LOGINเมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ
"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ" หญิงสาวกล่าวถาม "จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว" ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน "หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน" หญิงสาวถามขึ้น "เจ้าก็แบบนี้แหละมองไม่เห็นของดีหรอกเอาเป็นว่าเก็บไว้ดีๆก็แล้วกันว่างๆก็หยิบขึ้นมาดูและร่ำเรียนเคล็ดวิชาที่อยู่ข้างในไป และนี้หินพลัง นักยุทธทุกคนต้องใช้มันเพื่อเพิ่มวรยุทธ และอสูรวิเศษหลายๆตัวชอบหินพลังนี้ เจ้าเก็บเอาไปก่อนตอนนี้เจ้าไม่สามารถกลั่นหินพลังมาใช้ได้โดยตรง แต่เมื่อเจ้ามีวรยุทธ์ที่สูงเจ้าก็อาจจะต้องการใช้มัน" ชายชราชี้ไปที่หินก้อนมนๆและมีสีสันที่แตกต่างกันไป ถึงแม้พวกนี้จะไม่แวววาวมากนักแต่ก็มองเห็นสีของมันได้ บางก้อนก็มีสีส้ม บางก้อนก็มีสีแดง บางก้อนก็มีสีเหลือง และบางก้อนก็มีสีเขียวอมฟ้า เด็กสาวมองมันด้วยสีหน้าสงสัย แต่นางไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านอาจารย์จึงชี้ให้ดูไม้เลื้อยที่คดตัวเป็นวงกลมอันเก่าๆที่อยู่บนโต๊ะนั้น "อันนี้เป็นบ่วงบาศใช้จับสัตว์อสูรที่จะเข้ามาทำร้ายตัวเจ้า ส่วนอสูรวิเศษนั้นเจ้าไม่สามารถใช้บ่วงบาศก์นี้ทำร้ายมันได้ หากว่าเจ้าเจออสูรวิเศษเจ้าต้องกำราบมันด้วยตำราเล่มนี้" ชายชราที่ไปที่ตำราเล่มสีดำขนาดจิ๋วที่เขียนว่ากำราบอสูรวิเศษ หญิงสาวหยิมมันขึ้นมาเปิดดู ข้างในมันเขียนเนื้อหา โดยให้นางพยายามที่จะใช้ใจสื่อสารกับอสูรวิเศษเพื่อให้มันยอมสยบให้นางก่อนที่นางจะทำพันธสัญญาซึ่งพันธะสัญญานั้นก็มีหลายรูปแบบกันไป นางเพียงเปิดดูเล็กน้อยแล้วก็ปิดลงและมองของชิ้นอื่นที่อยู่บนโต๊ะซึ่งมันมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นอาวุธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดาบ พร้า กริช ธนู รวมไปถึงเศษหนังต่างๆที่มองดูแล้วมันจะคล้ายๆกับแผนที่ยังไงอย่างนั้น รวมไปถึงก้อนหินสีดำๆมากมาย และเศษไม้เล็กใหญ่อีกต่างหาก "ท่านอาจารย์จะให้ข้าเอาไปหมดนี้เลยหรือ แล้วเสื้อผ้าข้าอีกละ ข้าจะไม่ต้องแบกของไปหนักๆแบบนี้หรือ ข้าเกรงว่าข้าคงจะเอาไปไม่หมดหรอกเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าจะเลือกเอาของที่มันจำเป็นที่สุด ข้าจะเลือกเอาสัก 2-3 อย่าง" หญิงสาวพูดขึ้นและยื่นมือไปหยิบกริชสั้นหนึ่งอัน และตำรากำราบอสูรวิเศษ และเลือกหินพลังที่ท่านอาจารย์บอก และก็หยิบบ่วงบาศ นางมองดูแล้วของชิ้นอื่นๆไม่รู้จะหยิบไปทำไม แต่นางก็มองไปที่ขวดน้ำขนาดเล็กที่วางอยู่ซึ่งในนั้นมีน้ำสีเขียวอำพัน "อ้าเจ้าจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรอกเจ้าต้องเอาไปหมดนี่แหละ และที่เจ้าต้องอยู่นั้นก็คือน้ำทิพย์สวรรค์ ขวดนี้ข้าเก็บมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วดูสิสีเขียวอำพันสดใสเชียว เพียงแค่ 1 