Share

บทนำ

Author: Sakinoん
last update Last Updated: 2025-12-29 14:01:20

            ในอดีตกาล ก่อนที่ราชอาณาจักรจะประกาศกฎหมายคุ้มครองใดๆ  โลกใบนี้เคยถูกปกครองด้วยพลังเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเวทมนตร์

            จอมเวทย์คือผู้ครอบครองอำนาจ

            มนุษย์คือแหล่งพลังที่ถูกเรียกว่า ภาชนะพลังเวทย์

            เพื่อครอบครองเวทมนตร์อันมหาศาล จอมเวทย์จำนวนมากไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำชีวิตของผู้ที่อ่อนแอกว่า การบังคับ ข่มเหง และการล่วงละเมิดเกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ล้มตายเพราะสูญเสียพลังเวทย์ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดและเสียงกรีดร้องค่อยๆ กลายเป็นเงาที่ไม่มีใครกล่าวถึง

            ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มหายไปจากโลกทีละคน จนในที่สุด ราชอาณาจักรก็ตระหนักว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มนุษย์ต้องถึงคราวสูญพันธุ์และจะส่งตามมาถึงเหล่าจอมเวทย์เช่นกัน

            กฎหมายคุ้มครองจึงถือกำเนิดขึ้น จอมเวทย์หนึ่งคนมีคู่หูมนุษย์ได้เพียงหนึ่งเดียว การดูดซับพลังเวทย์ต้องเกิดจากความยินยอมและคำปฏิญาณที่ผูกพันทั้งชีวิต

            จอมเวทย์มี่จับคู่กับมนุษย์แล้ว ทั้งคู่ต้องมีบุตรร่วมกันอย่างน้อย 1 คนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของทุกฝ่ายให้สืบต่อไป ไม่ว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นจอมเวทย์หรือมนุษย์ ราชอาณาจักรก็มอบพรเพื่อคุ้มครองเด็กๆ เหล่านั้นให้เติบโตมาแข็งแรงในโลกเวทมนตร์ใบนี้

            เมื่อราชอาณาจักรเริ่มออกกฎหมายอย่างเข้มงวดปัญหามนุษย์ใกล้สูญพันธ์และถูกรังแกจึงคลี่คลายลงและโลกก็กลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

---

            หลายปีต่อมา

            ป่าเขตตะวันตกในฤดูหนาว อากาศเย็นเฉียบจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว

            หน่วยจอมเวทย์ฝึกหัดนับสิบชีวิตพร้อมกับจอมเวทย์รุ่นพี่ 3-4 คน กำลังเดินเรียงรายเข้าไปในป่าลึก ไม่มีใครพูดหยอกล้อกัน มีแต่ความตึงเครียด เพราะทุกคนรู้ว่าในป่าแห่งนี้มีแต่อันตราย

            ภารกิจของหน่วยจอมเวทย์ฝึกหัดคือการกำจัดมอนสเตอร์ระดับต่ำ เป็นภารกิจเพื่อฝึกฝนเหล่าเด็กๆ ที่เกิดมาเป็นจอมเวทย์ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นต้นได้

            เลออน เด็กชายผมสีดำ ตาสีแดง วัยสิบขวบ ก็อยู่ในหน่วยจอมเวทย์ฝึกหัดนี้ด้วย เขาถูกส่งออกมาทำภารกิจเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาเดินปะปนอยู่ในกลุ่มของหน่วย สีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความหวาดกลัว หรือหวาดหวั่นออกมา แม้แต่นิดเดียว

            “หนาวโว๊ย นายไม่หนาวเลยเหรอ เลออน” คีรัน เพื่อนซี้ที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กของเลออนกล่าวขึ้นทั้งที่ปากสั่นเทา เขาก็ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ด้วย

