Masuk“พวกเขารักเจ้าจริงๆ”
หลี่เซวียนพูดขึ้นมาเบาๆ
“ข้าไม่มีพี่น้องท่านพ่อกับท่านแม่มีข้าเพียงคนเดียวจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพี่น้องเท่าใดนัก”
หลี่เซวียนยิ้มให้เสิ่นเยว่ นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขายิ้ม ทั้งสองคนนั่งเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่ง เป็นเวลานาน ปล่อยใจให้ล่องลอยคิดถึงเรื่องต่างๆ ของตนเอง เสียงลมพัดยอดไม้กลิ่นของหญ้าที่ขึ้นเขียวชะอุ่มไหวไปมาเพราะแรงลม และเสียงนกกาที่กำลังบินกลับรัง พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังลับขอบฟ้าแต่งแต้มต้นไม้ยอดหญ้าให้กลายเป็นสีส้มสวยงาม
เสิ่นเยว่มองภาพทั้งหมดอย่างตกตะลึง ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยเห็นอะไรสวยงามและน่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน นางไม่เข้าใจว่าสิ่งที่นางรู้สึกอยู่เรียกว่าอะไรแต่น้ำตาของนางไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกของนางมันเต็มตื้น เหมือนตัวนางกำลังได้รับการเติมเต็มจากบางอย่าง
มันทั้งงดงามและน่าตื่นเต้น
“ขอบคุณที่ท่านพาข้ามาที่นี่นะ”
เสิ่นเยว่หันไปของคุณเขาทั้งน้ำตา หลี่เซวียนค่อนข้างตกใจกับปฏิกิริยาของนางเขาไม่นึกว่าเพียงภาพพระอาทิตย์ยามเย็นจะสามารถทำให้นางทราบซึ้งได้ถึงเพียงนี้ หลี่เซวียนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเขารู้สึกชาหนึบเมื่อได้ห็นน้ำตาของนาง ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจยิ่งนัก
หลังจากหลี่เซวียนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของเสิ่นเยว่ ทั้งสองก็ชะงักไป เมื่อได้สติกลับมาบรรยากาศก็กระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที ทั้งสองคนยืนเงียบท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ยามเย็น เป็นเสิ่นเยว่ที่กระแอมไอไล่บรรยากาศอึกอัดออกไป
“ข้าคิดว่าเราน่าจะกลับได้แล้วกระมัง นี่ก็ออกมานานแล้วข้ากลัวว่าชิงจู๋จะเป็นห่วง”
เสิ่นเยว่เอาสาวใช้ของนางมาเป็นข้าอ้างเพื่อหาทางออกจากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้ หลี่เซวียนพยักหน้าเห็นด้วยกับนาง เขาเป่าปากเรียกเจ้าม้าที่เดินเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล จากนั้นหลี่เซวียนก็พาเสิ่นเยว่ขี่ม้ากลับจวนตระกูลหลี่
ทั้งสองคนกลับมาหลังจากที่ท้องฟ้ามืดแล้ว ชิงจู๋นั่งรอเสิ่นเยว่ที่หน้าเรือนด้วยความเป็นห่วงอย่างที่คิด เสิ่นเยว่รีบอธิบายเรื่องทุกอย่างให้ชิงจู๋ฟังอย่างลนลาน ระหว่างเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนยังคงมีบรรยากาศที่ชวนอึดอัดอยู่เล็กน้อย ทั้งสองคนทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างกระอักกระอ่วน ในใจของพวกเขายังคงมีภาพเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นหลงเหลืออยู่
หลังจากทานอาหารที่ทั้งสองแทบจะไม่รู้สึกถึงรสชาติผ่านไป เสิ่นเยว่รีบอาบน้ำเข้านอนแต่หลี่เซวียนยังคงอยู่ที่ห้องหนังสือเพื่อรอให้เสิ่นเยว่หลับไปก่อน เขาอ้างว่ายังมีงานที่ต้องสะสาง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามหลี่เซวียนกลับมาที่ห้องนอนพบว่าในห้องได้ดับเทียนไปแล้วเขาจึงค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปแผ่วเบากลัวว่าจะทำให้คนในห้องตกใจตื่น
หลี่เซวียนย่องเข้ามาในห้องเมื่อแน่ใจว่าเสิ่นเยว่ได้หลับไปแล้ว เขาก็ล้มตัวลงนอนที่ตั่งตัวเดิมของตน เมื่อเขาหลับตาภาพอิริยาบทต่างๆ ของเสิ่นเยว่ก็แวบเข้ามาในหัวของเขา จนทำให้หลี่เซวียนไม่สามารถนอนหลับได้ กลิ่นหอมของกายนางยังคงอบอวลอยู่ภายในจมูกของเขา หลี่เซวียนพลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับ จนกระทั่งเกือบรุ่งสางเขาจึงได้หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย
สายมากแล้วทั้งเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนยังไม่มีใครตื่นสักคน บ่าวในเรือนก็ไม่มีใครกล้าปลุกทั้งสองคนเพราะคิดว่าเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามันทั้งสองอาจจะอยากใช้เวลาอยู่ร่วมกันในห้องสองต่อสอง เกือบถึงเวลาอาหารกลางวัน