หยดใส่น้ำได้เป็นโอ่งเลยนะ ขนาดน้ำทิพย์สวรรค์เจือจางผู้คนได้จิบเพียงจิบเดียวก็มีพลังขึ้นทันที สามารถขับพิษได้ทุกประเภท คนที่ใกล้หมดแรกก็สามารถมีแรงขึ้นมาได้" ชายชรากล่าวถึงสรรพคุณของน้ำที่อยู่ในขวดเล็กนั้น พลางหยิบขวดขึ้นมาแล้วเปิดขึ้นมาให้นางดม เมื่อกลิ่นน้ำทิพย์สวรรค์ที่หมักไว้เป็นเวลาหลายพันปีนั้นเปิดขึ้น ก็หอมหวานดึงดูดชวนให้ดื่มด่ำเสียเหลือเกิน หญิงสาวกลืนน้ำลายทันทีชายชราก็ปิดขวดลง "ทั้งหมดมีเจ้าต้องเอาไปให้หมด เพราะว่าเจ้าอาจจะจำเป็นต้องใช้มัน" ชายชรากล่าวขึ้น "ท่านอาจารย์ข้าก็เอาแต่ของที่จำเป็นไปดีกว่าแบบนี้ข้าก็จะมัวแต่ต้องห่วงของเป็นแน่ จะให้ข้าหอบไปเช่นไรล่ะเจ้าคะ หากมีของเยอะแยะขนาดนี้ข้าก็จะเดินทางได้ลำบาก เดินทางอาจจะยังไม่ถึงไหนก็อาจจะถูกดักปล้นก็ได้" หญิงสาวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่จงใจเพราะตัวเองไม่สามารถหอบของขนาดนี้ไปได้หมดแน่ "ข้าให้ของเจ้าไปขนาดนี้ ข้าจะไม่ให้ของใส่เลยหรือเอานี่กำไลสูญญตา สามารถเก็บของพวกนี้เข้าไปได้ทั้งหมด " ชายชรากล่าวขึ้นและหยิบกำไลข้อมือที่เป็นลูกปะคำสีเทาเงินออกมาและยื่นให้หญิงสาว "อ่าลืมบอกอีกอย่างเจ้าน่าจะต้องเรียนรู้การเรียกสิ่งของด้วย เพราะถ้าเก็บของอยู่ในนี้มากๆ เจ้าจะน้ำออกมาใช้ได้ลำบาก เจ้าต้องหัดเรียกชื่อสิ่งของให้มันออกมาหาเองจะได้สดวก" ชายชรากล่าวขึ้นและกวาดมืออีกครั้งของทั้งหมดก็เข้าไปอยู่ข้างในลูกประคำสีเทาเงินนั้นและชายชราก็ยื่นให้หญิงสาว "ใส่เอาไว้เถอะแล้วไปเก็บของใช้ส่วนตัวเราจะออกเดินทางกันแล้ว" ชายชรากล่าวขึ้นหญิงสาวจึงสวมใส่ไปที่ข้อมือเมื่อเขานั้นสวมกำไรสูญญตาแล้วกำไลนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีใสทันที มันเหมือนกลืนไปกับผิวของนางเลยแต่พอนางถอดออกมาก็เป็นเทาเงินเช่นเดิม เมื่อนางจะถามชายชราก็ไม่พบชายชรา แล้วนางจึงตัดสินใจไปเก็บข้าวของก่อนตัวเอง นางหอบข้าวของของตัวเองทั้งหมดที่มีเข้ากำไลสูญญตาและเดินออกจากเรือนก็พบว่าผู้เฒ่ารออยู่หน้าเรือนแล้ว ทั้งสองมองเรือนที่พวกเขาเคยอยู่และก็ตัดใจหันหลังและเดินลงเขาไป เมื่อมีวรยุทธแล้วการลงเขานี้ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายสำหรับทั้งสองยังไม่มีอึดใจทั้งสองก็มายืนหน้าป่าแห่งนี้แล้ว "ศิษย์รักฟ้ากว้างมิอาจกักขังพยัคฆ์ บัดนี้เจ้าเติบโตพอจะก้าวออกจากข้าแล้ว ประสบการณ์นอกเขาล้ำค่ากว่าการฝึกพันวัน จำไว้ อย่าหลงในพลัง อย่าลืมรากเหง้าของตน เมื่อถึงเวลาที่ควรกลับมา บ้านแห่งนี้จะเปิดรับเจ้าจงไปหาประสบการณ์ เมื่อถึงเวลาเราจะได้เจอกันอีก" ชายชรากล่าวขึ้นแล้วลูบหัวลูกศิษย์เบาเบา ผู้เป็นลูกศิษย์คำนับอาจารย์และตัดใจเดินออกไปก่อน สิบปีที่ผ่านมาชายชราผู้นี้ไม่ทำให้เขาเดียวดาย แต่ตอนนี้ต้องออกเดินทางเพียงลำพังก็ทำให้เขานั้นหวั่นไหวเล็กน้อยแต่เพราะความก้าวหน้าของตัวเองนางต้องตัดใจเดินทางหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