            “ไม่เลย พวกรุ่นพี่ก็ร่ายเวทย์ให้ความอบอุ่นไว้แล้วนี่” เลออนตอบกลับอย่างนิ่งเฉย

            “นายเนี่ยนะ หัดแสดงอารมณ์ทางสีหน้าให้มากกว่านี้หน่อยสิ แบบนี้เดี๋ยวก็หาแฟนไม่ได้กันพอดี” คีรันยกนิ้วขึ้นมาจิ้มแก้มเลออนเพื่อแหย่เขา เลออนร่ายเวทย์ไฟใส่นิ้วของคีรันที่จิ้มแก้มเขาอยู่ทันที จนคีรันต้องรีบสะบัดมือออกอย่างไว

            “อ้ากกกก ร้อนนนน” เวทย์ไฟนั้นหายไปแล้ว แต่ความร้อนยังคงติดอยู่บนปลายนิ้ว

            “หัดเล่นให้รู้จักเวลาหน่อย ตอนนี้อยู่ในภารกิจสำคัญนะ” เลออนดุเขาเสียงเข้ม

            “คร้าบๆ นายเนี่ยไม่เหมือนเด็กสิบขวบเลยนะ”

            บทสนทนาของทั้งคู่หยุดลงแค่นั้น แล้วพวกเขาก็เดินตามจอมเวทย์รุ่นพี่เข้าไปในป่าลึกต่อ จนกระทั่งพวกเขาไปหยุดอยู่ตรงลานกว้างโล่งๆ กลางป่า

            กึก

            “ได้ยินเสียงบางอย่างเคลื่อนไหว ทุกคนเตรียมพร้อมสู้” จอมเวทย์รุ่นพี่คนหนึ่งสั่งเสียงเข้ม ทุกคนในทีมต่างรีบจับอาวุธที่ตนถนัด เพื่อเตรียมสู้

            เลออนดึงดาบออกจากฝัก

            คีรันเรียกหอกเวทย์คู่ใจออกมา

            กึก กึก โครมมม...

            “มันมาแล้ว เฮ้ย...” สิ้นเสียงนั้น พายุหิมะลูกใหญ่ก็พัดถล่มลงมาห้อมล้อมพวกเขาในทันที

            “คุ้มกันหน่วยจอมเวทย์ฝึกหัด” จอมเวทย์รุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้น

            “ทุกคน ห้ามออกไปจากบาเรียเวทย์เด็ดขาด” สิ้นคำนั้นแสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นมาจากพื้น แล้วหอหุ้มพวกเขาเอาไว้

            แต่ทว่า...

            “เฮ้ย เลออน!!”

            เสี้ยววินาทีที่บาเรียกำลังจะปิดสนิท เลออนก็ถูกพายุหิมะพัดปลิวลอยขึ้นฟ้า แล้วหายไปท่ามกลางพายุหิมะ

            เลออนถูกพายุหิมะ พัดปลิวไปตามลม เขากำดาบในมือแน่น ร่ายเวทย์ลงไปในดาบ จนเกิดแสงสีแดงสว่างวาบ เขาใช้มือสองข้างกุมด้ามดาบไว้ แล้วฟันลงอากาศอย่างเต็มแรง

            วูบบบบ

            เสียงลมตัดอากาศทำให้เขามองเห็นป่าที่ไม่มีพายุหิมะ เขารีบถีบตัวเองพุ่งตรงไปทิศทางนั้นทันที แล้วในที่สุดเขาก็หลุดมาจากพายุหิมะได้อย่างปลอดภัย

            เลออนมองรอบทิศทางที่ตัวเองอยู่ กำดาบในมือแน่นเพื่อพร้อมสู้ เวลาเจอกับมอนสเตอร์ แม้จะพยายามร่ายเวทย์นำทางเพื่อกลับไปหาหน่วยจอมเวทย์ก็ไม่เป็นผล เหมือนในที่แห่งนี้ มีบางสิ่งบางอย่างห้อมล้อมอยู่ และคอยดักพลังเวทย์ของเขาเอาไว้ ไม่ให้สื่อสารกับโลกภายนอก

            “แปลกมาก”

            ในเมื่อติดต่อกับคนอื่นไม่ได้ เขาก็มีแต่จะต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น เขาจึงเดินไปตามทางเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

            และในตอนนั้นเอง

            “กรรร”

            เสียงคำรามดังก้องไปทั่วป่า มอนสเตอร์หมาป่าขนสีเงิน ตาสีแดงวาวโรจน์ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากมุมมืดในป่า เขี้ยวแหลมคม และน้ำลายที่ไหลย้อย บอกให้รู้ว่าพวกมันพร้อมจะตระขลุบเหยื่อทุกโว๊ย

            พวกมันมากันนับหลายสิบตัว

            “โธ่เอ๊ย”

            เลออนสบถออกมา กำดาบที่ยังคงเรืองแสงสีแดงในมือเอาไว้แน่น เมื่อมอนสเตอร์หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้ามา เลออนก็ตวัดดาบออกไปตัดศีรษะสังหารมันในที เสียงคำรามของเหล่ามอนสเตอร์โหยหวนจนน่าเวทนา แต่เขาไม่มีเวลาจะมาสนใจมัน เมื่อสังหารได้หนึ่งตัว มอนสเตอร์ตัวทีเหลือ ก็พุ่งกระโจนเข้ามา พร้อมจะขย้ำเขา เลออนไม่มีทางเลือก จึงเค้นพลังเวทย์ที่ตนมีออกมาทั้งหมด เพื่อปกป้องตนเอง

            สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือ ต้องสู้ ไม่งั้นเขาจะตาย

            แต่เขาก็ลืมเรื่องสำคัญไปว่า หากใช้พลังเวทย์มากเกินไป เขาก็จะตายเช่นกัน

            “แค่กๆ”

            เมื่อเขาสังหารมอนสเตอร์ตัวสุดท้าย จนป่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เขาก็กระอักเลือดก้อนใหญ่ออกมา ขาสั่นเทา ดวงตาพร่ามัว จนแทบยืนไม่อยู่

            เลออนฝืนใช้พลังเวทย์จนเกินขีดจำกัดไปแล้ว

            เขาลากสังขารที่หมดเรี่ยวแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ไปถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วทรุดตัวลงพิงหลังกับต้นไม้ หอบหายใจแรงอยู่ตรงนั้น เขาเงยหน้ามองขึ้นฟ้า

            ตอนนี้มืดสนิทแล้ว ทำให้ดวงดาวที่ทอแสงอยู่บนนั้นเปล่งประกายระยิบระยับอย่างสวยงาม เขาเห็นดาวตกลูกใหญ่ดวงหนึ่งแวบผ่านสายตาไป

            “ได้โปรด...ช่วยให้ฉัน...รอด...กลับไป...ที”

            เลออนเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เขาพยายามฝืนไม่ให้หมดสติไปตรงนี้ ถ้าหลับไปตอนนี้เขาก็จะเป็นอันตรายเช่นกัน

            ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางหิมะ

            เด็กชายคนหนึ่ง ผมสีบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเลออน

            เลออนเบิกตาโพล่ง เขาสัมผัสพลังเวทมนตร์รอบตัวเด็กคนนี้ไม่ได้ แสดงว่า เด็กคนนี้เป็นมนุษย์

            ‘แต่ทำไมเด็กมนุษย์ ถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ล่ะ’

            “คุณเป็นอะไรไหมครับ”

            เด็กคนนั้นถามด้วยความเป็นห่วง เขาย่อตัวลงมาอยู่ในระดับสายเลออน มองเด็กคนนั้นอย่างพินิจพิจารณา

            เขาสงสัย แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามากพอจะมาสงสัยคนอื่น

            “ฉัน...คง...ไม่ไหว...แล้ว”

            เขาพยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เสียงนั้นเบา แหบพร่า อ่อนแรง แต่เพราะป่าเงียบมาก จนทำให้เด็กชายผมบลอนด์ได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน

            เด็กคนนั้นมองเลออนนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือมาตรงหน้าเลออน

            “คุณอยากทำปฏิญาณคู่หูกับผมไหมครับ” เสียงของเขามั่นคงหนักแน่น “ผมจะมอบพลังเวทย์ให้คุณเอง เพราะงั้น...อย่าตายเลยนะครับ”

