่นเยว่ไม่พูดกับหลี
เสิ่นเยว่มองเขาเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ตอบกลับคำพูดของหลี่เซวียนนางนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ภายในใจกลับคิดไปอีกแบบเจ้าคงจะอยากให้ครบหนึ่งปีพรุ่งนี้เลยล่ะสิ จะได้รีบพาแม่สองดอกบัวนั่นเข้าจวน เสิ่นเยว่มองค้อนเขาหนึ่งทีแต่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา แล้วทั้งสองคนก็นั่งเงียบไปตลอดการเดินทางรถม้าของตระกูลหลี่จอดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น หลี่เซวียนลงมาจากรถม้าก่อน จากนั้นก็คอยประคองเสิ่นเยว่ตามลงมาแม้นางจะยังเคืองหลี่เซวียนแต่นางก็ยังจำได้ว่าตนเองยังต้องเล่นละครตบตาครอบครัวของนางอยู่ เสิ่นเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปั้นหน้ายิ้มแสนอ่อนหวานดูมีความสุขเดินลงรถม้าตามการประคองของหลี่เซวียนทั้งสองคนเดินเข้าประตูใหญ่ด้านหลังมีบ่าวไพร่ที่ช่วยกันขนของฝากลงจากรถม้า พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่มายืนรอนางตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นน้องสาวคนเล็กเดินมากับเจ้าหน้าหยก พวกเขาก็รีบเข้าไปล้อมนางเอาไว้ เบียดหลี่เซวียนออกไปไกลจากนั้นต่างชิงกันถามนางเสียงเซ็งแซ่ เป็นเสิ่นฮูหยินที่เดินเข้ามาห้าม นางจ้องพวกเขาตาเขม็งทั้งห้าจึงได้ถอยห่างออกจากเสิ่นเยว่ไปเสิ่นเยว่ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจให้กับพี่ชายทั้งห้าข







