FAZER LOGINส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!
“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย
“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”
ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก
“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”
“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”
“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”
“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทายาทสงสัย แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ หากข้าแน่ใจแล้วจะเข้าไปทูลทุกอย่างด้วยตนเอง องค์รัชทายาทไม่ต้องลำบากส่งใครมาหาข้าถึงจวนอีก”
ราชองครักษ์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าไม่ถูก นี่ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรให้รองเสนาบดีผู้นี้ไม่พอใจ หรือว่ารองเสนาบดีผู้นี้มีวิสัยวางท่าเช่นนี้เป็นปกติ แต่ก็นับว่าเป็นบุรุษที่อ่านทุกอย่างขาดทีเดียว เขาเอ่ยไปเพียงน้อยนิด แต่สามารถรู้ได้ในทันทีว่าองค์รัชทายาทกังวลเรื่องที่มีคนต่างถิ่นเข้ามาหาขุนนางผู้นี้ถึงจวน แต่เหตุใดเขาจึงต้องเกรงกลัวบุรุษผู้นี้ด้วย
“ขอรับ” คนที่ไม่เข้าใจตนเองก็ได้แต่เอ่ยตอบกลับอย่างนอบน้อมไม่คลาย ประหนึ่งว่ากำลังคุยกับผู้อาวุโส ไม่ก็ขุนนางผู้ใหญ่เสียอย่างนั้น
“อย่างนั้นก็กลับไปได้แล้วสิ”
“หา!?” คนถูกเจ้าของจวนเอ่ยปากไล่เบิกตาตื่นขึ้นมาชั่วขณะ มองบุรุษที่ยังวางท่านิ่งอย่างสงสัย เขาคุยกับใต้เท้าซุนได้ไม่เท่าไรก็เอ่ยปากไล่กันเสียแล้ว ไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ
“ฟังไม่เข้าใจหรือท่าน”
“หลิวจวิน...ขอรับ เรียกอาจวินก็ได้ขอรับ”
ซุนเจิงหรี่ตามองบุรุษที่แนะนำชื่อแซ่ของตนทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ร้องถาม “เราสนิทสนมกันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“เอ่อ...คือเรื่องวันนั้น ที่เราสู้กัน”
“อ้อ! ถ้าท่านผูกใจเจ็บในเรื่องนั้น วันนี้เรามาสู้กันอีกสักครั้งก็ได้ คราวนี้ท่านจะใช้ดาบ กระบี่ กระบองอะไรก็แล้วแต่ท่านเลยดีหรือไม่” ซุนเจิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความไม่พอใจ มองหน้าของคนไม่ยอมออกจากจวนเสียทีอย่างเริ่มมีโทสะ
“ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่” คนที่ถูกท้าดวลเอ่ยปัดเป็นพัลวัน
“ไม่ใช่แล้วอะไรอีก นี่ข้าไม่มีเวลาฟังท่านทั้งวันหรอกหนา งานข้ามีอีกมากมาย หากรัชทายาทมีข้อสงสัยมากมายถึงเพียงนี้ ทีหลังก็เขียนรายงานมา ข้าจะอ่านเอง ไม่ต้องให้ท่านมานั่งพูดทีละประโยคสองประโยคเช่นนี้” ซุนเจิงถอนหายใจเมื่อพรั่งพรูคำพูดจบ
ส่วนคนฟังนั่งนิ่งไม่ไหวติงไปเสียแล้ว ซุนเจิงมองชายชาติทหารที่กระทบนิดหน่อยก็ทำทีท่าว่าจะเป็นบ้าใบ้ไป เช่นนี้น่ะหรือจะไปจับดาบฆ่าใครเขา! ยิ่งมองหน้าก็ยิ่งโมโห ซุนเจิงได้แต่หยิบน้ำชาขึ้นมาดื่มดับโทสะที่อยู่ในใจ ซึ่งโทสะที่ว่านั้นเกิดจากอะไรกันแน่ เขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน แต่ไม่ทันจะได้แสดงอิทธิฤทธิ์หรือไล่ตะเพิด พ่อหนุ่มซื่อบื้อตรงหน้าก็กลับกุลีกุจอคุกเข่าต่อหน้าเขาเสียอย่างนั้น
“ข้าไม่ทราบว่าไปทำอะไรให้ใต้เท้าไม่พอใจหรือไม่ หากข้าล่วงเกินท่านก็ต้องขอให้ท่านยกโทษแก่ข้าด้วย แล้วก็...”
ซุนเจิงมองบุรุษที่เงยหน้าสบตากับเขาเพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนจะหลุบตาต่ำ ไม่มองหน้าเขาราวกับคนหวาดกลัว
“ใต้เท้าสอนข้าได้หรือไม่ขอรับ”
“หา!? สอน! สอนอะไร สอนทำไม เหตุใดข้าต้องสอน!”
“สอน...สอนวิทยายุทธ์ของใต้เท้าอย่างไรขอรับ ข้า...ข้ายังห่างชั้นกับท่านนัก ด้วยตำแหน่งราชองครักษ์ขององค์รัชทายาทยิ่งทำให้ข้าระอา ข้าจึงอยากให้ท่านสอนข้าได้ไหมขอรับ”
“ไม่!”
“สอนเขาหน่อยไม่ได้หรือ”
หลังการปฏิเสธเสียงแข็ง ซุนเจิงก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของสตรีที่คุ้นหูดังขึ้น สตรีที่เขาสั่งว่าอย่าเข้ามาในระหว่างที่เขาคุยกันเจ้าหมอนี่ แต่นี่เธอเข้ามาขัด อีกทั้งพูดราวกับว่าได้ยินเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้น! แต่นั่นยังเทียบไม่ได้เลยกับรอยยิ้มละไมอย่างคนไม่ทุกข์ร้อนของเหอลี่อิง
“ท่านราชองครักษ์คุกเข่าขนาดนี้แล้ว จะใจร้ายไปถึงไหนกัน”
ซุนเจิงมองสตรีที่ทิ้งกายนั่งข้างตน มีถ้อยคำมากมายที่อยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา แต่กลับเอ่ยออกมาไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำ จึงได้แต่กำมือแน่น มองบุรุษที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก!
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