            เลออนคว้ามือเล็กๆ นั้นไว้ แขนของเขาสั่นเทาจนสังเกตเห็นได้

            “แบบนั้นนาย...ก็ต้อง...อยู่กับ...ฉัน...ไปทั้ง...ชีวิต...นะ...จะดีเหรอ”

            คำที่เปล่งเสียงออกมานั้นช่างยากเย็นและสั่นเทา ชีวิตเขาเริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว แต่เลออนก็ยังคงห่วงความรู้สึกของอีกฝ่าย หากทำปฏิญาณคู่หูกัน ชีวิตของเด็กคนนี้จะต้องถูกผูกมัดอยู่กับเขา ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีก

            “ผมยินดีครับ...ผมอยากช่วยคุณ”

            เด็กน้อยใช้สองมือของตนกุมมือเลออนไว้แน่น คำปฏิญาณว่าจะเป็นคู่หูที่คอยดูแลซึ่งกันและกันของทั้งสองถูกกล่าวออกมา

            เลออนสร้างสร้อยคริสตัลสีฟ้าที่บรรจุพลังเวทย์ของตนขึ้นมาสองอัน

            อันหนึ่งสวมให้ตนเอง อีกอันสวมให้เด็กคนนั้น

            เมื่อจอมเวทย์มอบของแทนคำปฏิญาณให้มนุษย์ พันธะนั้นก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ แสงสีฟ้าจากสร้อยคริสตัลทอประกาย แล้วโอบล้อมทั้งคู่เอาไว้

            พลังเวทย์จากเด็กคนนั้น ค่อยๆ ส่งมาให้เลออนทีละนิดๆ พลังเวทย์ที่เคยขาดหายไป กลับมาครบสมบูรณ์อีกครั้ง

            “ขอบใจนะ”

            พลังเวทย์ของเขาได้รับการฟื้นฟูแล้ว แต่ร่างกายของเขาอ่อนล้าเหลือเกิน เปลือกตาของเขาหนักอึ้งจนเกือบจะปิดลง เด็กชายผมบลอนด์นั่งลงพิงต้นไม้ข้างๆ เขา แล้วดึงหัวของเลออนมาให้ซบกับไหล่ของตน

            “พักสักหน่อยเถอะครับ คุณเหนื่อยมามากแล้ว”

            เลออนพยักหน้าเบาๆ สติของเขาค่อยๆ เลือนลาง

            “ฉันชื่อเลออน แล้วนายล่ะ”

            “ผมชื่อ...”

            อะไร... นายชื่ออะไรนะ?

            แล้วเขาก็ผล็อยหลับไปในที่สุด

            เด็กชายเจ้าของผมบลอนด์ตาสีฟ้า มองเด็กชายผมสีดำตาสีแดงที่หลับอยู่ข้างกายอย่างโดยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วเขาก็เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ดวงดาวทอแสงระยิบระยิบ ดาวตกดวงหนึ่งแวบผ่านสายตาไป

            ‘ผมทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงแล้วนะครับ’ เด็กชายหลับตาลงเหมือนกำลังคุยกับดวงดาวบนท้องฟ้า ‘ถึงวิธีนี้ จะทำให้ผมกลับไปบนนั้นไม่ได้อีกก็ตาม...’

            ขณะที่เด็กชายกำลังอยู่ในภวังค์ของตน ก็มีเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังเข้ามาใกล้ แต่เด็กชายรู้ว่าเสียงนั้นไม่ใช่อันตราย

            “ให้ตายสิ” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้น เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            ชายวัยกลางคน ที่มีผมสีตาเหมือนกับเขา กำลังยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าเขา สีหน้าเคร่งขรึม คิ้วขมวดเป็นปม

            “เอเรส” เด็กชายเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”

            “โนอาห์ นายรู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรลงไป” เอเรสถามเขาเสียงดุ