เสิ่นเยว่ตื่นขึ้นมาเพราะว่าท้องของนางกำลังร้องประท้วงด้วยความหิว มื้อเย็นของเมื่อวานนางทานไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการกระทำของ หลี่เซวียนทำให้นางสับสนจนนอนไม่หลับ เมื่อนางหลับไปแล้วเขากลับเข้ามาอยู่ในฝันของนาง แล้วแบบนี้นางจะกล้ามองหน้าเขาได้อย่างไร
หลี่เซวียนได้ยินเสียงขยับตัวบนเตียงเขาก็รู้แล้วว่านางตื่นแล้ว เมื่อคืนกว่าเขาจะหลับได้ก็เกือบจะรุ่งสาง วันนี้เขาเลยตื่นสายไม่ต่างจากนาง หลี่เซวียนลุกขึ้นมาช่วงเวลาเดียวกับเสิ่นเยว่ทั้งสองสบตากันนิ่ง หลี่เซวียนยกกำปั้นขึ้นปิดปากกระแอมไอเบาๆ
“ขะ...ข้าไปทำงานสายแล้วขอตัวก่อน”
หลี่เซวียนคิดว่าต้องหนีจากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้ให้ได้ก่อนเขาไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับเรื่องราวเช่นนี้ เสิ่นเยว่พยักหน้าให้เขาอย่างลนลาน นางก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขาทั้งสองแยกกันทำเรื่องส่วนตัวจากนั้นก็ต่างคนต่างไปทำหน้าที่ของตน
เสิ่นเยว่นั่งรอที่หน้าต่างห้องนางคิดว่าได้เวลาที่เจ้านกน้อยลู่ลู่จะมาแล้ว เจ้าลู่ลู่ก็ไม่ปล่อยให้นางต้องผิดหวังเพราะนางรอเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงกระพือปีกเบาๆ ที่นอกหน้าต่าง
“ลู่ลู่น้อยเจ้ามาแล้ว ชิงจู๋ไปเอาขนมมาเร็ว”
เสิ่นเยว่รีบสั่งชิงจู๋อย่างยินดี ตอนนี้นางคิดว่าถ้าหากว่านางได้อ่านจดหมายของสหายในความลับ นางจะต้องเลิกสับสนเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อหลี่เซวียนอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้หลี่เซวียนมาที่ห้องหนังสือเขาก็รู้สึกเหมือนกับเสิ่นเยว่ คือต้องเขียนจดหมายหาสหายของเขาจะได้ไม่สับสนกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้
และนั่นก็เป็นเรื่องจริงเขานั่งรอจดหมายจากลู่ลู่ และสหายในความลับของเขาได้เขียนตอบกลับเขามาว่า
แม้อยู่ห่างไกล ความรู้สึกไม่แปรผัน มิเคยลืมเลือน
นั่นเป็นคำตอบของนางที่ตอบกลับเขามา หลี่เซวียนอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ใช่แล้วความรู้สึกนี้แหละที่เป็นของจริงความรู้สึกของเขาที่มีต่อเสิ่นเยว่ก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเพียงเท่านั้น
ช่วงเวลาก่อนหน้าที่ลู่ลู่จะบินนำจดหมาไปส่งให้สหายลึกลับของเสิ่นเยว่ นางได้เปิดม้วนกระดาบใบน้อยออกอ่านหัวใจของนางเต้นตึกตักและรู้สึกวูบวาบกับข้อความที่เขาส่งมา
อยู่ห่างไกล ยากพานพบยังคงคะนึงหาอยู่ทุกชั่วยาม
หลี่เซวียนออกไปที่ค่ายทหารแล้ว ส่วนเสิ่นเยว่ก็ว่างอยู่ที่เรือนไม่มีอะไรทำ แต่เมื่อวานนางพึ่งจะออกไปข้างนอกแถมยังมีเรื่องกับคนอื่นอีก
นางนึกถึงปฏิกิริยาของสองคนนั้น ที่มีต่อหลี่เซวียนหลินซูเมิ่งกับเจียงงหลี มันยังค้างคาติดอยู่ในใจของนาง
“ลี่ลี่ เจ้าออกไปสืบเรื่องบางอย่างให้ข้าหน่อย”
เสิ่นเยว่เรียกสาวใช้อีกคนที่ติดตามนางมา
“เจ้าค่ะฮูหยินน้อย”
“ข้าอยากรู้เรื่องของหลินซูเมิ่งกับเจียงหลี พวกนางมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับหลี่เซวียน เรื่องนี้ต้องทำเป็นความลับเจ้ารู้ว่าควรทำอย่างไร”
ลี่ลี่พยักหน้า นางเป็นสาวใช้ที่มีวรยุทธที่เสิ่นฮูหยินจัดวางเอาไว้ข้างกายของเสิ่นเยว่ตั้งแต่ยังเด็ก สาวใช้อีกสามคนก็ไม่ต่างกัน ในเวลาปกติ พวกนางไม่ต่างจากสาวใช้ทั่วไป แต่เมื่อมีเรื่องให้ต้องใช้งานพวกนางจะแสดงศักยภาพออกมาทันที
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
กลับเป็นพี่น้องสกุลเสิ่นต่างหากที่ได้รับความกดดันมากกว่าใครเพราะเป็นการเข้าร่วมการประลองในปีแรกของพวกเขา“ไม่ต้องกดดันข้าเชื่อว่าพวกท่านทำได้อย่างแน่นอน”เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ที่จุดพักที่จัดเอาไว้ให้สำนักมังกรผงาดนอกจากอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพี่ชายทั้งห้าของนางต่างต้องเข้าร่วมประลองในรอบแรกเสิ่นเยว่จึงต้อ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร







