LOGINสิบปีต่อมา
เลออนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามเช้ามืด
ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ หัวใจเต้นแรงราวกับยังติดอยู่ในป่านั้น ป่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือด เสียงคำรามของมอนสเตอร์ และฝ่ามือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาหาเขาท่ามกลางความตาย
เด็กชายผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าสะท้อนแสงดาว เสียงเรียบนิ่งที่กล่าวข้อเสนอราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“คุณอยากทำปฏิญาณคู่หูกับผมไหมครับ”
“ผมจะมอบพลังเวทย์ให้คุณเอง เพราะงั้น...อย่าตายเลยนะครับ”
เลออนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก สูดลมหายใจยาว พยายามดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน ห้องนอนเงียบสนิท มีเพียงแสงจางๆ จากรุ่งอรุณที่ยังไม่ทันเผยตัวลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา
ผ่านมาสิบปีแล้วและเขายังฝันถึงวันนั้นไม่เคยขาด
เลออนลุกขึ้นนั่ง ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับสิ่งที่ห้อยอยู่บนลำคอ เนื้อผิวโลหะเย็นเฉียบแนบกับฝ่ามือ ราวกับย้ำเตือนความจริงที่ไม่มีวันเลือนหาย
มันไม่ใช่ความฝัน
หลังจากเขาหมดสติลงในป่านั้น เมื่อรู้สึกตัวอีกที เขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บริเวณหน้าทางเข้าของป่าตะวันตกและเด็กคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าเด็กคนนั้นอาจเป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีสร้อยคริสตัลเส้นนี้คล้องอยู่ที่คอของเขา สร้อยซึ่งเป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่บอกว่า เด็กชายคนนั้นเคยมีตัวตนจริง
หน่วยจอมเวทย์ฝึกหัดออกมาจากป่าในภายหลัง คีรันที่เห็นเพื่อนอยู่ตรงปากทางเข้า ก็รีบโผเข้ากอดด้วยความดีใจ เด็กในทีมคนอื่นๆ และจอมเวทย์รุ่นพี่ก็ดีใจที่เขาปลอดภัย เลออนอ้างว่าเขาโดนพายุหิมะพัดจนมาตกอยู่ที่นี่ ทำให้ทุกคนไม่นึกสงสัยอะไรในตัวเขาอีก แล้วเช้าวันนั้นพวกเขาก็กลับสู่ราชอาณาจักรได้อย่างปลอดภัย
ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาเฝ้ามองผู้คน เฝ้าสังเกตมนุษย์ทุกคนที่เดินผ่านสายตา เฝ้าหาเด็กชายผมบลอนด์คนนั้น คู่หูที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเขาจะใช้เวทมนตร์ตามหาตัวเด็กคนนั้นผ่านทางสร้อยคริสตัลเป็นสื่อกลางมานับกี่ครั้ง ก็ทำไม่สำเร็จ เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยดักพลังของเขาไม่ให้ตามหาเด็กคนนั้นจนเจอ
แต่เขารู้
เขารู้ว่าเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เพราะทุกครั้งที่เขาเผลอใช้พลังเวทย์มากเกินไป สร้อยคริสตัลจะเรืองแสงสีฟ้าพร้อมกับมีพลังเวทย์ถ่ายเทมาให้เขาเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป เหมือนมีใครบางคนคอยมอบพลังให้เขาผ่านสร้อยคริสตัลเส้นนั้นอยู่ตลอด
เลออนลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีจากความมืดเป็นสีเทาอ่อน ดวงดาวยังหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ดวง กำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับแสงแรกของวัน
เขาวางมือลงบนสร้อยที่คอ พึมพำเสียงเบา ราวกับกลัวว่าคำพูดจะปลิวหายไปกับลมยามเช้า
“นาย…อยู่ที่ไหนกันแน่”
ดวงตาสีแดงเข้มทอดมองฟ้าอย่างไม่ละสายตา
“คู่หูของฉัน…”
เขาถามคำถามนี้ออกไป หลายร้อย หลายพันครั้ง ก็ไม่เคยได้เลยคำตอบกลับมา
---
ป่าลึกทางตะวันตก ฤดูใบไม้ผลิ
กระท่อมไม้หลังเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางป่าลึก ถูกโอบล้อมด้วยความเงียบงันและแสงจันทร์ที่ส่องลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นริ้วบางๆ
โนอาห์นั่งอยู่เพียงลำพังในห้องแคบๆ แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวอยู่ข้างตัว แต่สายตาของเขากลับทอดออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ดาวดวงเดิม
ดวงดาวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดสิบปี
ในมือของเขา กำสร้อยคริสตัลเส้นหนึ่งเอาไว้เอาแน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือออกไป ความเชื่อมโยงทั้งหมดจะขาดหาย
เสียงหนึ่งดังแผ่วขึ้นในความเงียบ ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนอยู่ลึกลงไปในอก
เสียงของเขาคนนั้น
โนอาห์หลับตาลงชั่วครู่ ปล่อยให้เสียงนั้นไหลผ่านเข้ามาในโสตประสาท
“นาย…อยู่ที่ไหนกันแน่”
“คู่หูของฉัน…”
ความคิดถึง ความโดดเดี่ยว และคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบถูกส่งผ่านตามเสียงนั้น ทั้งหมดล้วนถ่ายทอดมาอย่างชัดเจน
ริมฝีปากของโนอาห์ขยับเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้น มองดวงดาวราวกับกำลังสบตากับใครบางคนที่อยู่ไกลแสนไกล
“อีกเดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันแล้วนะครับ”
นิ้วเรียวกำสร้อยแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย หัวใจเต้นช้า แต่มั่นคง
สิบปีที่เฝ้ารอ
สิบปีที่ต้องอยู่ห่าง
สิบปีที่ไม่อาจปรากฏตัวข้างเขาได้
ทุกอย่างกำลังเคลื่อนไปตามเวลาที่ควรจะเป็น
โนอาห์ลุกขึ้นจากที่นั่งริมหน้าต่าง ก่อนจะเปิดประตูห้องและก้าวลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา
ชั้นล่างของกระท่อมอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากเตาผิง ไฟสีส้มไหวระริกสะท้อนผนังไม้เก่าๆ เอเรส ชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้เตาผิง หนังสือเล่มหนาวางอยู่ในมือ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรเลย
เขามองโนอาห์นิ่ง ดวงตาสีฟ้าทั้งสองคู่ที่สบกันสั่นไหว ราวกับอ่านใจได้ทุกอย่าง แม้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดๆ
“จะไปจริงๆ สินะ” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น แฝงความเป็นห่วงที่ปิดไม่มิด
“ครับ” โนอาห์ตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น ไม่มีลังเล
เอเรสถอนหายใจช้าๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่ม มือหยาบกร้านยกขึ้นวางลงบนผมสีบลอนด์อย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำให้เขาเจ็บ
“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงต่ำลง
“แล้วก็…อย่าเพิ่งให้เขารู้ว่านายเป็นใคร”
โนอาห์พยักหน้าเบาๆ “ผมรู้ครับ”
เอเรสมองเขาอยู่นาน ก่อนจะยิ้มจางๆ
“ถ้าตั้งใจแน่วแน่แล้วก็ไปเถอะ เพราะนี่คือทางที่นายเลือกเอง” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงจำไว้ว่าที่นี่คือบ้านที่ต้อนรับนายเสมอ”
โนอาห์ยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้ง
“ครับ ขอบคุณที่ดูแลผมมาตลอดนะครับ เอเรส”
“แน่นอนสิ เพราะนายก็เหมือนลูกชายของฉันนั่นแหละ” เอเรสเว้นระยะไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ดูแลตัวเองดีๆ นะ โนอาห์”
“ครับ”
โนอาห์รับคำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเข้าไปสวมกอดเอเรสแน่น
“ผมไปก่อนนะครับ”
เอเรสพยักหน้ารับ
โนอาห์ผละตัวออกจากอ้อมกอดนั้น ก่อนจะหันหลังและเปิดประตูออกจากกระท่อม
ทันทีที่เท้าเหยียบออกสู่ความมืดของป่า แสงเวทมนตร์บางเบาก็แผ่คลุมร่างเขา
เส้นผมสีบลอนด์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีฟ้ากลายเป็นสีเขียวสดใส แต่ประกายภายในดวงตาคู่นั้นยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน
โนอาห์เงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวส่องแสงเหนือเรือนยอดไม้ เขากำสร้อยคริสตัลที่คล้องอยู่กลางอกแน่นขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะ…” ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย “ไปกันเถอะ”
---