            “โนอาห์เหรอ...ไม่มีคนเรียกชื่อจริงผมมานานแล้วนะ” เขายิ้มบางๆ แล้วหันไปมองคนที่หลับอยู่ข้างๆ ลมหายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกให้รู้ว่าเขายังมีชีวิอยู่ ก่อนจะหันกลับมาตอบคำถามของเอเรสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมรู้ครับ ผมแค่ทำให้คำอธิษฐานของเขาเป็นจริง”

            “นายสามารถช่วยเขาด้วยวิธีอื่นได้ ไม่ใช่เอาดวงวิญญาณไปผูกพันธะกับเขาไว้ แบบนี้นายก็...”

            “ไม่เป็นไร ผมไม่เสียใจหรอกครับ”

           

            เอเรสถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองโนอาห์ทีสลับกับเลออนที

            “เข้าใจแล้ว แต่นายในตอนนี้ยังอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้” เอเรสคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับโนอาห์ ตาสีฟ้าทั้งสองคู่สบกันนิ่ง

            “ถ้าอยู่กับเขาทั้งแบบนี้ พวกนายทั้งคู่จะตกอยู่ในอันตราย”

            โนอาห์พยักหน้า “ก็ได้ครับ ครั้งนี้ผมจะไม่ดื้อ”

            “งั้นก็ดี” เอเรสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วอุ้มร่างเลออนขึ้นอย่างแผ่วเบา “ฉันจะพาเขาไปส่งที่ทางเข้าป่าตะวันตก อย่างน้อย ถ้าอยู่ตรงนั้นเขาจะได้ปลอดภัย”

            โนอาห์พยักหน้า

           วูบบบบ

            ลมหนาวพัดผ่านรอบตัวพวกเขา แล้วทั้งสามที่เคยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ก็อันตธานหายไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   แนะนำเนื้อเรื่อง

    ในโลกที่จอมเวทย์และมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด คำปฏิญาณคือพันธะที่ผูกชีวิตเข้าด้วยกัน และพลังเวทย์…คือทั้งพรและคำสาปเลออน จอมเวทย์ผู้มีพลังมหาศาลในวัยสิบขวบ เขาเคยรอดชีวิตจากความตาย เพราะเด็กชายปริศนาผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาด้วยการทำคำปฏิญาณคู่หูกับเขาในป่าลึก ทว่าเมื่อเลออนลืมตาขึ้น เด็กคนนั้นกลับหายไป เหลือไว้เพียงคำสัญญาและการเฝ้าตามหาที่ยาวนานถึงสิบปี เลออนไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นหายไปไหน และเขาชื่ออะไรโนอาห์ มนุษย์ (?) เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลและตาสีเขียว เขาปิดบังความลับบางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้เอาไว้ ความจริงเขาคือเด็กชายผมบลอนด์คนนั้น ที่เคยช่วยเลออนไว้ในตอนเด็ก เขาคอยเฝ้ามองและคอยส่งพลังเวทย์ให้เลออนมีชีวิตอยู่ต่อไปจากระยะไกล เมื่อโชคชะตานำพาให้ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้งในโรงเรียนแห่งราชอาณาจักร การเฝ้ามองจากเงามืด ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการยืนเคียงข้าง ความจริงที่ถูกปิดบังมานานกำลังจะถูกเปิดเผยทีละนิดๆ พร้อมกับภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดข

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   บทนำ

    ในอดีตกาล ก่อนที่ราชอาณาจักรจะประกาศกฎหมายคุ้มครองใดๆ โลกใบนี้เคยถูกปกครองด้วยพลังเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเวทมนตร์ จอมเวทย์คือผู้ครอบครองอำนาจ มนุษย์คือแหล่งพลังที่ถูกเรียกว่า ภาชนะพลังเวทย์ เพื่อครอบครองเวทมนตร์อันมหาศาล จอมเวทย์จำนวนมากไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำชีวิตของผู้ที่อ่อนแอกว่า การบังคับ ข่มเหง และการล่วงละเมิดเกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ล้มตายเพราะสูญเสียพลังเวทย์ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดและเสียงกรีดร้องค่อยๆ กลายเป็นเงาที่ไม่มีใครกล่าวถึง ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มหายไปจากโลกทีละคน จนในที่สุด ราชอาณาจักรก็ตระหนักว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มนุษย์ต้องถึงคราวสูญพันธุ์และจะส่งตามมาถึงเหล่าจอมเวทย์เช่นกัน กฎหมายคุ้มครองจึงถือกำเนิดขึ้น จอมเวทย์หนึ่งคนมีคู่หูมนุษย์ได้เพียงหนึ่งเดียว การดูดซับพลังเวทย์ต้องเกิดจากความยินยอมและคำปฏิญาณที่ผูกพันทั้งชีวิต จอมเวทย์มี่จับคู่กับมนุษย์แล้ว ทั้งคู่ต้องมีบุตรร่วมกันอย่างน้อย 1 คนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของทุกฝ่ายให้สืบต่อไป ไม่ว่าเด็กที่เกิดมาจะ

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   บทที่ 1 ดวงดาวที่เริ่มเคลื่อนไหว (1)

    สิบปีต่อมา เลออนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามเช้ามืด ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ หัวใจเต้นแรงราวกับยังติดอยู่ในป่านั้น ป่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือด เสียงคำรามของมอนสเตอร์ และฝ่ามือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาหาเขาท่ามกลางความตาย เด็กชายผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าสะท้อนแสงดาว เสียงเรียบนิ่งที่กล่าวข้อเสนอราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “คุณอยากทำปฏิญาณคู่หูกับผมไหมครับ” “ผมจะมอบพลังเวทย์ให้คุณเอง เพราะงั้น...อย่าตายเลยนะครับ” เลออนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก สูดลมหายใจยาว พยายามดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน ห้องนอนเงียบสนิท มีเพียงแสงจางๆ จากรุ่งอรุณที่ยังไม่ทันเผยตัวลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา ผ่านมาสิบปีแล้วและเขายังฝันถึงวันนั้นไม่เคยขาด เลออนลุกขึ้นนั่ง ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับสิ่งที่ห้อยอยู่บนลำคอ เนื้อผิวโลหะเย็นเฉียบแนบกับฝ่ามือ ราวกับย้ำเตือนความจริงที่ไม่มีวันเลือนหาย มันไม่ใช่ความฝัน หลังจากเขาหมดสติลงในป่านั้น เมื่อรู้สึกตัวอีกที เขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บริเวณหน้าทางเข้าของป่าตะวันตกและเด็กคนนั้นก็ไม่อยู่แ

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   บทที่ 2 ดวงดาวที่เริ่มเคลื่อนไหว (2)

    เลออนสลัดตัวเองออกจากภวังค์ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ จัดการชำระล้างร่างกาย แล้วออกมาเปลี่ยนชุด สวมเครื่องแบบนักเรียนจอมเวทย์อย่างเรียบร้อย ชุดเครื่องแบบสีดำสนิทและผ้าคลุมไหล่สีดำ เข้ากับสีผมของเขาเป็นอย่างดี วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนแห่งราชอาณาจักร สถานที่ที่มนุษย์และจอมเวทย์เรียนร่วมกันเงื่อนไขในการเข้าโรงเรียนนี้คือแค่อายุครบสิบเก้าปีบริบูรณ์ก็สามารถลงทะเบียนเข้าเรียนได้ในทันที โรงเรียนแห่งนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเสมอภาคและความหวังในอนาคต แต่ทุกคนรู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นมากกว่านั้น มันคือสถานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆ มนุษย์และจอมเวทย์ได้ใกล้ชิดกัน ได้เรียนรู้ ได้ผูกพันและในที่สุด…ได้เลือกคู่หูของตนเอง การสานสัมพันธ์จนถึงขั้นทำปฏิญาณคู่หูไม่ใช่เรื่องแปลก แม้แต่การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งภายในโรงเรียน หรือการมีบุตรในวัยเรียน หากเป็นคู่หูกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายราชอาณาจักร เมื่อเลออนมาถึงโรงเรียน เสียงพูดคุยของนักเรียนใหม่ดังอื้ออึงไปทั่วลานพิธี แ