ในโลกที่จอมเวทย์และมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด คำปฏิญาณคือพันธะที่ผูกชีวิตเข้าด้วยกัน และพลังเวทย์…คือทั้งพรและคำสาปเลออน จอมเวทย์ผู้มีพลังมหาศาลในวัยสิบขวบ เขาเคยรอดชีวิตจากความตาย เพราะเด็กชายปริศนาผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาด้วยการทำคำปฏิญาณคู่หูกับเขาในป่าลึก ทว่าเมื่อเลออนลืมตาขึ้น เด็กคนนั้นกลับหายไป เหลือไว้เพียงคำสัญญาและการเฝ้าตามหาที่ยาวนานถึงสิบปี เลออนไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นหายไปไหน และเขาชื่ออะไรโนอาห์ มนุษย์ (?) เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลและตาสีเขียว เขาปิดบังความลับบางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้เอาไว้ ความจริงเขาคือเด็กชายผมบลอนด์คนนั้น ที่เคยช่วยเลออนไว้ในตอนเด็ก เขาคอยเฝ้ามองและคอยส่งพลังเวทย์ให้เลออนมีชีวิตอยู่ต่อไปจากระยะไกล เมื่อโชคชะตานำพาให้ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้งในโรงเรียนแห่งราชอาณาจักร การเฝ้ามองจากเงามืด ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการยืนเคียงข้าง ความจริงที่ถูกปิดบังมานานกำลังจะถูกเปิดเผยทีละนิดๆ พร้อมกับภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดข
ในอดีตกาล ก่อนที่ราชอาณาจักรจะประกาศกฎหมายคุ้มครองใดๆ โลกใบนี้เคยถูกปกครองด้วยพลังเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเวทมนตร์ จอมเวทย์คือผู้ครอบครองอำนาจ มนุษย์คือแหล่งพลังที่ถูกเรียกว่า ภาชนะพลังเวทย์ เพื่อครอบครองเวทมนตร์อันมหาศาล จอมเวทย์จำนวนมากไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำชีวิตของผู้ที่อ่อนแอกว่า การบังคับ ข่มเหง และการล่วงละเมิดเกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ล้มตายเพราะสูญเสียพลังเวทย์ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดและเสียงกรีดร้องค่อยๆ กลายเป็นเงาที่ไม่มีใครกล่าวถึง ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มหายไปจากโลกทีละคน จนในที่สุด ราชอาณาจักรก็ตระหนักว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มนุษย์ต้องถึงคราวสูญพันธุ์และจะส่งตามมาถึงเหล่าจอมเวทย์เช่นกัน กฎหมายคุ้มครองจึงถือกำเนิดขึ้น จอมเวทย์หนึ่งคนมีคู่หูมนุษย์ได้เพียงหนึ่งเดียว การดูดซับพลังเวทย์ต้องเกิดจากความยินยอมและคำปฏิญาณที่ผูกพันทั้งชีวิต จอมเวทย์มี่จับคู่กับมนุษย์แล้ว ทั้งคู่ต้องมีบุตรร่วมกันอย่างน้อย 1 คนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของทุกฝ่ายให้สืบต่อไป ไม่ว่าเด็กที่เกิดมาจะ
สิบปีต่อมา เลออนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามเช้ามืด ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ หัวใจเต้นแรงราวกับยังติดอยู่ในป่านั้น ป่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือด เสียงคำรามของมอนสเตอร์ และฝ่ามือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาหาเขาท่ามกลางความตาย เด็กชายผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าสะท้อนแสงดาว เสียงเรียบนิ่งที่กล่าวข้อเสนอราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “คุณอยากทำปฏิญาณคู่หูกับผมไหมครับ” “ผมจะมอบพลังเวทย์ให้คุณเอง เพราะงั้น...อย่าตายเลยนะครับ” เลออนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก สูดลมหายใจยาว พยายามดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน ห้องนอนเงียบสนิท มีเพียงแสงจางๆ จากรุ่งอรุณที่ยังไม่ทันเผยตัวลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา ผ่านมาสิบปีแล้วและเขายังฝันถึงวันนั้นไม่เคยขาด เลออนลุกขึ้นนั่ง ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับสิ่งที่ห้อยอยู่บนลำคอ เนื้อผิวโลหะเย็นเฉียบแนบกับฝ่ามือ ราวกับย้ำเตือนความจริงที่ไม่มีวันเลือนหาย มันไม่ใช่ความฝัน หลังจากเขาหมดสติลงในป่านั้น เมื่อรู้สึกตัวอีกที เขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บริเวณหน้าทางเข้าของป่าตะวันตกและเด็กคนนั้นก็ไม่อยู่แ
เลออนสลัดตัวเองออกจากภวังค์ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ จัดการชำระล้างร่างกาย แล้วออกมาเปลี่ยนชุด สวมเครื่องแบบนักเรียนจอมเวทย์อย่างเรียบร้อย ชุดเครื่องแบบสีดำสนิทและผ้าคลุมไหล่สีดำ เข้ากับสีผมของเขาเป็นอย่างดี วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนแห่งราชอาณาจักร สถานที่ที่มนุษย์และจอมเวทย์เรียนร่วมกันเงื่อนไขในการเข้าโรงเรียนนี้คือแค่อายุครบสิบเก้าปีบริบูรณ์ก็สามารถลงทะเบียนเข้าเรียนได้ในทันที โรงเรียนแห่งนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเสมอภาคและความหวังในอนาคต แต่ทุกคนรู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นมากกว่านั้น มันคือสถานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆ มนุษย์และจอมเวทย์ได้ใกล้ชิดกัน ได้เรียนรู้ ได้ผูกพันและในที่สุด…ได้เลือกคู่หูของตนเอง การสานสัมพันธ์จนถึงขั้นทำปฏิญาณคู่หูไม่ใช่เรื่องแปลก แม้แต่การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งภายในโรงเรียน หรือการมีบุตรในวัยเรียน หากเป็นคู่หูกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายราชอาณาจักร เมื่อเลออนมาถึงโรงเรียน เสียงพูดคุยของนักเรียนใหม่ดังอื้ออึงไปทั่วลานพิธี แ
กลับมาตอนที่เลออนลงมาจากเวทีแล้ว เขายังคงติดอยู่วังวนความคิดของตน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ กับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลคนนั้น “เฮ้ย เลออน นายโอเคจริงๆ ไหมเนี่ย” คีรันเดินเข้ามาถามเขาด้วยความเป็นห่วง “คีรัน คือฉัน...” เขาเว้นช่วงไป แววตาไหววูบ “ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลกๆ กับเด็กมนุษย์คนหนึ่ง” “ห๊า” คีรันอ้าปากค้าง “คู่หูของนายเหรอ นายเจอเขาแล้วเหรอ!!” คีรันพุ่งตัวเข้ามาประชิดเลออนมากกว่าเดิม “ในที่สุดก็เจอสักทีสินะ คนที่นายตามหามาตั้งนาน” “ไม่ใช่” เลออนเสียงอ่อนลง “เขาไม่ใช่คู่หูของฉัน...แต่เด็กคนนั้นกลับมีบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกดึงดูดแปลกๆ” คีรันนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าขี้เล่นจางหายไป เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “ถ้าอยากรู้ นายก็ต้องพิสูจน์สิ” คีรันยกกำปั้นขึ้น ต่อยเข้าที่อกข้างซ้ายของเลออนเบาๆ “ไม่แน่เด็กคนนั้นอาจเป็นคู่หูของนายที่ปลอมตัวมาก็ได้ นายตามหาเขามาตั้งนานนะ แม้มันจะเป็นเบาะแสเล็กๆ นายก็ต้องคว้ามันเอาไว้สิ” เลออนเบิกตาโพล่งให้กับคำพูดของคีรัน “จริงสินะ ในโ
ไม่เคยเจอกัน…งั้นเหรอ เลออนหันหลังให้โนอาห์แล้วเดินไปตามทางเดินกลับไปทางที่เขาจากมา เขาไม่ได้หันหลังกลับไปมอง แต่สัมผัสที่เหมือนดึงดูดเขาก็ยังไม่จางหายไป สร้อยคริสตัลที่คอก็ยังคงสั่นไหว จนเขาต้องกำมันไหวหลวมๆ น่าแปลกมาก ที่เขารู้สึกแบบนี้กับเด็กคนนั้น แถมสร้อยนี่ ยังตอบสนองอีกด้วย หรือว่าจะเป็นเด็กคนนั้นจริงๆ เลออนได้แต่เก็บความสงสัยไว้ภายในใจ แล้วสาวเท้าไปยังอาคารเรียนของจอมเวทย์--- หลังพิธีเปิดการศึกษาจบลง อาจารย์ได้สั่งให้นักเรียนต่างแยกย้ายไปยังห้องเรียนของตน วันแรกยังไม่มีบทเรียนจริงจังนัก เพียงแค่อาจารย์ประจำชั้นกล่าวต้อนรับ แนะนำกฎระเบียบ และปล่อยให้ทุกคนใช้เวลาตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงงานเลี้ยงในช่วงค่ำ โนอาห์กับเอมิลัสที่ไปเถลไถลอยู่ในโรงเรียนกลับมาถึงห้องเรียนหลังจากอาจารย์ประจำชั้นออกจากห้องไปแล้ว ทำให้พวกเขารอดตัวไม่โดนอาจารย์ทำโทษ โนอาห์กับเอมิลัสเลือกที่นั่งริมหน้าต่างหลังห้องที่ยังว่างอยู่สองโต๊ะติดกันพอดี ทั้งคู่คุยเรื่องไร้สาระไปเรื่อย...ไม่สิ มีแค่เอมิลัส


![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