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   บทที่ 3 ดวงดาวที่เริ่มเคลื่อนไหว (3)

    กลับมาตอนที่เลออนลงมาจากเวทีแล้ว เขายังคงติดอยู่วังวนความคิดของตน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ กับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลคนนั้น “เฮ้ย เลออน นายโอเคจริงๆ ไหมเนี่ย” คีรันเดินเข้ามาถามเขาด้วยความเป็นห่วง “คีรัน คือฉัน...” เขาเว้นช่วงไป แววตาไหววูบ “ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลกๆ กับเด็กมนุษย์คนหนึ่ง” “ห๊า” คีรันอ้าปากค้าง “คู่หูของนายเหรอ นายเจอเขาแล้วเหรอ!!” คีรันพุ่งตัวเข้ามาประชิดเลออนมากกว่าเดิม “ในที่สุดก็เจอสักทีสินะ คนที่นายตามหามาตั้งนาน” “ไม่ใช่” เลออนเสียงอ่อนลง “เขาไม่ใช่คู่หูของฉัน...แต่เด็กคนนั้นกลับมีบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกดึงดูดแปลกๆ” คีรันนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าขี้เล่นจางหายไป เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “ถ้าอยากรู้ นายก็ต้องพิสูจน์สิ” คีรันยกกำปั้นขึ้น ต่อยเข้าที่อกข้างซ้ายของเลออนเบาๆ “ไม่แน่เด็กคนนั้นอาจเป็นคู่หูของนายที่ปลอมตัวมาก็ได้ นายตามหาเขามาตั้งนานนะ แม้มันจะเป็นเบาะแสเล็กๆ นายก็ต้องคว้ามันเอาไว้สิ” เลออนเบิกตาโพล่งให้กับคำพูดของคีรัน “จริงสินะ ในโ

  • ดวงดาราผู้เฝ้ามองนาย   บทที่ 4 สงสัย

    ไม่เคยเจอกัน…งั้นเหรอ เลออนหันหลังให้โนอาห์แล้วเดินไปตามทางเดินกลับไปทางที่เขาจากมา เขาไม่ได้หันหลังกลับไปมอง แต่สัมผัสที่เหมือนดึงดูดเขาก็ยังไม่จางหายไป สร้อยคริสตัลที่คอก็ยังคงสั่นไหว จนเขาต้องกำมันไหวหลวมๆ น่าแปลกมาก ที่เขารู้สึกแบบนี้กับเด็กคนนั้น แถมสร้อยนี่ ยังตอบสนองอีกด้วย หรือว่าจะเป็นเด็กคนนั้นจริงๆ เลออนได้แต่เก็บความสงสัยไว้ภายในใจ แล้วสาวเท้าไปยังอาคารเรียนของจอมเวทย์--- หลังพิธีเปิดการศึกษาจบลง อาจารย์ได้สั่งให้นักเรียนต่างแยกย้ายไปยังห้องเรียนของตน วันแรกยังไม่มีบทเรียนจริงจังนัก เพียงแค่อาจารย์ประจำชั้นกล่าวต้อนรับ แนะนำกฎระเบียบ และปล่อยให้ทุกคนใช้เวลาตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงงานเลี้ยงในช่วงค่ำ โนอาห์กับเอมิลัสที่ไปเถลไถลอยู่ในโรงเรียนกลับมาถึงห้องเรียนหลังจากอาจารย์ประจำชั้นออกจากห้องไปแล้ว ทำให้พวกเขารอดตัวไม่โดนอาจารย์ทำโทษ โนอาห์กับเอมิลัสเลือกที่นั่งริมหน้าต่างหลังห้องที่ยังว่างอยู่สองโต๊ะติดกันพอดี ทั้งคู่คุยเรื่องไร้สาระไปเรื่อย...ไม่สิ มีแค่เอมิลัส

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status